ทั้งสามคนเดินเคียงข้างกันออกจากร้านเกมและมุ่งหน้าสู่โรงเรียนศรีสตรี เวลานี้คือปลายเดือนเมษายน เป็่ที่มีแดดแรงที่สุดของปี โดยปกติผู้หญิงส่วนใหญ่จะเดินกางร่มเพื่อบังแดดรักษาผิวพรรณของตัวเอง
แต่นั่นไม่ใช่สำหรับกิ่ง เธอเดินอย่างสบายๆ ภายใต้แสงแดด โดยมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ปรากฏบนหน้าผากของเธอ
หลังจากเดินไปได้ไม่ไกล โจ้เห็นลุงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่พื้นข้างถนน โดยใช้ร่างกายพิงกับเสาไฟเพื่อหลบแสงแดด
เขารู้สึกคุ้นตาลุงคนนี้เหลือเกิน แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อน
เมื่อเห็นอาการนั่งอ่อนแรงอยู่ข้างถนนของอีกฝ่าย โจ้คาดเดาเอาเองว่าชายตรงหน้าคงจะไม่ได้กินอะไรมานาน เขาจึงหยุดเดินและล้วงเอาแซนด์วิชในกระเป๋าออกมายื่นใส่มือของอีกฝ่าย…
ลุงเงยหน้าขึ้นมามองเขาสลับกับมองแซนด์วิชในมืออย่างงุนงง
“รับไปกินเถอะนะครับลุง” โจ้พูดพลางส่งรอยยิ้มให้ ลุงไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ ทำเพียงหยิบแซนด์วิชที่ได้รับใส่กระเป๋าผ้า
เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับของที่ตนให้แล้ว โจ้จึงเอ่ยปากขอตัว “ถ้างั้นผมไปก่อนนะครับ ดูแลตัวเองดีๆ ด้วยนะครับลุง” เขาส่งยิ้มให้ชายวัยกลางคนอีกครั้งก่อนจะเดินออกมา
“นายก็เป็คนดีเหมือนกันนะ” กิ่งกล่าวขณะที่เดินข้างเขา
โจ้ยักไหล่ “พ่อสอนั้แ่เด็กน่ะว่าถ้าเจอใครที่ลำบากอยู่ หากช่วยเหลือได้ก็จงช่วยเหลือเขา”
“ถ้าอย่างงั้น...พอดี่นี้ฉันกำลังช็อตซะด้วยสิ นายช่วยฉันสักสองสามร้อยได้ไหมเพื่อน?” เต้พูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
“เอามะเหงกฉันไปก่อนไหมล่ะไอ้เต้” โจ้พูดพร้อมกับยกกำปั้นใส่อีกฝ่าย หลังจากสิ้นเสียงเด็กทั้งสามก็หัวเราะออกมา...
ชายวัยกลางคนมองกลุ่มเด็กที่เดินจากไปพร้อมกับหยิบขวดโลหะที่บรรจุเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกมาดื่มสองสามอึก โดยที่ใบหน้าของเขาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ครู่ต่อมาเขาได้ลุกขึ้นและจัดการใช้สองมือปัดฝุ่นที่ก้น ก่อนจะเดินไปทางเดียวกับกลุ่มเด็กทั้งสาม…
เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนศรีสตรี เขาหยุดเดินและใช้สายตาหรี่มองภายใน จากนั้นเดินไปเคาะกระจกที่ป้อมยามข้างประตูพร้อมถามด้วยรอยยิ้มว่า “ขอโทษนะครับ ที่นี่รับสมัครภารโรงไหม…?”
ในเวลานี้โจ้ เต้และกิ่งเดินมาถึงหอพักเด็กใหม่ที่อยู่ฝั่งตะวันตกของโรงเรียนแล้ว ตัวอาคารเป็ตึกเก่าสามชั้นทาด้วยสีครีม สภาพแวดล้อมโดยรอบประกอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่คอยให้ร่มเงา สร้างความรู้สึกร่มรื่น พร้อมกับมีม้านั่งหินอ่อนตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ ให้คนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ สร้างความน่าอยู่อาศัยให้กับอาคารแห่งนี้ไม่มากก็น้อย
โจ้จัดการเปิดประตูห้องพักและพบเข้ากับเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ ใบหน้าไร้อารมณ์ของเขาจ้องมองหน้าจออย่างตั้งใจพร้อมกับขยับมือไปมาอยู่ตลอดเวลา
“โอ้โห...นายขนคอมมาเล่นถึงที่นี่เลยเหรอ?” เต้อุทานเมื่อเห็นสิ่งที่เพื่อนร่วมห้องคนใหม่นำมาอยู่หอ
ในการย้ายมาอยู่หอพัก ทั้งโจ้และเต้นำมาแต่ของที่จำเป็สำหรับชีวิตประจำวันเท่านั้น โดยเต้เอามามากกว่าเขาอย่างเดียวนั่นก็คือโน้ตบุ๊คหนึ่งเครื่อง และเหตุนี้เองทำให้เด็กทั้งสองเริ่มเบื่อหน่ายการอยู่หอและชักชวนกันไปยังร้านเกมบริเวณใกล้เคียง
กิ่งรีบเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเกมอยู่ทันที เธอที่ดูเคร่งขรึมมาโดยตลอด ในเวลานี้กลับแสดงอาการเริงร่าอย่างเห็นได้ชัด
“นายคือกายใช่ไหม?” เธอถามโดยไม่ได้มองหน้าของอีกฝ่าย แต่จ้องไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา กายทำเพียงพยักหน้าตอบรับ
กิ่งไม่สนใจอาการเฉยชาของอีกฝ่ายและถามต่อ “แล้วนายเล่นกับใครล่ะ...กดคนเดียวเหรอ?”กายพยักหน้าตอบอีกครั้ง
กิ่งยังคงถามต่อไป “นายไม่กลัวเจอกับพวกที่กดมาเป็ตี้เหรอ?”กายส่ายหน้าโดยจ้องหน้าจอแบบตาไม่กะพริบ
“มันแปลว่าอะไรเหรอเต้?” โจ้สะกิดถามเด็กหนุ่มด้านข้าง
“อธิบายง่ายๆ เลยก็คือ...ถ้ากดเริ่มเกมคนเดียวจะเรียกว่าโซโล่ ส่วนปาร์ตี้หรือเรียกย่อสั้นๆ ว่าตี้ ผู้เล่นจะกดเริ่มเกมมาด้วยกัน” เต้ตอบ
“อ๋อ...โซโล่ที่ใช้สามดาบปะ” โจ้พูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ
“นั่นแหละออกล่าวันพีชแล้วก็เดินหลงมาตีฮอน ถุย! นั่นโซโร” เต้พูดตบมุกให้อีกฝ่าย
ขณะที่คนทั้งสองพูดคุยกันเื่ไร้สาระ กิ่งยังคงถามต่อไปเรื่อยๆ โดยที่กายจะพยักหน้าหรือตอบสั้นๆ ว่า ‘อืม’ เบาๆ เท่านั้น
ท่าทีนี้ของกายทำให้โจ้เริ่มไม่พอใจอีกฝ่าย ‘หมอนี้ไม่หยิ่งไปหน่อยเหรอ?’
โจ้มองมือของกายขณะใช้เมาส์คลิกอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเลื่อนสายตาขึ้นไปมองใบหน้าและเห็นสีหน้าที่ดูมั่นอกมั่นใจจนน่าหมั่นไส้
“โจ้ ท่าทางเขาตอนนี้เหมือนกับนายตอนที่เล่นเกมตีตัวตุ่นเลยเพื่อน” เต้ก็กระซิบบอกเขา
โจ้แค่นเสียงหัวเราะ “ตอนที่ฉันตั้งใจเล่นเกมมีสีหน้าอวดดีแบบนี้เหรอ?”
“ก็ไม่รู้สินะ...” เต้ยักไหล่
ทันใดนั้นกายเริ่มกดเมาส์กับคีย์บอร์ดเร็วขึ้น โจ้หันไปมองหน้าจอคอมพิวเตอร์และเห็นคลื่นทรายกำลังพุ่งเข้าหากลุ่มตัวละครในเกม
“นายสู้ไฟต์นี้ไม่ไหวหรอก…” กิ่งเอ่ยปากทักท้วงกาย เสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความสับสน ทว่าในไม่ช้าน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป
เสียงดังออกมาจากลำโพงคอมพิวเตอร์ ‘Triple Kills!’
แววตาของกายแสดงถึงความพึงพอใจ ในขณะที่โจ้ไม่เข้าใจอะไรเลย เขาเห็นข้อความที่มุมซ้ายล่างหน้าจอคอมพิวเตอร์เขียนว่า ‘GuyKs ได้กำจัดศัตรูต่อเนื่อง 3 ตัว!’
โจ้ไม่เข้าใจว่าใน่สิบวินาทีสั้นๆ นี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และปฏิกิริยาของกิ่งก็ยิ่งทำให้เขาสับสนมากยิ่งขึ้นไปอีก
“สวย!” กิ่งะโเสียงดังพลางเขย่าตัวกาย ท่าทางที่ดูกระดี๊กระด๊าของเธอต่างจากครั้งแรกที่พบกันราวกับคนละคน
โจ้ไม่เข้าใจว่าทำไมกิ่งถึงได้ดูตื่นเต้นมากนัก เพราะเขาเห็นเพียงคลื่นทรายวิ่งเข้าไปในกลุ่มตัวละคร และจากนั้นไม่นานพวกตัวละครก็ถูกกายสังหาร
“ทำไมนายถึงกล้าเข้าไปทั้งๆ ที่ไม่มี BKB ล่ะ?” กิ่งถามหลังจากหยุดแสดงอาการดีใจ
“เพราะฝั่งนั้นใช้สกิลหมดแล้ว” กายเริ่มพูดเป็ครั้งแรก
“อ๋อ...แปลว่าที่นายไม่ยอมเข้าไฟต์สักทีก็เพราะรอให้อีกฝ่ายใช้สกิลจนหมดสินะ” กิ่งพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“ใช่...และถ้าฉันไม่ถูกลาส ฉันจะฆ่าได้สี่ตัว” กายตอบด้วยท่าทางอวดดี
‘แปลว่าเขาเก็บสามได้ด้วยตัวคนเดียวสินะ’ โจ้พอจะเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างเล็กน้อยหลังจากฟังคนทั้งสองคุยกัน
ทันใดนั้นมีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น
“โคตรสวยเลย!” เต้ะโออกมาบ้างแต่เสียงฟังดูแย่กว่ากิ่งเป็ร้อยเท่า
“ทั้งไทม์มิ่ง การจ่ายสกิลรวมถึงสกิลเพลย์ ทุกอย่างพอดีราวกับได้ถูกขีดเขียนเอาไว้...นายนี่เก่งเหมือน 5678 เลย” เต้วิเคราะห์พลางกล่าวชื่นชม
แม้ว่าโจ้จะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เต้พูดเท่าไรนัก แต่เขาก็รู้ว่าเต้กำลังพูดเวอร์เกินไป
ด้วยคำพูดที่เกินจริงของเต้มันได้ทำให้มุมปากของกายกระตุกยิ้มเล็กน้อย และตอนนั้นเองที่กิ่งยื่นมือของเธอมาหาเขา “ขอต้อนรับสู่ทีม HON ของโรงเรียนศรีสตรี”
กายยื่นมือไปจับกับมืออีกฝ่ายแล้วถามว่า “ไม่ต้องเทสฝีมืออะไรก่อนเหรอ?”
“ความเก่งของนายดีพอที่จะเป็กัปตันทีมเราด้วยซ้ำ” กิ่งแสดงสีหน้ายิ้มแย้ม
“เล่นเก่งแค่อย่างเดียวเป็กัปตันทีมไม่ได้หรอกนะ” กายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
กิ่งสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับ “หวังว่าฉันจะมีคุณสมบัติการเป็กัปตันทีมในสายตานายนะ"
“ถ้างั้นฉันจะคอยดู...” กายตอบอย่างเ็า
กิ่งพยักหน้าแล้วหันไปทางเต้ “นายบอกว่าเล่น HON ด้วยใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่นให้ฉันดูแบบกายได้หรือเปล่า?”
เต้ตอบกลับด้วยความประหม่า “ฉันชินแต่กับการเล่นเป็ทีม ฉันเล่นโซโล่แบบนี้ไม่ได้หรอก” กิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งและพูดต่อ “ถ้าอย่างนั้นเรามา 1-1 กัน แสดงฝีมือของนายให้ฉันเห็นก็พอ”
“1-1 มันไม่ได้บอกอะไรมากหรอก เพราะสุดท้ายแล้วนี่คือเกมที่ต้องเล่นเป็ทีม” เต้พูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
“แล้วนายจะแสดงฝีมือยังไงล่ะ?” โจ้เองก็ถามอย่างสงสัย
“ฉันมีวิธีแล้วกันน่า...” เต้พูดขณะจ้องไปที่คีย์บอร์ดและเมาส์ในมือของกาย