ชีชีพูดจบก็กระแทกหูโทรศัพท์วางสายทันที
เธอส่งยิ้มหวานให้เ้าหน้าที่ยามหน้าประตู“ถ้าคนคนนี้โทรมาอีก ช่วยบอกว่าฉันไม่อยู่ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ”
“ได้ครับ”
ในยุคสมัยนี้โทรศัพท์บ้านมักจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาค่อนข้างดังคนรอบข้างต่อให้ฟังเนื้อหาได้ไม่ครบถ้วนทั้งหมดแต่ก็พอจะจับใจความสำคัญได้เกือบหมด
เ้าหน้าที่ยามหลายคนมองชีชีด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจและตั้งใจว่าจะช่วยเธอกันท่าจากแม่ที่ไม่มีเหตุผลและเห็นแก่ตัวคนนี้อย่างเต็มที่
เมื่อกลับถึงบ้านชีชีก็เข้าไปง่วนอยู่ในครัวเพื่อทำอาหาร
พออาหารเริ่มทยอยขึ้นโต๊ะลู่เหย่ก็กลับมาพอดี ใบหน้าของเขาบึ้งตึงถมึงทึงมองปราดเดียวก็รู้ว่าอารมณ์ไม่สู้ดีนัก
“เป็อะไรไปคะ? ไม่สบายใจเหรอ?”
ลู่เหย่เอ่ยขณะล้างมือว่า“พ่อโทรหาผม บอกให้ผมเอาเงินห้าสิบหยวนไปให้ชีิเยว่”
“เมื่อเช้าหล่อนมาหาฉันเรียกเอาแค่ยี่สิบหยวนเองไม่ใช่เหรอคะ? นี่ขึ้นราคาแล้วเหรอ?”
“พ่อบอกว่า คุณไปตบตีิเยว่ เลยต้องจ่ายค่าเสียหายเป็ค่ารักษาพยาบาล”
“แล้วยังไงต่อคะ? คุณมีความคิดเห็นยังไงเื่นี้?”
แววตาของชีชีเริ่มฉายแววเย็นเยือกหากลู่เหย่เอ่ยปากแม้เพียงคำเดียวให้เธอจ่ายเงิน ต่อให้ผู้ชายคนนี้จะ‘อร่อย’ แค่ไหนเธอก็จะไม่เอาเขาไว้ทำสามีอีกต่อไป
ลู่เหย่เช็ดมือจนแห้งสนิท“ผมจะไปมีความคิดเห็นอะไรได้ล่ะ? ก็เงินในบ้านหลังนี้คุณเป็คนคุมทั้งหมดไม่ใช่เหรอ?”
มุมปากของชีชีขยับยิ้มกว้างออกมาทันทีในใจพลันรู้สึกหวานล้ำขึ้นมาสายหนึ่ง “ทานข้าวกันเถอะค่ะ”
ลู่เหย่ไม่รู้เลยว่าทางเลือกที่เขาทำลงไปอย่างไม่ตั้งใจนั้นทำให้เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอดเขาตั้งหน้าตั้งตากินข้าวเข้าปากอย่างเดียว
อาหารที่เมียทำช่างอร่อยเหลือเกินทานเท่าไรก็ไม่เคยเบื่อ
ชีชีอารมณ์ดีขึ้นมากจนทานข้าวเพิ่มไปอีกครึ่งชาม
ผลก็คือทั้งคู่ต่างอิ่มจนจุกชีชีจึงชวนลู่เหย่ออกไปเดินเล่นย่อยอาหาร
ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังหาเลี้ยงปากท้องให้อิ่มได้ยากลำบากเช่นนี้การ‘เดินเล่นย่อยอาหาร’ จึงถือเป็เื่ฟุ่มเฟือย
เพื่อเป็การประหยัดไฟโดยปกติพอทานข้าวเสร็จทุกคนก็จะขึ้นเตียงนอนใครจะไปทำลูกหรือไปเข้าฝันกันก็ตามแต่สะดวก
ในเขตบ้านพักทหารเงียบสงบมากไร้ผู้คนสัญจร
ทั้งคู่เดินคุยกันไปเรื่อยๆจนถึงหน้าประตูใหญ่ และแล้วก็บังเอิญไปพบกับหลินเสี่ยวหรูเข้าพอดีชีชีขมวดคิ้วมุ่นโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นลู่เหย่หลินเสี่ยวหรูก็รีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม “ลู่เหย่คุณยังไม่พักผ่อนเหรอคะ ดีจังเลย พรุ่งนี้มีการแสดง คุณจะไปดูใช่ไหมคะ?”
ผู้หญิงคนนี้ช่างมีศิลปะการพูดจาหล่อนมักจะชี้นำให้อีกฝ่ายตอบในสิ่งที่หล่อน้าเสมอ
ชีชีระแวดระวังตัวเต็มพิกัดเกรงว่าหลินเสี่ยวหรูจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมนต์ดำอะไรอีก เธอจึงโพล่งขึ้นเสียงดังทันที“เขาไม่ไปค่ะ”
รอยยิ้มบนหน้าหลินเสี่ยวหรูแข็งค้างไปครู่หนึ่งแต่หล่อนก็ยังคงส่งสายตาหวานเชื่อมมองไปยังลู่เหย่ “นี่คือตั๋วชมการแสดงของวันพรุ่งนี้ค่ะฉันตั้งใจเก็บไว้ให้คุณโดยเฉพาะเลยนะ”
“ฟังภาษาคนไม่รู้เื่เหรอคะ? ฉันบอกแล้วไงว่าเขาไม่ไป”ชีชีทำหน้าบึ้ง ก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อบังร่างลู่เหย่ไว้
คราวนี้หลินเสี่ยวหรูรักษาท่าทีไว้ไม่อยู่แล้วหล่อนแผดเสียงแหลมขึ้น “ฉันถามลู่เหย่ไม่ได้ถามคุณ!”
“ความหมายของภรรยาผม ก็คือความหมายของผมครับ การแสดงนั่นผมไม่ไปตั๋วใบนี้คุณเอาไปให้คนอื่นเถอะ”
หลินเสี่ยวหรูถูกปฏิเสธซึ่งหน้าแต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ “พรุ่งนี้จะมีผู้ใหญ่ระดับสูงไปเยอะมากเลยนะลู่เหย่โอกาสดีๆ แบบนี้...”
“ผมบอกแล้วไงว่าไม่ไป” น้ำเสียงของลู่เหย่เริ่มติดเ็าแต่พอเขาหันมาหาชีชี น้ำเสียงก็อ่อนโยนลงทันที “กลับบ้านกันเถอะ”
ชีชียังไม่ทันพยักหน้าตอบรับในสมองของเธอก็มีเสียงสังเคราะห์คุ้นหูดังขึ้น
‘ติ๊ง! ระบบ่ชิงวาสนาทำการตัดขาดเสร็จสิ้น โฮสต์โปรดตรวจสอบ’
“หึ...”
ชีชียังไม่ทันหลุดหัวเราะออกมาเสียงสังเคราะห์ในหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
‘ติ๊ง! ระบบ 'เอามาให้ฉันซะดีๆ’ อัปเกรดเป็เลเวล 2 สำเร็จมอบรางวัลให้โฮสต์เป็เมล็ดพันธุ์เซียน 100 กิโลกรัม’
ชื่อระบบนี่มันเอาจริงเหรอ?จะบ้านๆ เกินไปหน่อยไหมเนี่ย
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามากังขาเื่ชื่อชีชีรีบตรวจสอบของรางวัลทันที
ภายในพื้นที่มิติปรากฏถุงผ้าหลายใบวางเรียงรายอยู่ มีป้ายแปะกำกับไว้ชัดเจน ทั้งข้าวสาลี ข้าวเ้าถั่วเหลือง ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง ซึ่งล้วนแต่เป็พืชที่ให้ผลผลิตสูงทั้งสิ้น
ชีชีไม่ได้มัวแต่ดีใจจนลืมตัวเธอปรายตามองตั๋วชมการแสดงที่หลินเสี่ยวหรูยังคงถือค้างไว้ในดวงตาวูบผ่านด้วยความเ้าเล่ห์
นี่ไม่ใช่โอกาสดีที่จะเปิดโปงโฉมหน้าแท้จริงของยัยผู้หญิงคนนี้หรอกเหรอ?
เธอจึงก้าวเข้าไปแย่งตั๋วจากมือหลินเสี่ยวหรูมาเปิดออกดูข้างในปรากฏแผ่นกระดาษสีเหลืองที่มีข้อความเขียนไว้ว่า‘ขอหยิบยืมโชคลาภทั้งหมดของคุณ’
“เหอะ หลินเสี่ยวหรู คุณนี่มันอำมหิตจริงๆ เลยนะ”
วินาทีที่ชีชีเปิดตั๋วนั่นออกหลินเสี่ยวหรูก็แอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ
เพราะแค่เปิดออกสัญญาก็ถือว่าบรรลุผล โชคลาภทั้งหมดของชีชีจะต้องตกเป็ของหล่อนทันที
ทว่าภายนอกหล่อนยังคงแสร้งทำเป็ถูกรังแก“คุณพูดเื่อะไรคะ? ฉันไม่เข้าใจเลย”
“จ้าวหย่งก็ถูกคุณฆ่าตายด้วยวิธีนี้ใช่ไหม? ตอนนี้ยังจะมาทำร้ายลู่เหย่อีกคุณพร่ำบอกว่ารักเขาไม่ใช่เหรอ? นี่คือรักจนแค้นงั้นสิ?ในเมื่อไม่ได้ก็ต้องทำลายให้ย่อยยับงั้นเหรอคะ?”
“คุณพูดอะไรน่ะ? ฉันจะไปทำร้ายลู่เหย่ได้ยังไง?”
“แล้วนี่มันคืออะไร!” ชีชีฟาดกระดาษเหลืองนั่นใส่หน้าหล่อน“คุณฆ่าคนเป็ผักปลาแบบนี้ กลางคืนนอนไม่ฝันร้ายบ้างเหรอ? ไม่กลัวโดนกฎแห่งกรรมตามสนองบ้างหรือไง?”
“เหลวไหล! กรรมตามสนองอะไรกัน? นั่นมันเป็ความเชื่อศักดินาที่งมงายนะระวังฉันจะแจ้งจับคุณ!”
ใบหน้าของหลินเสี่ยวหรูขาวซีดลงอย่างเห็นได้ชัดอย่างไรเสียหล่อนก็เป็เพียงเด็กสาวอายุยี่สิบการต้องมาเกี่ยวพันกับความตายของคนย่อมมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง
อีกทั้งหล่อนเองมีระบบ่ชิงวาสนาจึงย่อมเชื่อเื่กฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดยิ่งกว่าใคร
แต่ชีชีไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ“ดีเลย! งั้นเราไปที่คณะกรรมการปฏิวัติกันเดี๋ยวนี้เอาไอ้นี่ไปให้เขาดู จะได้รู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่เผยแพร่ความเชื่องมงาย!”
เมื่อเถียงสู้ชีชีไม่ได้หลินเสี่ยวหรูจึงหันไปมองลู่เหย่ด้วยสายตาผู้น่าเวทนา“ลู่เหย่คะ ฉันว่าฉันก็ไม่ได้ล่วงเกินภรรยาคุณเลยนะแต่ทำไมหล่อนถึงดูไม่ชอบหน้าฉันขนาดนี้ก็ไม่รู้”
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปคุณก็อยู่ให้ห่างจากหล่อนหน่อยอย่าให้หล่อนเห็นหน้าคุณอีกก็สิ้นเื่”
ก็มีแต่ลู่เหย่นี่แหละที่สามารถพูดประโยคฆ่าคนให้ตายทั้งเป็ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยได้ขนาดนี้
“คุณ...”
หลินเสี่ยวหรูโกรธจนจมูกเบี้ยวในใจกรีดร้องด่าทอ ‘ลู่เหย่ที่คุณพูดมานี่ใช่ภาษาคนแน่หรือ?’
แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์หล่อนจึงฝืนกลั้นจนขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอจวนเจียนจะหยดรอมร่อ
หากเป็ผู้ชายคนอื่นที่รู้จักถนอมบุปผาคงได้ใจละลายด้วยความสงสารไปแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ลู่เหย่ตาบอดเขาไม่ได้มองเห็นความอ่อนแอไร้ที่พึ่งของหล่อนเลยแม้แต่นิดเดียว
ชีชีแทบจะะเิเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจลู่เหย่ช่วยเธอฟาด ‘ยอดดวงใจ’ เสียยับเยินขนาดนี้ ยกนี้เธอชนะขาดลอย
เธอกอดแขนลู่เหย่ไว้อย่างอารมณ์ดี“ไปค่ะ กลับบ้านกันเถอะ”
“อืม”
หลินเสี่ยวหรูยืนมองทั้งคู่เดินกะหนุงกะหนิงจากไปพลางกระทืบเท้าด้วยความแค้นใจ
ทว่าเพียงครู่เดียวหล่อนก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ...ทำไมชีชีถึงไม่สะดุดล้ม? หล่อนไม่ควรจะดวงกุดเข้าขั้นวิกฤตหรอกเหรอ?
หลินเสี่ยวหรูพยายามเรียกหาระบบในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
ความรู้สึกไม่มั่นคงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจหล่อนไม่มัวเสียเวลาโกรธอีกต่อไป แต่รีบวิ่งกลับไปยังหอพักทันที
เนื่องจากหล่อนใช้บารมีของรองผู้บัญชาการกองพลหลินจึงได้พักที่หอพักห้องเดี่ยว
หล่อนรีบลงกลอนประตูจากด้านในก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าออกและแล้วก็ต้องเซถอยหลังไปด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ
“ทำไมถึงเป็แบบนี้? เป็ไปไม่ได้!”
ในตู้ที่เคยมีตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสีเืซึ่งเธอใช้เืจากปลายนิ้วเลี้ยงมันมาั้แ่อายุสองขวบวางอยู่
ตุ๊กตาตัวนี้เองที่ทำให้หล่อนมีระบบ่ชิงวาสนาและใช้ชีวิตอย่างราบรื่นมาตลอดยี่สิบปี
ทว่าตอนนี้ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบกลับแตกละเอียดกลายเป็ผงธุลี
ความเย็นเยียบพลุ่งพล่านจากฝ่าเท้าขึ้นสู่สมองทันที
หล่อนรีบวิ่งออกไปที่ตู้โทรศัพท์ตรงป้อมยามโดยไม่รอช้า
เวรยามตอนกลางคืนยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่และที่นี่เป็ที่เดียวที่จะขอยืมใช้โทรศัพท์ได้
มือของหล่อนสั่นเทาขณะหมุนหมายเลขออกไปรออยู่นานกว่าปลายสายจะรับ เป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่ง“ใครน่ะ? โทรมาป่านนี้”
น้ำตาของหลินเสี่ยวหรูร่วงเผาะลงมาทันที“แม่คะ... ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของหนู... มันแตกหมดแล้วค่ะ!”
“จะเป็ไปได้ยังไง!” เสียงผู้หญิงปลายสายหวีดร้องด้วยความไม่อยากเชื่อ“เสี่ยวหรู อย่าขู่แม่แบบนี้สิลูกบอกแม่มาซิว่ามันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่!”