เมื่อเข้ามาเป็นสาวใช้ในจวนแล้วความซื่อสัตย์จงรักภักดีคือหน้าที่ การปรนนิบัติรับใช้คือความรับผิดชอบ ผู้เป็นนายย่อมทนเห็นบ่าวที่ขาดความจงรักภักดีทรยศนายลับหลังไม่ได้เป็นธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้นคนที่นางด่าคือนายน้อยของจวนที่ถึงแม้จะไม่ได้รับความสำคัญอย่างไร เบื้องหลังก็ยังมีมารดาที่กุมอำนาจการปกครองในจวนอยู่
อีกทั้งนางกำลังร้อนเงินมิใช่เจ้าแม่บัวขาวผู้เมตตาปราณี จึงตัดใจที่จะช่วยคนตกทุกข์ได้ยากไปก่อน
เดินตรงไปข้างหน้าอีกหน่อยก็แทบจะไม่เห็นเงาของผู้คนเลยจริงๆในที่สุดก็หยุดลงที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง
หมิงเป่าจูคาดเดาว่าน่าจะมาถึงมุมริมสุดของจวนแล้วเพราะเรือนทั้งหลังสร้างชิดกับกำแพง
หน้าประตูมีบ่าวชายเฝ้าอยู่หนึ่งคนเมื่อเห็นจี้ฟาง ก็รีบวิ่งลงบันไดมาคารวะ รายงานอาการของคุณชายใหญ่ในวันนี้
“ฮูหยินใหญ่วันนี้นายน้อยยังคงไม่ยอมพบผู้ใด บ่าวพยายามจะเข้าไปปรนนิบัติก็ถูกไล่ออกมาขอรับ”
จี้ฟางขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้จะคาดเดาผลลัพธ์เช่นนี้ไว้แล้ว แต่ในใจยังคงเจ็บปวด ลำคอเหมือนมีหินก้อนใหญ่จุกอยู่
“ที่นี่คือที่อยู่ของบุตรชายข้าเข้าไปเถิด”
แท้จริงแล้วนี่ไม่ใช่ห้องเดิมของเชินเอ๋อร์แต่เป็นเพราะอาการป่วยของเขาแย่ลง อนุภรรยาคนอื่นๆ ต่างก็อ้างว่ากลัวติดโรค จึงร่วมกันขอร้องนายท่านให้ย้ายเชินเอ๋อร์มาที่นี่!
“ฮูหยิน รบกวนท่านสั่งให้บ่าวเตรียมผ้าฝ้ายหนาๆเพิ่มอีกสักสองสามผืน”
หมิงเป่าจูไม่รีบร้อนเข้าไปแต่กลับเอ่ยปากขอสิ่งที่ทำให้จี้ฟางรู้สึกแปลกใจ
"นี่คือท่านหมอหมิงที่เพิ่งเชิญมาทำตามที่นางบอก" แม้จะสงสัย จี้ฟางก็ยังคงสั่งให้บ่าวไปเตรียม "ผ้าฝ้าย?ต้องใช้ตอนรักษาหรือ?"
"จะว่าใช่ก็ใช่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่" หมิงเป่าจูยิ้ม "นี่มิใช่สิ่งของสำหรับรักษาคุณชายแต่เป็นของที่พวกเราต้องใช้..."
หมิงเป่าจูแนะนำว่าทุกคนที่เข้าไปในห้องควรสวมผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการติดต่อของเชื้อโรค
เพราะวัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรังสามารถแพร่เชื้อได้ทางละอองฝอยและอากาศ
บ่าวผู้นั้นทำงานรวดเร็วระหว่างที่พูดคุยกันก็ยกถาดใบหนึ่งกลับมา บนถาดมีผ้าฝ้ายที่ตัดเย็บตามที่หมิงเป่าจูสั่งไว้เป็นชั้นๆ
หมิงเป่าจูหยิบผืนบนสุดมาผูกที่หลังศีรษะปิดทั้งจมูกและปาก แล้วสอนให้ฮูหยินใหญ่ทำแบบเดียวกัน แม้แต่บ่าวชายก็ยังได้ไปหนึ่งผืน
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วทั้งสามคนจึงเข้าไปในห้องพร้อมกัน
ภายในห้องมืดสลัวแม้จะสวมผ้าปิดปากและจมูกอย่างหนา แต่หมิงเป่าจูก็ยังได้กลิ่นเหม็นฉุนจมูกอย่างรุนแรงชวนให้คนรู้สึกคลื่นไส้
"ไปเปิดหน้าต่างทั้งหมดเดี๋ยวนี้"หมิงเป่าจูกล่าว
"จะเปิดหน้าต่างได้อย่างไรท่านหมอคนก่อนบอกว่าคุณชายโดนลมไม่ได้!"
บ่าวชายยืนนิ่งไม่ขยับแต่กลับลดเสียงเบาลง ราวกับกลัวว่าจะรบกวนคนในห้อง
หมิงเป่าจูไม่พูดอะไรเพียงแต่มองไปที่ฮูหยินใหญ่
"ให้เจ้าไปเจ้าก็ไปไม่ได้ยินที่ข้าเพิ่งพูดหรือ นี่คือหมอหมิงที่เพิ่งเชิญมา ทุกอย่างให้ทำตามคำสั่งของนาง!"จี้ฟางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงแข็ง
บ่าวชายได้ยินดังนั้นก็ทำตามคำสั่งเปิดหน้าต่างทั้งหมดออก
ดูท่าหมอหญิงที่เพิ่งมาท่านนี้จะต้องมีความสามารถอยู่บ้างหาไม่แล้วคงมิอาจทำให้ฮูหยินใหญ่ที่สิ้นหวังนับครั้งไม่ถ้วนยอมเชื่อฟังเช่นนี้
"ขอบคุณฮูหยินต่อไปต้องให้คนคอยระวัง เปิดหน้าต่างระบายอากาศครั้งละหนึ่งเค่อทุกครึ่งชั่วยาม"
หมิงเป่าจูเดินไปที่ถาดบนโต๊ะหยิบผ้าฝ้ายผืนสุดท้ายแล้วเดินเข้าไปข้างใน
ม่านโปร่งและม่านหนาหลายชั้นปิดบังบุคคลที่ไออยู่ภายในจนมิดชิด ไม่เห็นกระทั่งใบหน้า
"นี่คือสิ่งที่เชินเอ๋อร์สั่งให้บ่าวทำเขา...เขาไม่อยากให้ผู้อื่นเห็นสภาพของเขาในตอนนี้"
เชินเอ๋อร์ของนางเคยเป็นหนุ่มน้อยที่องอาจสง่างามเพียงใดเดิมทีเขาควรจะได้เข้าสอบนำพาเกียรติยศ สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล แต่เวลาเพียงหนึ่งปี โรคร้ายก็กัดกินเขาจนกลายเป็นเช่นนี้
เสียงไอที่อ่อนแรงดังมาจากหลังม่าน
"ท่านแม่ท่านอย่าเข้ามา! และไม่ต้องพาหมอคนใดมาอีกแล้ว โรคของลูกตนเองย่อมรู้ดี ร่างกายผุพังนี้หากสามารถลดภาระให้ผู้อื่นได้คนหนึ่งก็ยังดี..."
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นกระจ่างใสแต่กลับเจือความแหบพร่า พิจารณาจากน้ำเสียงประกอบกับอายุของฮูหยินใหญ่ คาดว่าคุณชายใหญ่น่าจะเพิ่งผ่านอายุสิบห้าไปไม่นาน
จำได้ว่าหลี่ต้าเหนียงเคยเล่าให้ฟังเขาสอบได้เป็นซิ่วไฉแล้ว หากไม่ล้มป่วยเสียก่อน ปีที่แล้วคงเข้าร่วมการสอบขุนนางระดับมณฑลและสอบติดได้ในครั้งเดียวเป็นแน่
บุคคลที่มีพรสวรรค์เฉลียวฉลาด และประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้ ควรจะมีความภาคภูมิใจเพียงใดแต่ตอนนี้กลับต้องมาตกต่ำถึงขั้นที่บ่าวไพร่ยังรังเกียจ
ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ้างว้างและโศกเศร้าแต่ก็ยังคงยึดมั่นซึ่งความดี ไม่ต้องการแพร่โรคภัยให้ผู้อื่น ทำให้หมิงเป่าจูรู้สึกสะเทือนใจจนบังเกิดความเคารพเลื่อมใส
"เชินเอ๋อร์อย่าพูดแบบนั้น แม่ไม่มีวันทอดทิ้งเจ้าเด็ดขาด ต่อให้เป็นอำนาจในการดูแลจวน บิดาไร้หัวใจของเจ้าหรือแม้แต่เรือนทั้งหลัง แม่ก็ยอมสละได้ แต่จะขาดเชินเอ๋อร์ไม่ได้!"
ในที่สุดม่านกั้นที่เป็นปราการสุดท้ายก็ถูกเปิดออกจี้ฟางร่ำไห้พลางโผเข้าไปกอดบุตรชายที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่บนเตียง
หมิงเป่าจูจึงมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มได้อย่างชัดเจนใบหน้าเหลืองซีด เบ้าตาคล้ำ ดวงตาอิดโรย แต่ริมฝีปากกลับแดงราวกับสีเลือดไม่ซีดเหมือนคนป่วยทั่วไป
ใบหน้าหล่อเหลาคิ้วงามตาสวยต่างจากอู๋ซิ่วไฉกลางหว่างคิ้วของเขากำจายกลิ่นอายทะนงองอาจ แต่ก็แทบจะถูกโรคร้ายกร่อนกินจนหมดสิ้นเห็นได้ว่าหากเขาไม่ล้มป่วยจะต้องเป็นคุณชายรูปงามอย่างแน่นอน
"ฮูหยินก่อนที่ข้าจะรักษาคุณชายให้หายดีขอแนะนำให้ท่านรักษาระยะห่างจากคนไข้สักระยะ" หมิงเป่าจูพูดเตือนสติ
แม้จะเข้าใจความรู้สึกของมารดาที่อยากจะเข้าไปรับความทุกข์ทรมานแทนเสียเองแต่ในฐานะหมอ สติสัมปชัญญะของนางต้องแจ่มชัดอยู่เสมอ ไม่อาจปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมารบกวนความคิดของตนเองได้
มิเช่นนั้นเมื่อบุตรชายหายคนเป็นมารดากลับล้มป่วย กลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย
"เจ้าพูดว่าอะไรนะ?ก่อนที่จะรักษาจนหาย? อาการของเชินเอ๋อร์ รักษาให้หายได้จริงหรือ?"จี้ฟางถามอย่างตื่นเต้น
"ต้องให้ข้าตรวจดูเสียก่อนจึงจะยืนยันได้"ทุกอย่างยังเร็วเกินไปที่จะพูด
"ถูกต้อง!ถูกต้อง!" จี้ฟางปล่อยมือจากชวีเชิน นึกขึ้นได้ว่าหมิงเป่าจูยังยืนรออยู่ข้างๆ"เชินเอ๋อร์ นี่คือหมอหมิงที่แม่เพิ่งเชิญมา นางมีฝีมือทางการแพทย์ที่สูงส่ง แม้แต่หมอหลี่ยังยอมรับว่าสู้ไม่ได้!"
จี้ฟางเช็ดน้ำตาเอ่ยชมไม่หยุดปาก
หมิงเป่าจูถึงกับอึ้งไปรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นางแค่แก้ไขตำรับยาของท่านหมอหลี่ เป็นที่ยอมรับของทุกคนไม่ได้หมายความว่าแม้แต่ท่านหมอหลี่ยังละอายที่สู้ตนเองไม่ได้เสียหน่อย
ชวีเชินเงยหน้าขึ้นมองหมิงเป่าจูดวงตาของเขาเหมือนน้ำนิ่ง ไม่มีระลอกคลื่นแม้แต่น้อย ไร้ความกังขาและไม่มีความคาดหวัง
หมิงเป่าจูขมวดคิ้วก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวว่า "คุณชายชวี รบกวนท่านยื่นมือออกมา พับเก็บแขนเสื้อให้ข้าตรวจชีพจรด้วยเถิด"
อิงจากสีหน้าของเขาหมิงเป่าจูก็คาดเดาโรคของเขาได้คร่าวๆ ว่าน่าจะเป็นวัณโรค
แต่เป็นเพียงการประเมินคร่าวๆเท่านั้น หากผู้เป็นแพทย์วินิจฉัยโรคแบบคลุมเครือก็เท่ากับเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา มีเพียงชีพจรเท่านั้นที่สามารถบอกผลลัพธ์ที่แท้จริงและให้คำตอบที่แน่ชัดได้
หมิงเป่าจูพูดจบชวีเชินก็ยังคงนิ่งเฉย
"ฮูหยินใหญ่ต้องเหน็ดเหนื่อยเพราะท่านทั้งวันทั้งคืนออกตามหาหมอที่มีชื่อเสียง ไม่เพียงแต่ในอำเภอติ้งเหลียงเท่านั้น ยังไปถึงเมืองเล่อชวนคอยไปไหว้พระขอพรที่วัดอยู่เป็นประจำ ท่านทราบหรือไม่ว่าเส้นทางบนภูเขานั้นขรุขระ เกี้ยวขึ้นไปส่งไม่ได้ฮูหยินใหญ่ต้องย่างเท้าทีละก้าวเดินขึ้นไปด้วยความยากลำบาก"