
(15 ) หนีการไล่ล่า
แม่สร้อยขอเวลาห้าวันหาเสบียงใส่เรือ และไปไปสืบหาสถานที่ตามคำใบ้ตามท่าเรือที่มีเรือสินค้าหรือลูกเรือ ที่เคยไปส่งสินค้าตามเมืองต่างๆในระแวกเมืองชุมพลและใกล้เคียง ทำให้พอรู้เส้นทางเดินเรือในขั้นต้นได้การเดินทางครั้งนี้นอกจากพวกเอกทั้งหกคนแล้วยังมีลูกเรืออีกหกคนรวมทั้งแม่สร้อยด้วย
แม่สร้อยได้เลือกเส้นทางที่มีหลายคนบอกให้ไปที่เมืองไถหนาน เมืองที่มีท่าเรือขนาดใหญ่ก่อนเพื่อไปถามหาจากนายเรือที่จะมาจากทุกหนแห่ง ที่มักจะแวะพักเรือกันที่นั่นโดยเบาะแสแรกที่ต้องค้นหาจากคำใบ้ที่ว่า “ แสงสว่าง บนท้องฟ้า ใต้หัววัวที่ธนูเป็ศัตรูกับหมีใหญ่ ในลูกสาวคนเล็ก ใตู้เาสูง บนพื้นน้ำ นำไป ดินแดนของั ” ที่เอกและนายสิงห์ได้รับฟังคำบอกเล่ามาจากแม่วันว่าบรรพบุรุษของบิดาเอก นำสมบัติไปซ่อนไว้ในถ้ำตามเส้นทางระหว่างเดินเรือกลับไปเมืองจีน ส่วนคำใบอื่นๆคงต้องไปตามหาเอาจากเบาะแสแรกนี้ จึงจะทำให้เข้าใจ และ “ถูเขาสูง”ก็น่าจะเป็สิ่งที่ต้องตามหา เป็อย่างแรก
ชาวเรือที่เดินเรือค้าขายกับเมืองจีนส่วนใหญ่จะรู้จักท่าเรือเมืองไถหนาน ซึ่งอยู่บนเกะใหญ่ของเมืองจีนแม่สร้อยก็เคยคุมเรือแวะไปที่นั่นอยู่บ้าง จึงใช้เวลาแค่เก้าวันก็ไปถึงที่นั่นเมื่อไปถึงก็ได้ให้พันวิเศษที่รู้ภาษาจีน ไปคอยถามหาคนที่เคยเดินเรือและเห็นูเาที่มียอดสูง มองเห็นได้จากทะเล ได้ความมาจากลูกเรือหลายๆลำตรงกันว่าหากล่องเรือไปทางทิศใต้สิบห้าวันจนเจอชายฝั่ง แล้วเดินเรือเรียบชายฝั่งไป จนสุดแผ่นดินเป็เวลาอีกเจ็ดวันจะพบเห็นูเาสูงเสียดฟ้าอยู่เป็ระยะๆ หลายที่หลายแห่งเรือของแม่สร้อยจึ่งมุ่งหน้าลงใต้ทันที
การเที่ยวไปถามคำถามกับผู้คนในท่าเรือของคนต่างถิ่น มักจะถูกรายงานไปยังทางการหรือผู้มีอิทธิพลในท่าเรือของเมืองจีน การแวะมาในครั้งนี้ก็เช่นกันทำให้มีคำสั่งจากคนกลุ่มหนึ่ง ให้คอยเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา
ล่องเรือมาได้กว่ายี่สิบวันจนมาสุดที่ชายฝั่งด้านทิศใต้ พบเขาสูงอยู่สี่แห่ง ทั้งหมดลงความเห็นกันว่าจะแล่นเรือย้อนกลับขึ้นไป เพื่อค้นหาจุดที่ตรงกับคำใบ้อีกครั้งหนึ่ง
จากการตีความหมายในคำใบ้ลงความเห็นกันดังนี้
- แสงสว่าง บนท้องฟ้ายังตีความไม่ได้ว่า เป็แสงจันทร์หรือแสงอย่าอื่น
- ใต้หัววัว ตีความได้ว่าเป็กลุ่มดาววัว
- ธนูเป็ศัตรูกับหมีใหญ่ตึความได้ว่า เป็กลุ่มดาวธนู และกลุ่มดาวหมีใหญ่ ที่มีดาวเหนือรวมอยู่ด้วยส่วนเป็ศัตรูกัน ก็คืออยู่ฝั่งตรงข้ามกัน หรือเป็ตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกัน
- ทั้งหมดนี้เป็ตำแหน่งที่อยู่บนท้องฟ้าจึงต้องเดินเรือไปในยามค่ำคืน
- ลูกสาวคนเล็กยังตีความไม่ได้ อาจต้องพบจุดใดจุดหนึ่งก่อน จึงจะเข้าใจความหมาย
- ใตู้เาสูงตีความได้ว่า จุดที่สมบัติถูกนำไปซ่อนไว้
- บนพื้นน้ำ นำไป ดินแดนของั ตีความได้ว่า ทางแล่นเรือกลับไปยังดินแดนแห่งจักรพรรดิซึ่งก็คือทางที่แล่นเรือกลับไปเมืองจีน
เมื่อต้องมองหากลุ่มดาวบนท้องฟ้าจึงต้องใช้วิธีแล่นเรือ ไปจอดทอดสมอไว้ในตอนกลางคืนใกล้ๆกับจุดที่มีูเาสูงเพื่อเฝ้าดูท้องฟ้า ปัญหาคือสภาพอากาศที่มีเมฆบนท้องฟ้าอีกทั้งกลุ่มดาวบางกลุ่มก็ไม่ปรากฎให้มองเห็น แม้ท้องฟ้าจะปราศจากเมฆบดบังจนบางจุดต้องใช้เวลาเฝ้าดูอยู่หลายวันจึงจะมองเห็น แม่สร้อยเล่าให้ฟังว่าเป็ความเชื่อของชาวเรือว่า ที่ไม่เห็นกลุ่มดาววัวบนท้องฟ้า นั่นเป็เพราะว่ากลุ่มดาวธนูได้ปรากฏขึ้นก่อน กลุ่มดาววัวจึงกลัว ไม่กล้าขึ้นมาให้เห็นกัน
เวลาผ่านไปอีกเจ็ดวันูเาสูงสองแห่งที่ไปจอดเรือเฝ้าดู ก็ไม่เห็นมีแสงสว่างใดเกิดขึ้นแม้จะมีดวงจันทร์ปรากฏ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในแนวเหนือูเาสูงใต้กลุ่มดาววัวตามคำใบ้แต่อย่างใด จึงตัดสินใจแล่นเรือไปทีู่เาสูงที่อยู่จุดถัดไป
เที่ยงวันของวันต่อมาเรือก็ได้หาที่เหมาะๆเพื่อจอดทอดสมอ ห่างออกมาจากชายฝั่งไม่มากนักที่สามารถมองเห็นูเาสูงได้อย่างถนัดทั้งลูกูเาสูงลูกนี้มีลักษณะที่สูงใหญ่กว่าูเาสูงสองลูกแรกมาก หากจอดเรือใกล้เกินไปก็ไม่อาจทำให้เห็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้าได้
อากาศร้อนในตอนบ่ายที่ทำให้มีลมพัดแรงช่วยคลายร้อนไปได้บ้างนายสิงห์ที่รับหน้าที่คอยเฝ้าสังเกตุการณ์ ส่องกล้องตาเดียวอยู่ที่ท้ายเรือสังเกตเห็นเสากระโดงเรือที่ทางทิศเหนือ มุ่งหน้ามาทางที่เรือจอดทอดสมออยู่จึงบอกกับแม่สร้อยในฐานะที่เป็นายเรือ แม่สร้อยส่องกล้องดูจนเรือเข้ามาในระยะที่เห็นชัดจึงรู้ว่าเรือลำนี้ไม่ได้มาดีอย่างแน่นอน เพราะเป็เรือหัวัในตำนานที่ชาวเรือเล่าขานกันมา ว่าเป็เรือโจรสลัดที่โเี้ที่สุด คอยตระเวนปล้นฆ่าแล้วจมเรือสำเภาบรรทุกสินค้าในย่านนี้ หากเรือลำใดอยู่ในระยะที่มองเห็นได้จะไม่สามารถหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน
แม่สร้อยจึงสั่งให้ลูกเรือถอนสมอเรือและชักใบเรือขึ้นให้หมด หันหางเสือมุ่งเข้าชายฝั่งหวังเพียงว่าเรือหัวัจะไม่ตามมา เพราะเรือที่ลำใหญ่จะกินน้ำลึกกว่าหากนำเรือเข้าใกล้ชายฝั่งจะปะทะกับโขดหิน หรือปะการังตามชายฝั่งทำให้เรือแตกเสียหายได้
จากทิศทางลมที่จะทำให้เรือแล่นไปได้เร็วที่สุดจึงต้องแล่นเรือไปทางทิศเหนือ ที่ดูเหมือนกับจะแล่นเรือเข้าหาเรือหัวันับเป็วิธีที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็วิธีเดียวที่ทำได้ในขณะนั้น
แล่นเรือมาได้ไม่นามก็มองกลับไปเห็นเรือหัวัได้อย่างชัดเจน เรือหัวันั้นได้เปรียบกว่ามากเพราะเป็เรือขนาดใหญ่ที่มีสี่เสากระโดงมีใบเรือที่กินลมได้มากกว่าเรือของแม่สร้อยที่มีเพียงสองเสากระโดงจึงแล่นได้เร็วกว่า ทำให้ลำเรือหัวันั้นเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีๆ
แล้วแม่สร้อยก็สังเกตเห็นช่องน้ำตื้นที่คาดว่าเรือของเธอสามารถแล่นตัดออกไปได้ โดยที่เรือหัวัไม่กล้าไล่ตามมาจึงบังคับหันหัวเรือเข้าไปในช่องน้ำนั้นทันที แต่เมื่อนำเรือเข้าไปแล้วกลับไม่เป็ไปอย่างที่คิดไว้ เพราะข้างในนี้เป็อ่าวขนาดใหญ่ ที่มองเห็นูเาสูงกั้นไว้อยู่ข้างหน้าแรงลมที่ส่งเรือเข้ามาเริ่มอ่อนลง เรือมาหยุดลอยลำนิ่งอยู่กลางอ่าวมองกลับไปที่ช่องทางเข้า เห็นเรือหัวัแล่นกินลมตามเข้ามาอย่างช้าๆแม่สร้อยคว้าปืนคาบศิลาสองกระบอก ที่อยูในห้องท้ายเรือมาส่งให้กับนายสิงห์ ส่วนคนอื่นๆหยิบดาบประจำตัวขึ้นมาถือเตรียมพร้อมไว้
เรือหัวัลอยลำมาหยุดนิ่งอยู่ห่างจากเรือของแม่สร้อยไม่ไกลนัก สักพักก็ได้ยินเสียงตูมคล้ายเสียงะเิซึ่งนั่นก็คือเสียงยิงปืนใหญ่มาจากเรือหัวั ที่ดูจากลูกปืนใหญ่ที่ตกลงมาห่างจากเรือของแม่สร้อยมาก ดูจะเป็การยิงเพื่อข่มขวัญเสียมากกว่า
เรือหัวัยิ่งข่มขวัญมาห้านัดแล้วก็เงียบไป ขณะนั้นเวลาเริ่มใกล้ค่ำ ท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้วขณะที่ทุกคนเฝ้ามองไปที่เรือหัวั ก็เห็นว่าเรือเริ่มโยกไปมาแล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้นติดๆกันหลายนัด พร้อมกับเสียงคนะโดังลั่นไปหมดและสิ่งที่ทำให้ทุกคนใพร้อมๆกันก็คือ มีบางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับหัวปลาหมึกที่ตัวใหญ่พอๆกับเรือหัวั ใช้หนวดของมันโอบลัดลำเรือเอาไว้ และใช้หนวดของมันฉกจับคนบนเรือไปกินอีกด้วย
ขณะที่ทุกคนใกับภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้าเรือของพวกเขาก็เริ่มเอียงส่ายไปมา แล้วเหตุการณ์เช่นเดียวกับที่เกิดกับเรือหัวัก็เกิดขึ้นกับเรือของพวกเขาแม้เ้าปลาหมึกั์ที่ขึ้นมารัดเรือตัวนี้จะตัวไม่ใหญ่เท่าแต่พิษสงของมันกลับอยู่ที่ปลายหนวดที่มีหัวฉลามฟันแหลมคมไล่งับฉกคนบนเรือไปกินได้อย่างง่ายดายทางเดียวที่จะรอดจากปากฉลามไปได้ก็คือ ต้องใช้ดาบฟันสู้กับปากของมันลูกเรือของแม่สร้อยพลาดท่า ถูกฉกไปกินสองคนแล้วเอกกับบุญมีที่เชี่ยวชาญกับการฟันดาบ นอกจากปกป้องตัวเองแล้ว ยังต้องคอยช่วยหมอนินพันวิเศษและแม่มะลิอีกด้วย
แม่สร้อยกับนายสิงห์ที่ยืนอยู่ท้ายเรือเล็งปืนยิงไปที่หัวของเ้าหมึกั์ แต่ดูเหมือนไม่สามารถทำอะไรมันได้เลยนายสิงห์จึงทิ้งปืนแล้วเปลี่ยนไปใช้ดาบ ฟันสู้กับหนวดหัวฉลามที่เริ่มจะรัดเรือเข้ามาถึงพวกเขาทั้งสองแล้ว
ขณะที่แม่สร้อยกำลังกรอกดินปืนเพื่อบรรจุะุใหม่ ปลายหนวดหัวฉลามของมัน ก็พุ่งฉกงับเข้าใส่ดีที่นายสิงห์คอยระวังให้อยู่แล้ว ใช้ดาบฟันไปอย่างแรงทำให้ปลายหนวดที่มีหัวฉลามขาดออกตกอยู่ที่ข้างตัวแม่สร้อยนายสิงห์บอกกับแม่สร้อยให้ใช้ดาบสู้กับมัน เธอจึงทิ้งปืนลงแล้วรับดาบจากนายสิงห์ไปยังไม่ทันไรปลายหนวดปากฉลามก็งับฉับเข้าที่ หัวไหล่ข้างซ้ายของนายสิงห์แม่สร้อยใแต่ก็ยังมีสติ ยกดาบฟันไปที่หัวฉลามนั้นอย่างแรงมันจึงปล่อยปากออกจากไหล่ของนายสิงห์ เขาจึงใช้สองมือกำด้ามดาบเงื้อฟันไปสุดแรงจนปลายหนวดของมันขาดร่วงลงบนพื้นดิ้นพลิกไปมาแม่สร้อยรีบเข้าไปดูแผลรอยกัดที่หัวไหล่ของนายสิงห์ นายสิงห์บอกว่าเขายังไหวแม่สร้อยยิ้มให้แล้วบอกว่า “เราหายกัน”