ฉินหยวนเฟิงฉวย ผ้าเช็ดหน้ามาจากมือทิงเสวี่ย พับลวกๆ แล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง
“ฉินหยวนเฟิง ให้ฉันซักให้ก่อนเถอะ มันเปื้อนน้ำลายฉัน สกปรกจะตาย ” ฉินหยวนเฟิงทำเร็วมาก กว่าทิงเสวี่ยจะรู้ตัว เขาก็เก็บผ้าเช็ดหน้าไปแล้ว เธอรู้สึกไม่ดีที่ทำผ้าเช็ดหน้าคนอื่นเปื้อนแล้วไม่ได้ซักคืนให้
ฉินหยวนเฟิงเพียงแค่มองทิงเสวี่ยแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไร แล้วเดินจากไป
ทิงเสวี่ยมองตามหลังเขาอย่างจนปัญญาอยู่ ก่อน ลุกขึ้นจากก้อนหิน
เตี๋ยนเตี่ยนที่หมอบอยู่ พอเห็นเจ้าของลุก มันก็ลุกตาม พลางกระดิกหางน้อยๆ แลบลิ้นสีแดงน่ารักออกมา
ทิงเสวี่ยเดินเล่นแถวนั้น พบสมุนไพรที่ต้องการหลายชนิด ทั้งจี๋เกิง ไป๋จื่อ เหอโส่วอูที่ยังไม่โตเต็มที่ และตานเซิน แต่ไม่ได้เอาเครื่องมือมาด้วย เธอจึงกังวลว่าถ้าไม่ขุดไปตอนนี้ แล้วมีคนมาเจอเข้าจะทำอย่างไร
หลังคิดอยู่พักใหญ่ ทิงเสวี่ยก็เรียกฉินหยวนเฟิงมาใกล้ๆ ชี้ไปที่สมุนไพรแล้วบอกว่า “พวกนี้ขายได้เงินนะ ดูสิ เยอะเลย แต่เราไม่ได้เอาเครื่องมือมา นาย ช่วยกลับไปเอามาหน่อยได้ไหม พอขายได้แล้วเรามาแบ่งกันคนละครึ่ง”
ฉินหยวนเฟิงตอบตกลงทันที “เธอรออยู่นี่นะ เดี๋ยวฉันรีบกลับมา”
ครู่ต่อมา ฉินหยวนเฟิงก็ลงเขาไปเอาเครื่องมือ ทิงเสวี่ยจึงรออยู่ที่เดิม
ฉินหยวนเฟิงเดินเร็วกว่าเธอมาก ทิงเสวี่ยจึงให้เขากลับไปเอา ฉินหยวนเฟิงก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขากลับมาพร้อมเครื่องมืออย่างรวดเร็ว
ทั้งพลั่วเล็ก จอบเล็ก และตะกร้าสำหรับใส่สมุนไพร
พอนำของมาถึง รอให้ฉินหยวนเฟิงพักสักครู่ ทั้งสองก็เริ่มลงมือ
ไม่นาน ตะกร้าก็เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด
หลังขุดสมุนไพรเสร็จ ทั้งสองก็ไปเก็บเหลียนเฉียวต่อ พอตะวันคล้อยต่ำ ทั้งคู่ก็กลับบ้านพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ
ฉินหยวนเฟิงฝากส่วนของเขาไว้ที่บ้านทิงเสวี่ยด้วย ขนาดเงินที่หามาอย่างยากลำบากยังฝากให้ดูแล แล้วยังมีอะไรให้ระแวงอีกล่ะ ?
หลังจากขลุกอยู่บนเขาทั้งวัน ทิงเสวี่ยเหนื่อยอ่อนเต็มที พอกลับถึงบ้าน เธอเพียงวักน้ำล้างหน้าล้างตาลวกๆ แล้วล้มตัวลงนอนทันที รู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่หลินกั๋วผิงกลับมา
หลินกั๋วผิงเห็นของในลานบ้านก็ประหลาดใจ “เสียวเสวี่ย ลูกเก่งจัง หามาได้เยอะขนาดนี้เลย”
ทิงเสวี่ยรีบอธิบาย “มีของฉินหยวนเฟิงด้วยค่ะ สองคนรวมกันได้เท่านี้ พ่อเอาไปขายที่ตลาดนัดด้วยนะคะ สมุนไพรในตะกร้าแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนเหลียนเฉียว กองใหญ่เป็นของเขา กองเล็กเป็นของหนูค่ะ”
“เจ้าหนูหยวนเฟิงนี่ซื่อตรงใช้ได้เลย ”
ความเอ็นดูที่หลินกั๋วผิงมีต่อเด็กชายเพิ่มพูนขึ้น ติดอยู่นิดเดียวตรงที่เป็นเด็กผู้ชาย ไม่อย่างนั้นคงได้เป็นเพื่อนเล่นที่สนิทใจของลูกสาวกว่านี้
หลายวันต่อมา เมื่อหลินกั๋วผิงเข้าเมืองไปขายซาลาเปาที่ตลาดนัด จึงติดเอาสมุนไพรของเด็กทั้งสองไปขายด้วย
สมุนไพรที่ช่วยกันขุดขายได้สิบสองหยวน ส่วนดอกเหลียนเฉียวที่แยกกองขาย ของฉินหยวนเฟิงได้ห้าหยวน และของทิงเสวี่ยได้สี่หยวนสามเหมา
วันเวลาล่วงเลยอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็เวียนมาบรรจบที่วันหยุดสุดสัปดาห์อีกครั้ง
สุดสัปดาห์นี้ ทิงเสวี่ยและเพื่อนๆ มีภารกิจ โรงเรียนให้นักเรียนแต่ละคนนำลูกสนมาส่งคนละห้าชั่ง
ลูกสนเหล่านี้ใช้สำหรับต้มน้ำในโรงครัว ตั้งแต่ ป.1 พอถึงฤดูนี้ของทุกปี นักเรียนทุกคนจะต้องนำลูกสนมาส่งคนละห้าชั่ง จนกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้ว
พอมีคำสั่งลงมา ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ นักเรียนก็จะพากันขึ้นเขาไปเก็บลูกสน
ทิงเสวี่ยกับฉินหยวนเฟิงก็เช่นกัน
ทิงเสวี่ยถือโอกาสนี้มอบส่วนแบ่งค่าสมุนไพรให้ฉินหยวนเฟิง
ฉินหยวนเฟิงแค่รับรู้จำนวนเงินคร่าวๆ พอเงินผ่านมือก็คืนให้ทิงเสวี่ย “เธอช่วยเก็บไว้ให้หน่อย พอครบหนึ่งร้อยหยวนฉันจะเอาไปฝากธนาคาร”
“ฉินหยวนเฟิง นายไม่กลัวฉันเอาเงินนายไปใช้หมดจริงๆ เหรอ?” ทิงเสวี่ยถามอย่างจริงจัง
“คำถามนี้เธอถามฉันกี่ครั้งแล้ว? ไม่เบื่อบ้างหรือไง?”
ฉินหยวนเฟิงเริ่มรำคาญ เขาไม่ชอบคนจู้จี้จุกจิก และเกลียดการถูกเซ้าซี้ถามซ้ำซาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทิงเสวี่ยกำลังเหยียบโดนกับระเบิดของเขาเข้าอย่างจัง
เด็กตัวแค่นี้อารมณ์ร้ายชะมัด ทิงเสวี่ยบ่นในใจ แล้วเก็บเงินของฉินหยวนเฟิงไปเงียบๆ
นอกจากเก็บลูกสน ทั้งสองยังต้องเก็บดอกเหลียนเฉียวต่อ แน่นอนว่าถ้าเจอสมุนไพรอื่นก็ต้องขุดไปด้วย ดังนั้น นอกจากถุงแล้ว ยังพกเครื่องมือขุดสมุนไพรมาด้วย
ภูเขาของหมู่บ้านซงหยวนใหญ่มาก
ทิงเสวี่ยกับฉินหยวนเฟิงเลือกไปคนละทางกับครั้งก่อน ฉินหยวนเฟิงไม่คุ้นเคยกับแถบนี้ แต่ทิงเสวี่ยกลับคุ้นเคยดี เพราะเมื่อก่อนเคยตามคุณย่าหรืออาสามมาบ่อยๆ
ครั้งที่แล้วไปทางตะวันตก ครั้งนี้จึงไปทางตะวันออก ไม่นานทิงเสวี่ยก็เจอจุดที่ทั้งเก็บลูกสนได้และมีดอก เหลียนเฉียวด้วย ทำให้ฉินหยวนเฟิงนับถือเธอมาก
ทว่าในขณะที่ทั้งสองเพิ่งจะเริ่มลงมือเก็บลูกสน จู่ๆ ก็มีเสียงคนพูดคุยแว่วมา และเสียงฝีเท้านั้นก็กำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
คนที่เดินลงมาคือสองพี่น้องตระกูลหวง หวงเถากับหวงเทา
ในมือของทั้งคู่ถือถุงผ้าที่อัดแน่นไปด้วยลูกสน
“หลินทิงเสวี่ย เธอนี่ร้ายไม่เบาเลยนะ ตัวแค่นี้ก็คบผู้ชายแล้ว ไม่อายบ้างหรือไง! ได้ยินว่าแม่เธอยังไม่ทันหย่าก็ไปมั่วกับผู้ชายอื่นแล้ว” หวงเทาแสยะยิ้มเหยียดหยามทันทีที่เห็นทิงเสวี่ยอยู่กับฉินหยวนเฟิง
เพราะทิงเสวี่ยเป็นที่รักของคุณปู่คุณย่าหวงเป็นพิเศษ หวงเทาจึงเกลียดเธอมาก กอปรกับทิงเสวี่ยเรียนเก่ง เป็นที่รักของคุณครู เพื่อนส่วนใหญ่ก็ชอบ ในฐานะเด็กเรียนไม่เก่ง หวงเทาย่อมหมั่นไส้อยู่แล้ว แถมยังโดนต่งน่า ลูกพี่ลูกน้องคอยยุยงอีก
คำพูดหยาบคายของหวงเทาทำให้ทิงเสวี่ยโกรธจนตัวสั่น เธอเงยหน้ามองหวงเทาที่เดินเข้ามาอย่างหาเรื่อง แล้วพูดเสียงเย็น “หวงเทา หุบปากสกปรกของนายซะ แล้วรีบขอโทษฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น…” ยังไม่ทันพูดจบ หวงเทาก็ขัดขึ้น “ไม่อย่างนั้นจะทำไม? จะต่อยฉันเหรอ? หลินทิงเสวี่ย ถึงฉันจะเรียนไม่เก่งเท่าเธอ แต่ถ้าเรื่องชกต่อยละก็ ต่อให้มาสามคนฉันก็ไม่กลัว”
“ขอโทษหลินทิงเสวี่ยเดี๋ยวนี้!” ฉินหยวนเฟิงพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าหวงเทาพร้อมตวาดเสียงเข้ม
หวงเทาเหลือบมองอย่างไม่พอใจ “นายเป็นใครวะ หน้าไม่คุ้น?”
“ขอโทษ!” ฉินหยวนเฟิงย้ำคำเดิม แววตาคมกริบขึ้นเรื่อยๆ ดั่งดาบเพิ่งลับ คมกริบเย็นเยียบ น่าเกรงขาม
แต่หวงเทายังคงทำท่ากร่างไม่เลิก “ไม่ขอโทษ แล้วจะทำไม? ไม่ใช่แค่ไม่ขอโทษ พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องครูด้วยว่าพวกนาย สองคนมัน…” ยังไม่ทันพูดจบคำว่า “มั่ว” ก็โดนหมัดฉินหยวนเฟิงสวนกลับเข้าไป
หวงเถาเห็นน้องชายถูกทำร้ายก็รีบกระโจนเข้าใส่ ส่วนหวงเทาที่ตั้งหลักได้ก็ไม่ยอมเจ็บฟรี สองพี่น้องจึงดาหน้าเข้ารุมกินโต๊ะฉินหยวนเฟิงทันที
ทิงเสวี่ยเห็นท่าไม่ดีก็เข้าไปช่วย เธอรับมือกับหวงเถา แม้หวงเถาจะอายุมากกว่า หลายปี แต่แรงผู้หญิงด้วยกันย่อมพอรับมือไหว
ฝั่งเด็กหญิงยื้อยุดกันพัลวัน ส่วนฝั่งเด็กชายก็ชกต่อยกันดุเดือด
ฉินหยวนเฟิงตัวโตกว่า แรงเยอะกว่า แถมยังมือหนัก ไม่กี่หมัดหวงเทาก็ร้องไห้โฮ แต่ฉินหยวนเฟิงยังไม่หยุด ขึ้นคร่อมแล้วสั่งสอนต่อ “ทีหลังจะกล้ารังแกหลินทิงเสวี่ยอีกไหม?”
“ไม่กล้าแล้ว ไม่ทำแล้ว” หวงเทาเป็นพวกเก่งแต่ปาก พอโดนอัดน่วมแถมถูกกดทับ ก็ไม่กล้าอวดดีอีก
“ยังจะปากพล่อยอีกไหม?” ฉินหยวนเฟิงถามเสียงเย็นพร้อมกับซัดหมัดลงไปสั่งสอนอีกหนึ่งที
หวงเทาเจ็บจนร้องโอดโอย “ไม่ แล้ว ไม่กล้าแล้ว ขอร้องล่ะ อย่าตีฉันเลย”
ฉินหยวนเฟิงจับหูสองข้างของหวงเทาบิดไปมา พลางพูดเสียงเย็นชา “จำไว้ว่าหลินทิงเสวี่ยเป็นน้องสาวฉัน ใครกล้าแตะต้องเธอ ฉันไม่ปล่อยไว้แน่ ”
“ไม่ทำแล้ว ไม่กล้าแล้ว ขอร้องล่ะปล่อยฉันไปเถอะ ฮือๆๆ…” หวงเทาเจ็บจนร้องโหยหวน เสียงดังไปไกล
เมื่อเห็นว่าสั่งสอนจนสมควรแก่เวลา ฉินหยวนเฟิงจึงยอมปล่อยมือจากหวงเทา
ส่วนคู่ของทิงเสวี่ยกับหวงเถานั้นสูสี ทั้งสองฝ่ายต่างได้แผล แต่ทิงเสวี่ยเสียเปรียบเรื่องรูปร่างที่เล็กกว่า พอเห็นน้องชายแพ้ราบคาบ หวงเถาก็รีบขู่ทิ้งท้าย “คอยดูนะพวกแก!” แล้วลากน้องชายหนีไป
บนพื้นยังเหลือหลักฐานการต่อสู้เป็นเส้นผมกระจุกใหญ่
ฉินหยวนเฟิงเห็นเสื้อผ้าทิงเสวี่ยขาด ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้ายังมีรอยฝ่ามือ แต่แทนที่จะปลอบ กลับพูดว่า “เธอนี่ไม่ได้เรื่องเลย แค่ยัยยักษ์นั่นคนเดียวยังจัดการไม่ได้ ”
ทิงเสวี่ย “…”
“เจ็บตัวขนาดนี้ยังไม่ปลอบ แถมยังมาดูถูกกันอีก ไม่เล่นด้วยแล้ว” ทิงเสวี่ยยื่นปากอย่างน้อยใจ แล้วรีบจัดเสื้อผ้ากับผมเผ้าให้เรียบร้อย
อารมณ์เบิกบานใจที่มีมาก่อนหน้านี้พังทลายลงจนหมดสิ้นเพราะการปรากฏตัวของสองพี่น้องแซ่หวง
ทิงเสวี่ยกับฉินหยวนเฟิงเก็บลูกสนเสร็จก็ลงจากเขา
ทิงเสวี่ยรู้ว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ “เท่าที่รู้จักพ่อแม่หวงเทา พวกเขาไม่ยอมง่ายๆ หรอก นายต้องเตรียมตัวนะ พอกลับบ้านให้รีบไปสารภาพกับคุณตากับคุณยายก่อน แล้วโยนความผิดมาให้ฉัน บอกว่าฉันสั่งให้นายต่อย”
“ฉันรู้ว่าต้องพูดยังไง ไม่ต้องห่วงหรอก” ฉินหยวนเฟิงพูดเสียงแผ่ว
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดต่อ “หน้าเธอบวมแล้ว ยายเคยบอกว่าถ้าหน้าบวม ให้เอาไข่ต้มมาคลึงๆ จะดีขึ้น”
ทิงเสวี่ยพยักหน้ารับคำเงียบๆ
พอกลับถึงบ้าน ฉินหยวนเฟิงก็ตรงเข้าไปสารภาพความผิดกับตายายตามที่ตั้งใจไว้
พอรู้ว่าหลานไปตีคนมา ตา หวังก็ขมวดคิ้วทันที “หยวนเฟิง ตา บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปมีเรื่องชกต่อยข้างนอก นี่หลาน ทำเหมือนคำพูดตา เป็นลมผ่านหูใช่ไหม?”
“เปล่านะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าหวงเทานั่นพูดจาหยาบคายก่อน ผมก็คงไม่ลงไม้ลงมือหรอกครับ ” ฉินหยวนเฟิงพยายามอธิบาย
“วิญญูชนใช้เหตุผล ไม่ใช้กำลังตัดสิน! ถ้าเขาตีเรา เราก็ต้องสู้ แต่นี่หลาน เป็นฝ่ายลงมือก่อน ก็เป็นความผิดของหลาน วันนี้งดข้าวเย็น กลับไปยืนสำนึกผิดในห้องซะ” ครั้งนี้ตา หวังโกรธจริงๆ