ตอนที่ 13 พี่ชิงอี้ ช่วยฉันด้วย! (1)
ขณะที่อู๋ซิ่วเหลียนกำลังวาดภาพฝันและรอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น จู่ๆก็มีซุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายภาพฝันของเธอลงไม่เหลือชิ้นดี
“ป้าติงทำอาหารมาส่งให้ผมทุกวัน แล้วผมก็มีภาพถ่ายจากกล้องบันทึกข้อมูลเวลาและสถานที่ไว้ทุกวันด้วย ผมมีกระทั่งภาพถ่ายตอนที่ป้าติงถือกล่องอาหารมาส่งให้ด้วยครับ”
ขณะที่พูดออกไปเช่นนั้น จู้หยานก็หยิบสมุดหนังเล่มหนึ่งออกมาและส่งให้กับทางตำรวจ
“ไม่! เป็ไปไม่ได้!”
อู๋ซิ่วเหลียนเบิกตาโตจ้องมองไปทางสมุดบันทึกที่จู้หยานส่งให้กับตำรวจ เธอชี้นิ้วไปที่สมุดบันทึกเล่มนั้น พร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
“คนบ้าที่ไหนจะถ่ายรูปอาหารทุกวัน! เป็ไปไม่ได้แน่ๆ! คุณตำรวจคะ นี่เป็หลักฐานปลอมชัดๆค่ะ!”
ทันทีที่เสียงโวยวายดังลั่นออกมา ทุกคนต่างจ้องมองไปทางเธอด้วยความสนอกสนใจ
ตำรวจขมวดคิ้วปั้นหน้าเคร่งขรึม
“ทำไมคุณผู้หญิงถึงได้ดูร้อนอกร้อนใจขนาดนี้? หรือว่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเื่นี้ด้วย?”
“ปะ-เปล่า! เปล่าค่ะ! ฉันแค่เดาสุ่มๆ!” ได้คำพูดจากปากตำรวจที่ว่า ‘มีส่วนรู้เห็น’ ชาวบ้านธรรมดาสามัญอย่างอู๋ซิ่วเหลียนจึงถึงกับตื่นตระหนกสุดขีด และแทบจะเก็บหางกลับไปไม่ทัน เวลานี้ กระทั่งผายลมเธอยังไม่กล้า
“ถ้าไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย ก็อย่าทำตัวขัดขวางการทำหน้าที่และสืบสวนของเ้าหน้าที่ ไม่อย่างนั้น คุณอาจถูกแจ้งข้อหาไปด้วยอีกคน!”
คำพูดแต่ละคำของตำรวจเสมือนวาจาแห่งอาญาสิทธิ์ ทำให้อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับเหงื่อเย็นแตกพลั่ก ยืนตัวแข็งทื่อราวกับรูปปั้นไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆอีก จะอ้าปากพูดสักคำยังกลัวแทบตาย!
แม้หวางต้าจูจะซ่อนผีมีความลับอยู่ในใจ แต่เขาก็ยังคงยืนกรานคำเดิม
“ไอ้เด็กเวรนี่พูดจาไร้สาระไปเรื่อย! ก่อนจะกินข้าวทุกมื้อต้องถ่ายรูปด้วยเหรอ? ว่างนักรึไง?”
“อ่อใช่ บอกว่านัดเจอกัน่หกโมงเย็นทุกวันด้วยเหรอครับ? โกหกเก่งมากเลยนะครับ เพราะตลอดทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา แมวของผมป่วยท้องเสีย ป้าติงก็เลยต้องมาส่งอาหารแมวให้ผมที่บ้านตอนหกโมงเย็น!”
จู้หยานยิ้มเยาะ
หลินจิงซูพยักหน้าและรีบพูดเสริมขึ้นว่า
“ใช่ค่ะ ปกติตอนหกโมงเย็นจะเป็เวลาที่แม่หนูเอาอาหารไปส่งให้จู้หยาน เห็นชัดว่าโจรชั่วคนนี้พูดโกหก! แม่หนูไปรู้จักกับคุณั้แ่เมื่อไหร่เหรอคะ? แล้วเงินที่ปล้นไปน่ะเป็เงินเก็บของครอบครัวเรา! ช่วยเอามาคืนเดี๋ยวนี้ด้วย!”
“หวางต้าจู ภาพถ่ายพวกนี้ถือเป็หลักฐานมัดตัวแกชั้นเยี่ยมเลยล่ะ ฉันแนะนำให้แกรีบเอาเงินที่ปล้นไปมาคืนคุณติงเสวี่ยเหม่ยโดยเร็ว ไม่อย่างนั้น แกเตรียมไปกินข้าวแดงในคุกได้เลย!”
ภายหลังได้ดูสมุดบันทึก ตำรวจก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน
เวลานี้ แข้งขาของหวางต้าจูดูเหมือนจะเริ่มอ่อนแรงไปหมด
“คุณตำรวจ! ผมเป็พลเมืองดีนะ! คนอย่างผมจะไปปล้นเงินใครได้ล่ะครับ! นี่มันเป็เื่เข้าใจผิด! ต้องเป็เื่เข้าใจผิดแน่ๆ!”
“คือความจริงแล้ว ผม…ผมถูกคนอื่นจ้างวานมาอีกที เขาจ้างให้ผมทำร้ายติงเสวี่ยเหม่ย!”
“คดีนี้ยังมีคนอยู่เื้ัอีกงั้นเหรอ? แล้วเป็ใครล่ะ? รีบบอกมาเดี๋ยวนี้!”
ตำรวจตะคอกถามเสียงเย็น สีหน้าท่าทางขึงขังดูเอาจริงเอาจังอย่างมาก
“คนที่จ้างวานผมเป็คนจากหมู่บ้านอู๋เจีย! แต่พอมันเห็นว่าผมถูกแทงและทำตามแผนไม่สำเร็จ มันก็รีบวิ่งหนีไป ทิ้งให้ผมต้องกลายเป็แพะรับบาปอยู่คนเดียว! แต่ผมไม่รู้จริงๆว่าอีกฝ่ายเป็ใครชื่ออะไร คุณตำรวจครับ ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วยเถอะครับ! แล้วเื่เงินผมก็ไม่ได้ขโมยไปจริงๆ!”
หวางต้าจูหวาดกลัวจิตตกจนแทบจะคุกเข่ากราบเท้าตำรวจอยู่แล้ว
ใบหน้าของหลินจิงซูสีมืดทมิฬลงทันทีที่ได้ยินว่า ‘เป็คนจากหมู่บ้านอู๋เจีย’
ปฏิกิริยาแรกหลังจากที่ได้ยินชื่อหมู่บ้าน เธอหันไปยังทิศทางที่อู๋ซิ่วเหลียนและย่าอู๋ยืนอยู่แทบจะในทันที
ถึงแม้ย่าอู๋จะมีอุปนิสัยที่ไม่สู้ดีนัก แต่กลับไม่มีมูลเหตุจูงใจอะไรให้เธอต้องทำเื่เสี่ยงๆแบบนี้เพื่อกำจัดลูกสะใภ้ตัวเอง
จึงเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีความเป็ไปได้สูงสุดซึ่งก็คือ อู๋ซิ่วเหลียน
ขณะที่อู๋ซิ่วเหลียนเริ่มร้อนใจกระวนกระวาย จู่ๆก็เหลือบไปเห็นหลินจิงซูที่กำลังส่งสายตาเยือกเย็นจ้องเขม็งมองมา เสมือนว่ายามนี้แม้แต่ในใจก็ไม่สามารถเก็บซ่อนความผิดเอาไว้ได้ เธอจึงเริ่มร้องห่มร้องไห้ออกมา กล่าวตัดพ้อตัวเองอย่างน่าสงสารเห็นใจ
“ดูสิดู! ทำไมทุกคนต้องมองราวกับว่าฉันเป็คนจ้างวานคนชั่วให้มาทำร้ายพี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยด้วยล่ะ! แค่ฉันแซ่อู๋ก็หมายความว่าฉันเป็คนผิดไปแล้วรึไงกัน? ฮืออ…ฮือออ…พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ย นี่มันไม่ยุติธรรมกับฉันเลย! คงจะสาแก่ใจพี่แล้วใช่ไหม? เอาเลย! จะโทษอะไรฉันก็เชิญโทษมาได้เลย! ฮืออ…ฮือออ…”
หลินจิงซูเฝ้ารับชมการแสดงจอมปลอมของอีกฝ่าย ฉีกยิ้มพร้อมเอ่ยประชดประชันตอบโต้ทันควัน
“ป้ารอง มีใครพูดเหรอคะว่าป้ารองเป็คนจ้างวานให้โจรมาทำร้ายแม่หนู? ทำไมต้องร้อนตัวขนาดนี้ด้วย? หรือว่า…มีความลับอะไรซ่อนอยู่ในใจงั้นเหรอคะ?”
เจออีกฝ่ายตอบโต้กลับมาชุดใหญ่ อู๋ซิ่วเหลียนถึงกับตะลึงงันแทบตั้งตัวไม่ทัน สุดท้ายถึงกับทำอะไรไม่ถูก จึงรีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างหลินชิงอี้และพูดตอบโต้ทันทีว่า
“หลินจิงซู! นี่ฉันเป็ป้ารองของเธอนะ! ถ้ายังไม่เลิกใส่ร้ายป้ายสีกันอีก วันนี้ฉันจะวิ่งชนกำแพงให้ตายไปเลยคอยดู! เอาให้ตายต่อหน้าต่อตาเธอเลย! แล้วอย่าคิดว่าฉันไม่กล้าทำ!!”
พูดจบ อู๋ซิ่วเหลียนก็ตั้งท่าเตรียมจะวิ่งชนกำแพงหน้าบ้านทันที แต่ ‘บังเอิญ’ ว่าระหว่างที่ออกตัวกลับเผลอไปสะดุดยอดหญ้าเข้า จึงได้เสียการทรงตัวและทิ้งตัวล้มลงไปในอ้อมแขนของหลินชิงอี้ที่เข้ามาช่วยได้อย่างพอดิบพอดี
เธอรีบซบแนบอยู่ในอ้อมอกของหลินชิงอี้แน่นด้วยความเสียขวัญหวาดกลัว หลินชิงอี้เองก็รีบพูดปลอบประโลมเธอว่า
"ซิ่วเหลียน ทำไมถึงได้ทำอะไรไม่คิดแบบนี้? ยังไม่มีใครพูดสักคำว่าเธอเป็คนผิด ที่จิงซูพูดออกไปแบบนั้นก็เพราะเธอยังเด็กไม่รู้ประสีประสา อย่าถือโทษโกรธเด็กแบบนั้นเลยนะ หลังจากนี้ ผมสัญญาว่าจะอบรมสั่งสอนเธอให้เป็เด็กที่มีสัมมาคาราวะมากกว่านี้!"