“ทำไมล่ะ” โจวเหวินถามฟางรั่วซีพร้อมมองเข้าไปในดวงตา
แต่ฟางรั่วซีหลบสายตาออก ไม่กล้าสบตากับโจวเหวิน จากนั้นส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว “นายไม่ต้องถามแล้ว เอาเป็ว่าฉันขอโทษแล้วกัน”
โจวเหวินยิ้มเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือไปลูบหัวของฟางรั่วซีแล้วกล่าว “ฉันต่างหากที่ควรเป็ฝ่ายขอโทษ มีคน้าจะเล่นงานฉัน เลยทำให้เธอ เถียนเซี่ยงตงกับหลี่จื้อต้องลำบากไปด้วย ตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่ รีบหาสมาชิกใหม่เถอะ และตั้งใจทำคะแนนให้ดีนะ ไม่งั้นฉันคงรู้สึกไม่สบายใจ อีกอย่าง ฉันฝากคำขอโทษถึงเถียนเซี่ยงตงกับหลี่จื้อด้วยนะ”
ฟางรั่วซีมองโจวเหวินอย่างตะลึง สีหน้าของเธอซับซ้อนมาก มีทั้งความประหลาดใจ ความรู้สึกผิด ความไม่เข้าใจ และความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
“เอาละ รีบไปเถอะ ฉันเองก็ต้องพยายามมากยิ่งขึ้น” โจวเหวินดึงมือกลับ ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ฟางรั่วซียืนมองแผ่นหลังของโจวเหวินอยู่จุดเดิม จนกระทั่งเขาเดินจากไปหลายก้าว เธอจึงกล่าวอย่างตัวสั่นเล็กน้อยว่า “โจวเหวิน ฉันไม่รู้ว่านายไปล่วงเกินใครเข้า แต่คนคนนั้นมีอำนาจน่ากลัวมาก นายต้องระวังตัวให้ดี”
โจวเหวินไม่ได้พูดอะไร แค่หันหน้ากลับมายิ้มให้เธอ ก่อนจะเดินต่ออย่างรวดเร็ว
โจวเหวินรู้ว่าตัวเองเหลือเวลาไม่มากแล้ว สถานะครอบครัวของหลี่จื้อค่อนข้างธรรมดา แต่ครอบครัวของเถียนเซี่ยงตงเป็ตระกูลชื่อดังในจังหวัดกุยเต๋อ ส่วนสถานะครอบครัวของฟางรั่วซีก็ดียิ่งกว่า มีข่าวลือในโรงเรียนมานานแล้วว่าพ่อของเธอเป็ข้าราชการระดับสูงของเมือง อีกทั้งยังเป็คนที่มีอำนาจอย่างแท้จริง
การที่กดดันพวกเขาทั้งสามคนพร้อมกันได้ คนคนนั้นต้องมีอำนาจที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
โจวเหวินนึกไม่ออกว่าตัวเองไปล่วงเกินคนแบบนั้นเข้าเมื่อไร แต่เมื่อโยงเข้ากับเื่ที่อันจิ้งตั้งใจย้ายโรงเรียนมาเพื่อสู้กับเขา ก็อาจไม่ใช่เื่บังเอิญเสียทีเดียว
หลังจากเดินไปถึงจุดที่ไม่มีใครอยู่ โจวเหวินก็หยิบโทรศัพท์ออกมา ตั้งใจจะโทรหาพ่อ เพื่อถามให้แน่ชัดว่าเขาไปล่วงเกินใครเข้าใช่หรือไม่
แต่กลับได้รับข้อความว่าปลายสายปิดเครื่องอยู่ ไม่รู้ว่าโจวหลิงเฟิงกำลังทำอะไร ถึงได้ปิดเครื่องกลางวันแสก ๆ
หลังจากวางสายไป โจวเหวินก็ครุ่นคิดว่าตัวเองจะทำอย่างไรต่อ
“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ หานักเรียนอีกสามคนที่ยอมตั้งทีมกับฉันเพื่อไปทดสอบภาคปฏิบัติ” โจวเหวินขมวดคิ้วครุ่นคิด
การทดสอบภาคปฏิบัติแตกต่างจากวิชาสอบอื่น ๆ ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เนื่องจากสถานที่ทดสอบภาคปฏิบัติอยู่ในมิติต่างโลก ถึงแม้จะเป็มิติต่างโลกที่ถูกมนุษย์ควบคุมแล้ว และไม่มีภัยอันตรายร้ายแรง แต่ทุก ๆ ปียังคงมีเหตุการณ์สูญเสียอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการทดสอบภาคปฏิบัติจึงเป็การสมัครเข้าร่วมโดยสมัครใจ และให้แต่ละทีมจัดกลุ่มได้ตามอิสระ
โจวเหวินไม่รู้ว่าทำไมสหพันธ์ถึงเลือกใช้วิธีการทดสอบแบบนี้ เพราะทุกครั้งที่เกิดการสูญเสียระหว่างการทดสอบภาคปฏิบัติ ทางสหพันธ์ก็จะต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสังคม แต่ถึงอย่างนั้น การทดสอบภาคปฏิบัติก็ยังคงดำเนินต่อไปทุกปี โดยที่ไม่มีวี่แววการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
โจวเหวินไม่ได้กังวลเื่อันตราย ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ ต่อให้เข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติคนเดียว ก็ทำคะแนนได้ดีเหมือนกัน
แต่ตามข้อกำหนดของสหพันธ์ จำเป็ต้องเป็นักเรียนโรงเรียนเดียวกันจำนวนสี่คน จึงจะสามารถสมัครเข้าร่วมทดสอบ ดังนั้นก่อนถึงวันสิ้นสุดการลงทะเบียน เขาจำเป็ต้องหานักเรียนอีกสามคนที่ยินดีเข้าร่วมทีมกับเขามาให้ได้
“ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักเรียนที่้าเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติคงมีทีมกันหมดแล้ว แล้วตอนนี้ฉันจะไปหาใครมาร่วมทีมได้อีก” โจวเหวินรู้สึกเครียดเล็กน้อย
เดิมทีเขาแค่อยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หางานที่มั่นคง แล้วใช้ชีวิตอย่างสงบเล่นเกมไปเรื่อย ๆ แต่กลับมีคนที่ไม่ยอมปล่อยให้เขาอยู่อย่างสงบ ต้องสร้างเื่ให้เขาให้ได้
“โจวเหวิน มาคุยกับฉันหน่อย” เมื่อโจวเหวินเดินมาถึงหน้าห้องเรียนก็ถูกอวี๋ชิวไป๋เรียก
สีหน้าของอวี๋ชิวไป๋ดูไม่ค่อยดีนัก เขาพาโจวเหวินกลับไปที่ห้องทำงานของเขา หลังจากล็อกประตูห้องทำงานแล้วจึงมองโจวเหวิน ก่อนจะถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า “โจวเหวิน นายรู้จักผู้บัญชาการอันไหม”
“เขาเป็ใคร” โจวเหวินถามด้วยความสับสน
“ผู้บัญชาการอันเป็คำเรียกขานตำแหน่งทางการตำแหน่งหนึ่ง ชื่อจริงของเขาคืออันเทียนจั่ว นายไม่รู้จักเขาจริงเหรอ” อวี๋ชิวไป๋จ้องโจวเหวินแล้วถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่รู้จักครับ” โจวเหวินส่ายหน้าอย่างมั่นใจ
เมื่ออวี๋ชิวไป๋เห็นว่าโจวเหวินไม่ได้แสดงอาการเสแสร้ง เขาก็เผยสีหน้าสงสัย “งั้นก็แปลกจริง ถ้านายไม่รู้จักผู้บัญชาการอัน แล้วทำไมตอนที่เขามาตรวจเยี่ยมจังหวัดกุยเต๋อ ถึงเจาะจงวิจารณ์นักเรียนมัธยมปลายอย่างนาย”
“อันเทียนจั่วเป็ใครกันแน่” โจวเหวินพอเข้าใจแล้วว่าการถอนตัวออกของพวกฟางรั่วซี อาจเกี่ยวข้องกับอันเทียนจั่วคนนี้
อวี๋ชิวไป๋ยิ้มขื่นพลางกล่าว “ฉันเป็แค่ครูธรรมดา ไม่มีโอกาสได้ไปยุ่งเกี่ยวกับคนระดับนี้ แค่เคยได้ยินครูใหญ่เอ่ยถึงคนคนนี้เท่านั้น สหพันธ์โลกแบ่งออกเป็สี่เขตใหญ่ตามทิศเหนือใต้ออกตก จังหวัดกุยเต๋อเป็แค่เมืองที่ขนาดเล็กมากในเขตตะวันออก ส่วนผู้บัญชาการอันเทียนจั่วคนนั้นแม้จะอายุยังน้อย แต่ก็มาจากตระกูลใหญ่โต จึงสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงด้วยอายุแค่ยี่สิบกว่าปี เป็ถึงเ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเขตตะวันออก นับเป็คนชั้นยอดที่กุมอำนาจไว้ในมืออย่างแท้จริง”
“ครูอวี๋หมายความว่า อันเทียนจั่วกำลังจงใจเล่นงานผมเหรอ” โจวเหวินขมวดคิ้วกล่าว
“บางทีเขาอาจไม่ได้จงใจเล่นงานนายหรอก แต่เขาแค่พูดถึงนายในแง่ลบประโยคเดียว ผู้คนที่อยากเอาใจผู้บัญชาการอันก็ตีความและลงมือทำอะไรไปมากกว่านั้น” อวี๋ชิวไป๋กล่าวอย่างจนใจ
“การที่เขาเป็ถึงเ้าหน้าที่ระดับสูงแบบนั้นได้ เขาไม่รู้จริงเหรอว่า คำพูดแค่ประโยคเดียวของเขาสามารถทำลายอนาคตทั้งชีวิตของนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง” โจวเหวินกล่าวอย่างเ็า “ผู้บัญชาการอันคนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับอันจิ้งไหม”
“ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ก็คงจะมีความเกี่ยวข้องอยู่บ้าง แต่จะเป็ความสัมพันธ์แบบไหนนั้น ฉันเองก็ไม่แน่ใจ” อวี๋ชิวไป๋ครุ่นคิดก่อนจะพูดต่อ “เื่นี้ไว้ค่อย ๆ สืบหาความจริงทีหลังก็ไม่สาย สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ นายต้องรีบตั้งทีมลงทะเบียนการทดสอบภาคสนาม มะรืนนี้ก็จะหมดเขตรับสมัครแล้ว ไม่งั้นนายจะไม่ทันกาล”
โจวเหวินกล่าวอย่างจนใจ “เหลือเวลาแค่นี้ นักเรียนที่้าเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติคงมีทีมของตัวเองกันหมดแล้ว ผมจะหาคนเพิ่มจากที่ไหนได้ อีกทั้งต่อให้ผมหามาได้ การที่พวกนั้นบีบให้ทีมผมแตกกันได้ครั้งหนึ่ง คิดหรือว่าจะทำอีกครั้งไม่ได้”
“ดังนั้นสมาชิกทีมที่นายต้องหาในครั้งนี้ต้องไม่ใช่นักเรียนทั่วไป” อวี๋ชิวไป๋เหมือนจะคิดแผนไว้แล้ว
“ไม่ใช่นักเรียนทั่วไปอย่างนั้นเหรอ” โจวเหวินตะลึงเล็กน้อย ไม่เข้าใจความหมายของอวี๋ชิวไป๋
อวี๋ชิวไป๋เงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “การทดสอบภาคปฏิบัติกำหนดให้ต้องมีนักเรียนสี่คนรวมทีมกัน ซึ่งกฎนี้มีช่องโหว่และข้อเสียมากมาย แต่สหพันธ์กลับยืนกรานใช้กฎนี้มาโดยตลอดหลายสิบปีไม่ยอมเปลี่ยน ภายใต้กฎแบบนี้ มีนักเรียนจำนวนมากที่ตัวเองไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่มีเพื่อนร่วมทีมที่เก่งมาก จนช่วยทำให้ได้คะแนนดีเกินกว่าความสามารถจริงของตัวเอง”
อวี๋ชิวไป๋เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่ออีกครั้ง “โรงเรียนเรามีนักเรียนที่ชื่อหลี่เสวียน ถ้านายยอมตั้งทีมกับเขาและเขายอมรับ ก็น่าจะไม่มีใครกล้าเล่นงานนายอีก แต่เงื่อนไขก็คือ นายต้องทุ่มสุดความสามารถเพื่อช่วยให้เขาทำคะแนนได้ดีที่สุด และเขาจะต้องเป็คนที่ทำคะแนนได้ดีที่สุดในทีม”
“ครูหมายความว่า จะให้ผมแบกหลี่เสวียนเหรอครับ” โจวเหวินไม่ใช่คนโง่ แน่นอนว่าเข้าใจความหมายของอวี๋ชิวไป๋
“ถ้าเป็สถานการณ์ปกติ แน่นอนว่านายไม่จำเป็ต้องทำแบบนี้ แต่ตอนนี้ต่อให้นายจะไม่ได้อันดับหนึ่งของทีม ก็ยังทำคะแนนได้ดี แค่ยอมสละตำแหน่งอันดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ดีกว่าพลาดโอกาสเข้าร่วมการทดสอบภาคปฏิบัติครั้งนี้” อวี๋ชิวไป๋กล่าว
โจวเหวินไม่ใช่คนหัวแข็ง หลังจากไตร่ตรองแค่ครู่เดียวก็ตอบกลับอย่างไม่ลังเล “ถ้าอย่างนั้นรบกวนครูช่วยติดต่อเขาให้ผมที แต่โรงเรียนเรามีนักเรียนที่ชื่อหลี่เสวียนจริงเหรอครับ”
ถ้าโรงเรียนมัธยมกุยเต๋อมีนักเรียนที่ภูมิหลังใหญ่โตแบบนี้จริง ๆ โจวเหวินจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนได้อย่างไร
“ถึงแม้หลี่เสวียนจะเป็นักเรียนของโรงเรียนเรา แต่นอกจากวันรายงานตัว เขาก็แทบไม่ได้มาโรงเรียนอีกเลย นายไม่รู้จักเขาก็ถือเป็เื่ปกติ แม้แต่ครูในโรงเรียนเราก็มีแค่ไม่กี่คนที่รู้จักเขา” อวี๋ชิวไป๋ยิ้มกล่าว “เอาเป็ว่าตอนนี้เราต้องผ่านอุปสรรคตรงหน้าไปให้ได้ก่อน เื่อื่นค่อยคิดหาทางแก้ทีหลังก็ไม่สาย”