ตอนที่ 16 อาการเหม่อลอย
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าวันศุกร์ที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องพักสี่เหลี่ยมเล็กๆ ของผม ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งในจิตใจบรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย ผมตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่เหมือนคนอดนอนมาทั้งสัปดาห์ ใต้ตาคล้ำและศีรษะปวดตุบๆ สมองของผมตื้อตันไปหมดราวกับมีหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ั้แ่เมื่อคืนที่ผมกลับมาถึงห้อง ผมแทบไม่ได้ข่มตาหลับลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว ทุกครั้งที่หลับตา ภาพใบหน้าสวยเฉี่ยวของผู้จัดการสาวใหญ่จอมดุ พร้อมกับน้ำเสียงกระซิบแหบพร่าที่ข้างหูว่าบทลงโทษในเย็นวันศุกร์นี้จะ 'หนักหนา' และ 'ลึกซึ้ง' ขึ้นอีกหลายเท่าตัว มันคอยตามหลอกหลอนและกระตุ้นเร้าเส้นประสาทของผมให้ตื่นตัวอยู่ตลอดทั้งคืน
ความรู้สึกของผมตอนนี้มันตีรวนปะปนกันไปหมดจนแยกไม่ออก ทั้งความหวาดกลัวต่ออำนาจและอิทธิพลที่เธอมีเหนือผม ทั้งความเกรงขามในฐานะที่เธอเป็เ้านายระดับสูงที่สามารถชี้เป็ชี้ตายอนาคตการทำงานของผมได้ แต่ในขณะเดียวกัน... ลึกลงไปในสัญชาตญาณดิบเถื่อนของเด็กหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปีที่กำลังพลุ่งพล่าน ร่างกายของผมกลับตอบสนองต่อคำข่มขู่นั้นด้วยความกระสันซ่านและโหยหาอย่างน่าละอาย ผมเผลอจินตนาการไปไกลแสนไกลว่าหลังบานประตูคอนโดส่วนตัวของเธอในคืนนี้ ผมจะต้องเผชิญกับบทเรียนอันเร่าร้อนแบบไหน เธอจะใช้สายตาเ็าดุดันนั้นจ้องมองความน่าสมเพชของผมอย่างไร หรือเธอจะใช้สองมือที่เคลือบเล็บสีนู้ดสวยงามนั้นกรีดกรายลงบนเรือนร่างของผมเพื่อลงทัณฑ์ให้ผมต้องขาดใจตายด้วยความเสียวซ่าน เพียงแค่คิด... ความเป็ชายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่มผ้าก็ปวดหนึบและตื่นตัวขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้จนผมต้องสบถด่าความหมกมุ่นของตัวเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ผมฝืนพาร่างกายที่อ่อนล้าและจิตใจที่ล่องลอยไปอาบน้ำแต่งตัว สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็กตัวเก่งเพื่อเตรียมพร้อมไปทำงาน แต่ทุกการกระทำช่างเชื่องช้าและเลื่อนลอย ระหว่างที่นั่งรถไฟฟ้าเบียดเสียดกับผู้คนมากมายในชั่วโมงเร่งด่วน ใจของผมไม่ได้อยู่ที่สถานการณ์ตรงหน้าเลย มันโบยบินล่วงหน้าไปรออยู่ที่หน้าประตูห้องทำงานกระจกใสของเธอแล้ว
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในออฟฟิศแผนกการตลาด บรรยากาศแห่งความวุ่นวายยามเช้าก็เริ่มต้นขึ้นตามปกติ เสียงคีย์บอร์ด เสียงโทรศัพท์ และเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมงานดังจอแจ แต่สำหรับผมแล้ว เสียงเ่าั้เหมือนถูกปิดกั้นด้วยกำแพงล่องหน ผมเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองอย่างเงียบเชียบ วางกระเป๋าลง และทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกเหมือนคนไร้ิญญา
สายตาของผมทรยศต่อความตั้งใจที่จะโฟกัสกับงาน มันเหลือบมองทะลุกระจกใสเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของผู้จัดการสาวอย่างห้ามไม่ได้ คุณรสรินมาถึงออฟฟิศก่อนผมเสมอ วันนี้เธอสวมชุดเดรสสูทสีดำสนิทเข้ารูปที่เน้นสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชัดเจน เรือนผมสีเข้มถูกรวบตึงไว้ด้านหลังเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าสวยเฉียบคมที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เธอกำลังก้มหน้าอ่านเอกสารในแฟ้มด้วยสีหน้าจริงจัง เยือกเย็น และทรงอำนาจจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ช่างแตกต่างจากผู้หญิงที่ครางกระเส่าใต้ร่างผมในคืนพายุฝนที่หัวหินอย่างสิ้นเชิง ภาพความทรงจำของกลีบเนื้อนุ่มนวลที่เปียกชุ่มและเสียงครางหวานหูของเธอยังคงสลักลึกอยู่ในหัวของผม ทำให้ผมต้องรีบเบือนหน้าหนีและกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอด้วยความกระดากอาย
แต่ทว่า ความตื่นเต้นเื่บทลงโทษในคืนนี้กลับไม่ใช่สิ่งเดียวที่คอยบั่นทอนสมาธิของผม...
'อย่าลืมนะครับมื้อค่ำวันเสาร์นี้ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสบนรูฟท็อป ผมจองโต๊ะ VIP ไว้ให้เราสองคนโดยเฉพาะเลย'
เสียงทุ้มต่ำและรอยยิ้มมั่นใจของ 'พี่ท๊อป' รองประธานฝ่ายขายหนุ่มหล่อที่แวะมาขายขนมจีบคุณรสรินเมื่อวานนี้ ดังก้องสะท้อนไปมาในหัวของผมราวกับเทปที่ถูกกดเล่นซ้ำๆ ความรู้สึกหึงหวงที่แผดเผาอย่างบ้าคลั่งปะทุขึ้นในอกจนผมเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ไฟหึงที่คุกรุ่นนี้มันรุนแรงจนทำให้ผมรู้สึกเ็ปและจุกแน่นไปหมด
ผมเป็แค่พนักงานฝึกหัดธรรมดาๆ เป็แค่เด็กหนุ่มที่เพิ่งเรียนจบ ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่มีรถหรูขับ ไม่มีเงินทองมากมายที่จะไปจองโต๊ะ VIP ดินเนอร์หรูบนรูฟท็อปเพื่อเอาใจผู้หญิงที่ตัวเองปรารถนา เมื่อเทียบกับพี่ท๊อปที่ทั้งหล่อเหลา เพียบพร้อม ภูมิฐาน และอยู่ในระดับเดียวกับเธอ... ผมมันก็แค่ลูกไก่ในกำมือ เป็แค่ของเล่นฆ่าเวลาที่เธออาจจะแค่เรียกร้องหาความตื่นเต้นชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ความกลัวและความด้อยค่าเกาะกุมหัวใจผมอย่างหนักหน่วง เธอจะตกลงไปเดทกับผู้ชายคนนั้นไหม? เธอจะยิ้มแย้มและหัวเราะต่อกระซิกกับเขาเหมือนที่ทำเมื่อวานหรือเปล่า? หรือที่แย่ไปกว่านั้น... หลังจบมื้อค่ำสุดหรู เธอจะยอมให้ผู้ชายที่เพียบพร้อมคนนั้นััเรือนร่างที่ผมเคยหรือไม่?
เพียงแค่จินตนาการว่าริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีนู้ดเย้ายวนของเธอถูกทาบทับด้วยริมฝีปากของผู้ชายคนอื่น หรือเรือนร่างระหงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์นั้นถูกโอบกอดโดยท่อนแขนของพี่ท๊อป เืในกายของผมก็เดือดพล่านด้วยความหวงแหน ผมกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเื พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธและความน้อยใจที่พลุ่งพล่าน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็ผลเลย ความฟุ้งซ่านและเหม่อลอยได้เข้าครอบงำสติสัมปชัญญะของผมไปจนหมดสิ้น
"ตง... ตง! ไอ้น้องตง!"
เสียงเรียกชื่อที่ดังขึ้นพร้อมกับแรงตบเบาๆ ที่ไหล่ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว หลุดจากภวังค์ความคิดอันดำมืด ผมหันไปมองต้นเสียงก็พบกับพี่ชัย หัวหน้างานรุ่นพี่ที่กำลังยืนขมวดคิ้วจ้องมองผมด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
"ค... ครับพี่ชัย มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ?" ผมรีบตอบตะกุกตะกัก พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติ
"เหม่ออะไรของแกั้แ่เช้าฮะ? นี่มันกี่โมงแล้ว งานสรุปงบประมาณแคมเปญการตลาดที่พี่ให้แกช่วยทำเมื่อวานเสร็จหรือยัง? บ่ายนี้ต้องส่งให้ฝ่ายบัญชีแล้วนะเว้ย" พี่ชัยทวงถามด้วยน้ำเสียงเร่งรัด
"เอ่อ... ใกล้เสร็จแล้วครับพี่ชัย เหลือตรวจทานตัวเลขอีกนิดหน่อยครับ" ผมโกหกคำโต ทั้งที่ความจริงแล้วผมเพิ่งพิมพ์ไปได้แค่ครึ่งหน้าและยังไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องใดๆ เลย
"งั้นก็รีบๆ ทำให้เสร็จแล้วเอามาให้พี่ดูด้วย อย่าให้พลาดเหมือนคราวก่อนอีกล่ะ เข้าใจไหม?" พี่ชัยกำชับก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง
ผมลอบถอนหายใจยาว รีบดึงไฟล์เอกสารตารางสรุปงบประมาณขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามเพ่งมองตัวเลขและข้อมูลต่างๆ ที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า แต่ตัวเลขเ่าั้กลับเบลอและเต้นไปมาในสายตาของผม สมองของผมมันตื้อและล้าเกินกว่าจะประมวลผลอะไรได้ ผมพิมพ์ตัวเลขลงไปในช่อง Excel อย่างลวกๆ สายตาก็ยังคงแอบชำเลืองมองไปที่ห้องกระจกของคุณรสรินเป็ระยะๆ ความหึงหวงเื่พี่ท๊อปและความหวาดผวาเื่บทลงโทษคืนนี้มันตีรวนจนผมไม่สามารถมีสมาธิกับงานตรงหน้าได้เลย
เวลาล่วงเลยไปจนถึง่สาย ผมพิมพ์เอกสารเสร็จอย่างทุลักทุเลและสั่งพิมพ์ออกมาเป็ปึกหนา ผมไม่ได้ตรวจทานความถูกต้องอย่างละเอียด เพราะความรู้สึกร้อนรนและอยากให้งานเสร็จพ้นๆ ไปมันมีมากกว่า ผมเดินถือแฟ้มเอกสารไปวางแหมะไว้บนโต๊ะของพี่ชัย ก่อนจะรีบเดินกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเองด้วยความโล่งใจที่งานเสร็จเสียที
แต่ความโล่งใจนั้นอยู่ได้เพียงไม่ถึงสิบห้านาที...
"ไอ้ตง!!! นี่แกทำงานประสาอะไรของแกฮะ!!!"
เสียงตะคอกดังลั่นของพี่ชัยทำลายความเงียบในแผนกการตลาดลงอย่างสิ้นเชิง พนักงานทุกคนที่กำลังง่วนอยู่กับงานต่างสะดุ้งและหันมามองเป็ตาเดียว ผมเบิกตากว้างด้วยความใ รีบลุกขึ้นยืนและเดินไปหาพี่ชัยที่กำลังยืนถือแฟ้มเอกสารของผมด้วยมือที่สั่นเทาเพราะความโกรธ
"ม... มีอะไรผิดพลาดเหรอครับพี่ชัย?" ผมถามเสียงสั่น หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"มีอะไรผิดพลาดเหรอ? แกยังกล้าถามอีกเหรอ!" พี่ชัยฟาดแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง จนผมสะดุ้งโหยง "แกดูตัวเลขยอดรวมในหน้าสุดท้ายนี่สิ! มันหายไปหลักแสนเลยนะเว้ย! แกคำนวณสูตรผิดหรือแกเบลอถึงขั้นคีย์ตัวเลขตกไปฮะ! แถมหน้าเอกสารแกก็จัดเรียงสลับกันมั่วไปหมด หน้าห้าไปอยู่หน้าสอง หน้าสามไปอยู่หน้าแปด นี่แกใช้ส่วนไหนของร่างกายทำงานฮะไอ้ตง!"
คำด่าทอที่พรั่งพรูออกมาจากปากพี่ชัยเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางกระหม่อม ผมหน้าซีดเผือด รีบหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาดู และพบว่ามันเป็ความจริงอย่างที่พี่ชัยพูด ตัวเลขยอดรวมผิดเพี้ยนไปอย่างน่าเกลียด และหน้ากระดาษก็ถูกจัดเรียงสลับกันอย่างไม่เป็ระเบียบ นี่มันเป็ความผิดพลาดที่ร้ายแรงและโง่เขลาที่สุดสำหรับคนที่เรียนจบการตลาดมา
"ผ... ผมขอโทษครับพี่ชัย ผม... ผมเบลอไปหน่อย ผมจะรีบเอาไปแก้เดี๋ยวนี้เลยครับ" ผมละล่ำละลักขอโทษพร้อมกับก้มหน้างุด ความอับอายขายหน้าแล่นริ้วขึ้นมาจนใบหน้าร้อนผ่าว พนักงานคนอื่นๆ ในแผนกต่างซุบซิบนินทาและมองผมด้วยสายตาสมเพชระคนเอือมระอา
"เบลอเหรอ? แกอ้างว่าเบลอเหรอ! งานสำคัญระดับนี้แกเอาความเบลอมาอ้างไม่ได้นะเว้ย! ถ้าพี่ไม่ตรวจดูก่อนแล้วส่งไปให้ฝ่ายบัญชี แผนกเราโดนด่าเละแน่! แกนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ ทำงานผิดซ้ำซาก ขาดความรับผิดชอบ! นี่แกตั้งใจจะมาทำงานหรือมานั่งเหม่อลอยหาพระแสงอะไรฮะ!"
พี่ชัยดุด่าผมเสียงดังลั่นต่อหน้าทุกคนอย่างไม่ไว้หน้า ความกดดันและความอับอายทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงจนเหลือสองนิ้ว ผมอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้พ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ ผมได้แต่ก้มหน้ารับฟังคำด่าทอโดยไม่กล้าเถียงแม้แต่คำเดียว
แต่ในจังหวะที่ผมเผลอเงยหน้าขึ้นมา สายตาของผมก็ปะทะเข้ากับร่างระหงของผู้จัดการสาวใหญ่ที่ยืนอยู่หลังกระจกใสของห้องทำงาน เธอหยุดการอ่านเอกสารและกำลังยืนกอดอกมองตรงมาที่ผมผ่านกระจกใส
ใบหน้าสวยเฉี่ยวของคุณรสรินยังคงเรียบสนิทเยือกเย็น เธอไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือหงุดหงิดเหมือนพี่ชัย แต่สายตาคมกริบที่แฝงไปด้วยอำนาจและแรงกดดันมหาศาลที่จ้องมองมานั้น มันกลับทำให้ผมรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูกสันหลัง เธอไม่ได้เดินออกมาต่อว่าหรือห้ามปราม เธอเพียงแค่ยืนมองดูความล้มเหลวและความผิดพลาดของผมด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ราวกับราชินีที่กำลังทอดพระเนตรดูทาสรับใช้ที่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าและกำลังรอรับการลงทัณฑ์
สายตาของเธอเหมือนจะสื่อความหมายว่า... 'เด็กดื้อ... เธอก่อเื่อีกแล้วนะ เตรียมตัวรับผลที่ตามมาในคืนนี้ให้ดีเถอะ'
ผมรีบหลบสายตาทรงพลังคู่นั้นด้วยความหวาดกลัวและละอายใจ รีบหอบแฟ้มเอกสารกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง มือของผมสั่นระริกจนแทบจะจับเมาส์ไม่อยู่ ความรู้สึกเครียด อับอาย กดดัน หึงหวง และหวาดกลัว มันผสมปนเปกันจนผมอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ ผมต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการตั้งสติและนั่งแก้ไขตัวเลขใน Excel ใหม่ทั้งหมดอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกครั้งที่ผมพิมพ์ตัวเลขลงไป ภาพสายตาเยือกเย็นของคุณรสรินก็จะแวบเข้ามาในหัว คอยตอกย้ำเตือนถึง 'บทลงโทษ' ที่กำลังรอคอยผมอยู่
ตลอด่บ่าย บรรยากาศในการทำงานของผมเหมือนตกนรกทั้งเป็ ผมเอาแต่นั่งจ้องมองนาฬิกาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ นับชั่วโมง นับนาที นับวินาทีถอยหลังรอเวลาเลิกงานอย่างร้อนใจ เวลาแต่ละนาทีช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าทรหดราวกับถูกหยุดเวลาไว้ ความรู้สึกกระสับกระส่ายและหวั่นวิตกทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผมต้องลุกไปเข้าห้องน้ำหลายต่อหลายครั้งเพื่อล้างหน้าล้างตาและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ห้าโมงเย็น... เสียงกริ่งบอกเวลาเลิกงานดังขึ้น พนักงานในแผนกเริ่มทยอยเก็บของและบอกลากัน แต่ผมกลับยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ผมแอบมองไปที่ห้องกระจกใส คุณรสรินกำลังเก็บของใส่กระเป๋าสะพายแบรนด์หรู เธอเดินออกมาจากห้องทำงานด้วยท่วงท่าสง่างาม กลิ่นน้ำหอมยั่วยวนที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูกตอนที่เธอเดินผ่านโต๊ะผม เธอไม่ได้ปรายตามองผมแม้แต่น้อย ไม่เอ่ยคำทักทายหรือคำสั่งใดๆ เธอแค่เดินเชิดหน้าออกไปจากออฟฟิศอย่างเยือกเย็น ทิ้งให้ผมนั่งจมอยู่กับความกังวลและความกระสันซ่านที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้าม
หกโมงเย็น... ผมตัดสินใจเก็บของและเดินออกจากออฟฟิศ ร่างกายของผมหนักอึ้งแต่หัวใจกลับเต้นรัวแรงราวกับรัวกลอง ผมนั่งรถไฟฟ้าไปยังสถานีที่ใกล้กับคอนโดหรูของคุณรสรินที่สุด ระหว่างทาง ภาพจินตนาการต่างๆ นานาเกี่ยวกับบทลงโทษในคืนนี้ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน ความหวาดกลัวที่จะถูกเธอปู้ยี่ปู้ยำ ทรมาน และรีดเค้นความสุขสมจนหมดแรง มันตีคู่มากับความปรารถนาอันลึกล้ำที่อยากจะถูกเธอควบคุมและกระทำย่ำยี ร่างกายท่อนล่างของผมตอบสนองต่อความคิดอันลามกนั้นด้วยการแข็งขึงและปวดหนึบจนผมต้องนั่งหนีบขาตลอดการเดินทาง
ทุ่มสี่สิบห้านาที... ผมเดินมาถึงหน้าล็อบบี้คอนโดสุดหรูใจกลางเมืองที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า บรรยากาศความเงียบสงบและเป็ส่วนตัวของที่นี่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง โลกที่มีเพียงผมและผู้จัดการสาวจอมดุ โลกที่ผมจะต้องกลายเป็เบี้ยล่างให้เธอลงทัณฑ์ตามอำเภอใจ
ผมแจ้งชื่อกับพนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์ตามที่คุณรสรินเคยบอกไว้ พนักงานสาวส่งยิ้มหวานและเชิญผมไปยังลิฟต์ส่วนตัวที่สามารถขึ้นตรงไปยังชั้นบนสุดซึ่งเป็เพนท์เฮาส์ส่วนตัวของเธอได้ทันที
สองทุ่มตรง...
เสียงประตูลิฟต์เปิดออก เผยให้เห็นโถงทางเดินกว้างขวางที่ปูด้วยพรมสีเข้มและประดับด้วยโคมไฟคริสตัลหรูหรา ผมเดินก้าวเท้าที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กตรงไปยังประตูไม้บานใหญ่ที่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง... ห้องหมายเลข 888
ผมมายืนอยู่หน้าประตูห้องพักสุดหรูของคุณรสรินแล้ว... แดนปะาที่ผมทั้งหวาดกลัวและกระหายอยากจะก้าวเข้าไป
หัวใจของผมเต้นกระหน่ำรัวเร็วและรุนแรงจนแทบจะกระดอนหลุดออกมานอกอก เสียงจังหวะการเต้นของมันดังก้องอยู่ในหูจนอื้ออึงไปหมด ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อรวบรวมความกล้า มือที่กำลังจะเอื้อมไปกดกริ่งสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หยาดเหงื่อเย็นๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมและฝ่ามือ ความคิดที่ตีรวนในหัวทำให้ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
หลังบานประตูไม้นี้... ผู้หญิงที่ทรงอำนาจและอันตรายที่สุดกำลังรอผมอยู่
เธอจะสวมชุดอะไร? เธอจะต้อนรับผมด้วยสายตาแบบไหน? และบทลงโทษที่เธอเตรียมไว้เพื่อลงทัณฑ์ความอวดดี ความหึงหวง และความผิดพลาดของผมในวันนี้... มันจะเร่าร้อนและทำให้ผมต้องขาดใจตายด้วยความเสียวซ่านขนาดไหน?
ผมหลับตาลง กัดฟันแน่น ก่อนจะตัดสินใจกดนิ้วลงบนปุ่มกริ่งหน้าประตู
*ติ๊งต่อง...*
เสียงกริ่งดังกังวานก้องไปทั่วโถงทางเดิน เป็สัญญาณบ่งบอกว่า... เกมการลงทัณฑ์อันแสนเร่าร้อนและอันตรายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และผม... ไม่มีทางหันหลังกลับได้อีกต่อไป
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*