ขณะที่ฉีเฟยกับหวังเหล่ยปรึกษากันเื่ให้บุตรสาวบุตรชายหมั้นหมายกัน ทั้งที่กำลังเมากันอยู่
ชินหรงก็กำลังชักชวนให้หวังอันมาแอบฟังทั้งสองคุยกัน
“ชินหรง ข้าว่ามันไม่เหมาะหากเราจะไปแอบฟัง” สีหน้าของหวังอันรู้สึกกังวล
แต่เพราะชินหรงบอกว่าเื่ที่หวังเหล่ยกับฉีเฟยคุยกันล้วนเป็เื่ของนาง หากนางอยากรู้เื่ของตนเองก็ไม่ผิด
ตอนนี้เมื่อหวังอันที่แอบฟังอยู่ รู้ว่าฉีชางไม่้าหมั้นหมายกับตน
หวังอันถึงกับกำมือแน่น ใบหน้าถอดสี จนชินหรงรีบดึงตัวของหวังอันกลับไปที่เรือนพัก
“คุณหนูเ้าคะแม้วันนี้คุณชายฉี ยังไม่ชอบท่าน ก็ไม่ได้แปลว่าวันหน้าเขาจะไม่รักท่านนี่เ้าคะ ที่สำคัญข้ามีวิธีเ้าค่ะ"
ชินหรงบอกวิธีที่นางคิดแก่หวังอัน ซึ่งหวังอันไม่เห็นด้วย แต่ชินหรงกลับคิดว่าไม่นานคุณหนูของนางจะตัดสินใจเลือกตามวิธีของนางอย่างแน่นอน
ด้านจินเยว่ขณะที่นางกำลังเดินพลังอยู่ในห้อง มิติปั่นป่วนจนนางรู้สึกได้
จินเยว่จึงเข้าไปในมิติ ตอนนี้บ้านทั้งหลังกำลังมีพลังบางอย่างครอบคลุมอยู่
เมื่อเปิดประตูเข้าไปห้องหลอมอาวุธมีแสงจ้าพุ่งออกมาไม่หยุด นางรีบวิ่งไปดู
แล้วต้องตกละลึงกับกระบี่ที่นางหลอมออกมาครั้งล่าสุด กำลังหมุนคว้างกลางอากาศ
รัศมีสีทองรอบตัวของกระบี่ ส่องประกายเจิดจ้าตลอดเวลา
จินเยว่รีบหยิบตำราอาวุธเทพขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ในตำราบอกว่าหากอาวุธที่หลอมขึ้นจากขั้นพลังระดับสูง
อาวุธที่หลอมขึ้นมาย่อมมีอานุภาพ เทียบเท่าขั้นพลังของผู้ที่สร้างอาวุธขึ้นมา
จินเยว่เห็นว่าตอนนี้อาวุธเริ่มหมุนช้าลง แต่ยังคงลอยอยู่กลางอากาศ
จินเยว่จึงเดินเข้าไปทีละก้าว แล้วยื่นมือไปจับด้ามกระบี่ ทำให้กระบี่หยุดนิ่งและทิ้งตัวลงที่มือของนางทันที
กระบี่ที่นางหลอมเมื่อคืนวานเล่มนี้ งดงามกว่าทุกเล่มที่นางหลอม ทั้งเรียวบาง น้ำหนักเบา แต่คมกริบ
“เทพบันดาล” ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัว จนนางต้องเปล่งเป็คำออกมา เมื่อได้ยินชื่อนี้จากปากจินเยว่
อาวุธเทพในมือของจินเยว่มีปฏิิกริยาทันที มันขยับเล็กน้อยและเปล่งประกายจ้าอีกครั้งแล้วดับลง
“ข้าสัญญากับพี่ใหญ่ของข้าว่า อาวุธเทพเล่มแรกที่ข้าหลอมขึ้นมาได้ ข้าจะส่งไปให้เขา เอาไว้ปราบศัตรู ปกป้องประชาชนและชาติบ้านเมือง”
สิ้นคำพูดของจินเยว่ กระบี่ราวกับรับรู้ จึงเปล่งประกายตอบรับนางอีกครั้ง
ตอนนี้สิ่งที่นางต้องคิดคือทำอย่างไรจึงจะสามารถส่งกระบี่เล่มนี้ให้ถึงมือพี่ชายของนางอย่างปลอดภัย
>>>
ที่ชายแดนแคว้นเจียง จินเฉิงเข้าฝึกฝนร่วมกับทหารใหม่อย่างไม่ถือตน กินอยู่เท่าเทียมกับเหล่าทหาร
แม่ทัพใหญ่ในตอนนี้คือแม่ทัพมู่ซ่ง เป็ชายรูปร่างสูงใหญ่ อายุสี่สิบห้าปี เก่งกล้า ไม่กลัวตาย
ในกองทัพมีเขาแค่คนเดียวที่มีขั้นพลังระดับสีเหลืองขั้นต้น ส่วนทหารทั้งหมดอยู่ในขั้นสีน้ำเงิน และมีบางส่วนสามารถเข้าสู่ขั้นพลังสีเขียว
“ทหารใหม่ในรอบนี้ มีใครเข้าตาท่านบ้างหรือไม่ ท่านรองแม่ทัพ”
แม่ทัพมู่ซ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงกลางโต๊ะยาว เอ่ยถามรองแม่ทัพทั้งสิบ ขณะที่ทุกคนกำลังหารือกันเื่การฝึกฝนของทหารที่มาใหม่
“ครั้งนี้มีทหารใหม่หลายนายที่มีหน่วยก้านดีขอรับ” หนึ่งในรองแม่ทัพเอ่ยขึ้น
“พวกท่านลองคัดคนที่คิดว่ามีความสามารถ มาฝึกเป็หน่วยพิเศษ ข้า้าห้าร้อยนายเป็อย่างต่ำ”
หลังจากรองแม่ทัพรับคำสั่ง ต่างกลับไปยังกองทหารที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อแจ้งการคัดเลือกทหารกลุ่มพิเศษ
“ใครคิดว่าตนเองมีความสามารถหรือคิดว่าตนเองอยากเข้ากลุ่มของหน่วยพิเศษให้ก้าวออกมาด้านหน้า”
ทหารที่ยืนเป็ระเบียบ ตอนนี้มีบางนายเดินออกมาลงชื่อกับหัวหน้ากองของตนเอง
“ทุกคนที่มีความ้าเป็หน่วยพิเศษ จะต้องเข้ารับการคัดเลือกโดยดูจากฝีมือการต่อสู้”
ทหารที่ลงชื่อไว้และมั่นใจว่าตนเองสามารถเข้าไปอยู่ในหน่วยพิเศษได้ ต่างะโก้องว่า “พร้อมแล้ว ๆ”
“แต่ข้าจะบอกไว้ก่อนว่า หน่วยพิเศษจะฝึกหนักกว่าฝึกทหารปกติหลายเท่า หากพวกเ้ามั่นใจแล้ว เราจะเปิดเวทีต่อสู้ในทันที”
ยามนี้าสงบ แต่ละแคว้นต่างเตรียมความพร้อมของทหารฝ่ายตนเองอย่างเต็มที่
รายชื่อของทหารที่มีความ้าคัดเลือกเข้าหน่วยพิเศษ ต่างมาตั้งแถวรวมกันแยกจากกลุ่มเดิม
ส่วนทหารที่ไม่ได้ลงชื่อเพื่อคัดเลือก กำลังนั่งล้อมวงรอดูฝีมือการต่อสู้ของทหารที่้าเข้าหน่วยพิเศษ
รวมทหารจากกองต่าง ๆ ที่้าเข้าหน่วยพิเศษมีจำนวนถึงสองพันกว่าคน
“ข้าจะแจ้งกับทุกคนว่าหน่วยพิเศษที่ท่านแม่ทัพมู่ซ่งจะจัดตั้งขึ้น ้าใช้จำนวนทหารแค่ห้าร้อย หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ดังนั้นพวกเ้าต้องแสดงความสามารถออกมาให้มากที่สุด จึงจะเป็หนึ่งในหน่วยพิเศษ”
หลังจากรองแม่ทัพเอ่ยขึ้น ทหารบางนายที่ลงชื่อแล้ว อยากจะถอนชื่อออกก็มี อยากรีบเข้าคัดเลือกก็มี
หนึ่งในนั้นคือจินเฉิง ที่ตอนนี้เขาต้องทำทุกทางที่จะขึ้นไปสู่ตำแหน่งรองแม่ทัพ และแม่ทัพให้เร็วที่สุด
โชคดีที่เขามาเป็ทหารใหม่ได้ไม่ถึงเดือน ก็มีการคัดเลือกหน่วยพิเศษแล้ว
หน่วยนี้ต้องพิเศษสมชื่อแน่ ซึ่งหากเขามีผลงาน ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยต้องเป็ของเขา
“ใครจะขึ้นมาสู้ก่อน เ้าสองคนก็แล้วกัน” รองแม่ทัพกองสองชี้ทหารที่คัดมาจากกองของตน เพื่อเป็การเริ่มคัดเลือก
“ กฏที่ตั้งไว้ในครั้งนี้คือแพ้คัดออก จะเหลือคนที่ชนะและเอาคนชนะมาแข่งกันอีกครั้ง จนกว่าจะได้จำนวนใกล้เคียงกับจำนวนที่ท่านแม่ทัพมู่ซ่งกำหนดไว้ ดังนั้นพวกเ้าคนที่แกร่งที่สุดที่สามารถชนะทุกคนได้ คนผู้นั้นจะได้รับตำแหน่งหัวหน้าหน่วย”
ทหารเก่าที่ได้เข้าร่วมต่างมั่นใจว่าตนเองจะชนะ โดยเฉพาะทหารที่เข้ามาใหม่ หากเก่งจริงก็คงได้เป็แค่สมาชิกของหน่วยเท่านั้น
ตอนนี้บนเวทีชั่วคราวทั้งหมดห้าเวที มีทหารขึ้นไป้าเวทีละสองคน
“เริ่มได้” สิ้นเสียงของหัวหน้ากอง ทหารที่อยู่บนเวทีชั่วคราวที่กำหนดขึ้น เริ่มใช้ความสามารถของขั้นพลังของตนเองโจมคู่ต่อสู้
เวลาผ่านไม่ถึงหนึ่งเค่อ จำนวนคู่ต่อสู้ที่แข่งขันกันจนรู้แพ้ชนะ มีเกือบสองร้อยคู่ไปแล้ว
จินเฉิงยังไม่ได้ขึ้นเวที ตอนนี้เขากำลังทำสมาธิ เพื่อกดขั้นพลังของตนลง
เขาไม่กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าเขามีพลังอยู่ในขั้นไหน แต่ที่เขากลัวคือพลังที่เขามีในตอนนี้
หากต่อสู้แล้วเผลอใช้พลังเต็มพิกัด คู่ต่อสู้ของเขาอาจเป็อันตรายถึงชีวิต ซึ่งเขาคงจะผิดหวังกับตัวเองมาก
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม เวทีก็เริ่มว่างลง เพราะต้องรอให้ทุกคนที่ลงชื่อ ได้แข่งขันรอบแรกให้ครบทุกคนก่อน คนที่ชนะค่อยแข่งขันรอบที่สอง
เหลืออีกไม่กี่คนแล้ว ครั้งนี้จินเฉิงเดินขึ้นเวทีที่สาม เจอกับคู่ต่อสู้ที่เป็ทหารเก่า ที่ผ่านศึกามาอย่างนับไม่ถ้วน
ตอนนี้การต่อสู้เหลือสองคู่สุดท้าย คือเวทีที่สาม และเวทีที่ห้า ทำให้ทั้งสองเวทีได้รับความสนใจจากทหารทุกคน
คู่ต่อสู้ของจินเฉิงเรียกพลังมาที่ฝ่ามือทั้งสอง เป็ลูกไฟสีเขียวส่องประกายแสบตา ทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้น
“ทหารใหม่คนนั้นจะสู้ได้หรือไม่นะ” ทหารที่อยู่ด้านล่างคุยกัน ต่างก็ลุ้นว่าใครจะชนะ
แต่ทุกคนแน่ใจว่าทหารเก่าชนะ เพราะเขามีขั้นพลังสีเขียว ที่น้อยนักที่ทหารในกองทัพนี้จะสามารถไปถึงได้
แต่ทุกคนก็ต้องใเมื่อจินเฉิง เรียกพลังลูกไฟมาที่ฝ่ามือทั้งสองข้างเช่นกัน
“โอ เป็ไปได้อย่างไร ทหารใหม่ก็มีขั้นพลังสีเขียวเช่นกัน และเป็พลังสีเขียวขั้นสุดด้วย เขาเป็ใครกัน”
เสียงถามไถ่เื่ของจินเฉิงกันเซ็งแซ่ เพราะน้อยนักหรือแทบไม่มีเลย ที่ทหารใหม่จะมีขั้นพลังถึงสีเขียวได้
และก็เป็ไปตามคาด จินเฉิงที่มีพลังสีเขียวขั้นสุดเป็ฝ่ายชนะ ขณะที่รอให้หัวหน้ากองรวบรวมรายชื่อคนชนะ เพื่อแข่งขันรอบที่สอง
ทหารทั้งเก่าและใหม่ต่างมองมาที่จินเฉิงอย่างสนใจ อยากจะเข้ามาทำความรู้จัก เพราะทุกคนต่างอยากรู้เคล็ดลับการเพิ่มขั้นพลังจากจินเฉิง
“ต่อไปเป็การแข่งขันในรอบที่สอง ครั้งนี้ใครชนะจะได้เป็ส่วนหนึ่งของหน่วยพิเศษ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าหน่วย หากใคร้า คนผู้นั้นต้องชนะลูกน้องในหน่วยทั้งหมด”
“ฮู้……” ทหารที่เหลือส่งเสียงอย่างไม่อยากเชื่อ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยต้องเก่งขนาดไหนจึงจะชนะคนที่เหลือห้าร้อยกว่าคนได้
การแข่งขันรอบสอง ได้รับความสนใจจากทหารทุกคน แต่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอย คือตำแหน่งของหัวหน้าหน่วย
“เป็บุญตาของข้าที่จะได้เห็นว่าใครจะเก่งกาจจนได้เป็หัวหน้าหน่วยพิเศษ”
“จริง แม้ข้าจะเป็ทหารที่ไม่ได้อยู่ในหน่วยพิเศษ หากใครได้ขึ้นเป็หัวหน้าหน่วยข้าจะโขกหัวให้เขาแน่นอน”
เกิดเป็ความตื่นเต้นของทหารทั้งกองทัพ เพราะไม่เคยมีการคัดคนไปอยู่หน่วยพิเศษมาก่อน
และตำแหน่งหัวหน้าหน่วย ไม่ใช่ว่าใครจะไปถึงกันได้ง่าย ๆ เลย
“ตอนนี้การแข่งขันในรอบที่สองผ่านไปแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีกับทหารที่มีความสามารถจนได้เข้าร่วมหน่วยพิเศษของแม่ทัพของเรา ต่อไปเป็การแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าหน่วย ใครจะเข้าร่วมให้ออกมารวมกันอยู่ด้านนี้”
หัวหน้ากองเรียกรวมทหารหน่วยพิเศษที่้าแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยพิเศษ
ครั้งนี้มีคนสนใจจำนวนยี่สิบสี่คน โดยมีคนอาสาเป็คนแรกเดินขึ้นไปบนเวทีเรียบร้อย
ไม่นานนักอีกคนก็เดินตามขึ้นไป ไม่ถึงอึดใจคนแพ้ก็ลงจากเวที เสียงทหารที่อยู่ด้านล่างต่างโห่ร้อง ให้กำลังใจว่าที่หัวหน้าหน่วย
“คนต่อไป” เมื่อหัวหน้ากองเรียก คนต่อไปก็เดินขึ้นไปเป็คู่ต่อสู้ของคนชนะเมื่อสักครู่
ผ่านไปห้าคนแล้วที่ไม่สามารถโค่นคนชนะคนแรกลงได้ จินเฉิงจึงตัดสินใจเดินขึ้นเวที
ทันทีที่เขาก้าวขึ้นไปบนเวที ทหารด้านล่างส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจเขาอย่างล้นหลาม
“ทหารใหม่ ๆ ๆ” คนชนะมาแล้วห้าคน เมื่อเห็นจินเฉิงเดินขึ้นเวทีเพื่อมาเป็คู่ต่อสู้กับเขา
แม้จะรู้ว่าจินเฉิงมีพลังสีเขียวขั้นสุด แต่เขาไม่รู้สึกกลัว เพราะเขามีทักษะการต่อสู้เกินคนที่มีพลังสีเขียวไปแล้ว
เพียงแต่พลังของเขาตันอยู่ที่สีเขียวขั้นกลางมาสิบปีแล้วนั้นเอง
ทั้งสองเริ่มใช้พลังโจมตีอีกฝ่าย ดูก็รู้ว่าจินเฉิงพยายามออมมือให้ ทำให้คู่ต่อสู้ของจินเฉิงโมโห
“เ้าทหารใหม่เ้าดูถูกข้าหรือ หากเ้ามีขั้นพลังเท่าไหร่ก็ใส่มาให้หมด อย่ามาอ่อนให้ข้า”
เมื่อเจอคำท้า จินเฉิงจึงไม่คิดที่จะปิดบังขั้นพลังของตนเองอีก เพราะชั่วขณะเขาก็คิดได้ว่าหากเขามัวแต่กดพลัง
แม่ทัพใหญ่มู่ซ่งก็คงไม่มีโอกาสเห็นความสำคัญของเขาเสียที การแสดงตัวนี่แหละจะข้ามขั้นได้