ชายแปลกหน้าสองคนยืนอยู่นอกประตูโม่เหอก่อนคนเฝ้าประตูจะยกสลักไม้
หิมะบนบ่าของพวกเขาบางเกินไปสำหรับผู้ซึ่งเพิ่งเดินข้ามช่องเขารองเท้าหนังทั้งสองคู่มีโคลนติดเพียงขอบ ไม่มีรอยเปียกจากทางลำธารเสื้อคลุมสีน้ำตาลกับสีเทาดูเหมือนของพ่อค้าเดินทางทั่วไปแต่ใต้ชายเสื้อของคนตัวสูงมีปลายฝักเหล็กดำโผล่หนึ่งชุ่น
เยี่ยซิงเหอมองผ่านช่องระหว่างยุ้งข้าวกับกำแพงดินเขากลับถึงหมู่บ้านก่อนยามเหม่าเพียงครึ่งก้านธูปทันปลุกผู้ใหญ่บ้านและคนเฝ้าประตู แต่ไม่ทันปิดทางทั้งหมด
คนทั้งสองไม่ได้ลอบเข้ามา
พวกเขายืนรอให้ประตูเปิดตามกฎ ราวแขกซึ่งไม่มีสิ่งใดต้องซ่อน
“เปิดหรือไม่” คนเฝ้าประตูถามผู้ใหญ่บ้านเสียงต่ำ
ผู้ใหญ่บ้านเป็ชายวัยห้าสิบกว่า เครามีเกล็ดน้ำแข็งจับเขามองรอยล้อเกวียนซึ่งต้องออกไปรับฟืนอีกเที่ยวแล้วมองชาวบ้านสิบกว่าคนที่เริ่มมาต่อแถวด้านใน “ถ้าไม่เปิดพวกเขาจะรู้ว่าเราระแวง หากเปิด เราคุมได้ว่าพวกเขาไปที่ใด”
“ถ้าเป็โจรูเา?”
“โจรไม่ยืนรอให้จดชื่อ”
ผู้ใหญ่บ้านส่งสัญญาณให้ยกสลัก
บานประตูไม้เปิดช้า ๆ ชายแปลกหน้าทั้งสองประสานมือคนตัวสูงยิ้มสุภาพ ส่วนคนไหล่กว้างด้านหลังไม่ยิ้มเลยดวงตาของเขากวาดผ่านคนเฝ้าประตู หลังคาเรือน ทางไปลานทดสอบและรอยเท้าใหม่บนหิมะในครั้งเดียว
“พวกข้ามาจากเมืองทางตะวันออก” คนตัวสูงกล่าว“เมื่อคืนหลงทางบนเขา ขออาศัยซื้ออาหารกับน้ำร้อนสักมื้อ”
ผู้ใหญ่บ้านมองถุงสัมภาระซึ่งแบนเกินกว่าจะเป็ของคนเดินทางไกล“ตามธรรมเนียม ผู้ผ่านประตูต้องลงชื่อ ที่มา และเหตุเข้าหมู่บ้าน”
“สมควรแล้ว”
คนตัวสูงรับแผ่นไม้ไผ่ แต่แทนที่จะจาร เขาถามขึ้นราวนึกได้“หมู่บ้านนี้มีเด็กหนุ่มนามเยี่ยซิงเหอหรือไม่”
มือคนเฝ้าประตูซึ่งถือหมึกหยุด
คำถามตรงเกินกว่าจะเป็การแวะซื้ออาหารชาวบ้านใกล้ประตูหันมามองกัน เด็กคนหนึ่งอ้าปากจะตอบ มารดารีบดึงเข้าข้างตัว
เยี่ยซิงเหอรู้สึกถึงรอยเสี้ยวดาวใต้สะบัก มันยังไม่ร้อนแต่ผิวรอบ ๆ ตึงขึ้นราวรับรู้เสียงเรียกชื่อ
ผู้ใหญ่บ้านถามกลับ “พวกท่านตามหาเขาด้วยเื่ใด”
“หนี้เก่าของครอบครัว” ชายแปลกหน้าตอบ“ผู้ใหญ่ของเรา้าแน่ใจว่าเด็กผู้นั้นยังมีชีวิต หากพบและยินดีไปด้วยกันพวกข้าจะไม่รบกวนผู้ใด”
คำว่าไปด้วยกันมิได้ฟังเหมือนคำเชิญ
เสียงไม้เท้าเคาะพื้นดังจากทางหลังเรือนผู้เฒ่าโม่เดินมาอย่างไม่รีบร้อน เสื้อคลุมพาดไหล่ไม่เรียบร้อยกระบอกสุราห้อยเอียง เขาดูเหมือนคนเพิ่งตื่นเพราะเสียงประตูทว่าเยี่ยซิงเหอเห็นว่ากล่องเข็มซ่อนอยู่ในแขนเสื้อและห่อกระบี่เก่าไม่อยู่บนหลังแล้ว
“โม่เหอมีเด็กชื่อซิงเหอหลายคนหรือ” ชายชราถาม
คนตัวสูงหันไป “ข้าถามหาเยี่ยซิงเหอ”
“ที่นี่ไม่มีเด็กชื่อนั้น”
คำโกหกตกกลางประตูโดยไม่มีผู้ใดทันตั้งตัว
คนไหล่กว้างด้านหลังเหลือบมองชาวบ้านสีหน้าของหญิงดูแลลานฝึกเปลี่ยนเพียงน้อยนางก้าวมาวางถังน้ำบังเด็กสองคนซึ่งรู้จักชื่อเต็มของซิงเหอส่วนผู้คุมบัญชีที่เดินมาทีหลังซ่อนมือเปื้อนหมึกไว้ในแขนเสื้อ
ชายตัวสูงยิ้ม “คนเดินทางอาจได้ข่าวผิดแต่เมื่อคืนมีรายงานจากการทดสอบ พวกเขาจารชื่อนี้ชัดเจน”
“ผู้ตรวจจากเมืองชอบจารชื่อผิดเพื่อให้หมึกคุ้ม” ผู้เฒ่าโม่ตอบ“เด็กในเรือนข้าชื่อซิงเหอ ไม่มีแซ่ ไม่มีครอบครัวข้าเก็บได้ข้างทางเมื่อยังร้องหาแต่นมผู้ใดอ้างหนี้ตระกูลกับเขาคงต้องไปทวงจากก้อนหิน”
เยี่ยซิงเหอกำมือในเงายุ้งข้าว
เขารู้ว่าชายชรากำลังปกป้อง แต่คำว่าไม่มีแซ่ ไม่มีครอบครัวยังบาดลึกกว่าที่คาด ผู้คนในหมู่บ้านรู้เพียงว่าเขามาอยู่กับผู้เฒ่าโม่แต่เล็กไม่มีผู้ใดเคยถามละเอียด บัดนี้สายตาทุกคู่กำลังชั่งว่าคำเ่าั้เป็จริงเพียงใด
คนตัวสูงถาม “เด็กไร้ครอบครัวผู้นั้นอยู่ที่ใด”
“หนีไปเพราะอายที่ศิลาไม่ตอบ”
“ท่านพูดถึงการทดสอบทั้งที่ข้ายังมิได้กล่าวว่าเด็กซิงเหอเข้าทดสอบ”
รอยยิ้มของผู้เฒ่าโม่ไม่เปลี่ยน“ทั้งหมู่บ้านพูดเื่เดียวั้แ่เมื่อวาน คนหูหนวกยังรู้”
คนแปลกหน้าทั้งสองมองกันเพียงครู่ คนไหล่กว้างยกจมูกสูดลมหายใจเขามิได้ดมกลิ่นอาหาร สายตาเลื่อนไปยังลานทดสอบซึ่งอยู่กลางหมู่บ้าน
“พวกข้าขอซื้อน้ำร้อนที่เรือนประชุม” คนตัวสูงกล่าว “แล้วจะไป”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “คนของข้าจะนำทาง”
“ไม่ต้องลำบาก”
“เป็กฎของโม่เหอแขกต่างถิ่นห้ามเดินลำพังเมื่อเพิ่งมีของจากเมืองมาถึง”
น้ำเสียงผู้ใหญ่บ้านสุภาพ แต่ชัดว่าไม่มีทางต่อรองเขาเลือกชายฉกรรจ์สี่คนเดินประกบ หญิงดูแลลานตามไปพร้อมถังน้ำส่วนผู้เฒ่าโม่เดินปิดท้าย
เมื่อขบวนผ่านยุ้งข้าว ชายไหล่กว้างชะลอฝีเท้า
เยี่ยซิงเหอกลั้นลมหายใจ
ระยะห่างระหว่างพวกเขามีเพียงกำแพงดินหนึ่ง่แขนชายคนนั้นมองรอยเืจาง ๆ บนหิมะซึ่งเยี่ยซิงเหอหยดไว้ก่อนพันแผลใหม่แต่มารดาของเด็กคนหนึ่งก้าวออกมาเทเถ้าถ่านจากเตาทับพอดี
“ขออภัย” นางกล่าว “พื้นลื่น ข้าจะโรยเถ้ากันคนล้ม”
คนแปลกหน้ามองนาง นางก้มหน้าตามฐานะหญิงชาวบ้านมือที่ถือกระบุงสั่นเล็กน้อยแต่ไม่ถอย
เขาเดินต่อ
เยี่ยซิงเหอรอจนเสียงฝีเท้าห่าง จึงเลื่อนตัวออกจากช่องแคบเด็กสองคนที่ถูกซ่อนไว้หลังถังน้ำโผล่มาจากอีกด้าน คนเล็กถามเสียงกระซิบ“เหตุใดท่านผู้เฒ่าบอกว่าพี่ไม่มีแซ่”
“เพราะคนพวกนั้นไม่ควรรู้จักข้า”
“แต่พวกเขารู้อยู่แล้ว”
เด็กหนุ่มมองขบวนซึ่งกำลังมุ่งสู่ลาน “ใช่”
นี่คือสิ่งน่ากลัวที่สุด คนแปลกหน้ามิได้มาหาคำตอบพวกเขามายืนยันคำตอบซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว
* * *
ลานทดสอบถูกเปิดเพียงครึ่งหนึ่งในยามเช้า
ผู้ตรวจจากเมืองอนุญาตให้ชาวบ้านสองครอบครัวซึ่งยังไม่รับการทดสอบเข้าใช้ศิลาเก่าด้านข้างแต่ฉากผ้ารอบศิลาลายเงินยังปิดแน่น ผู้คุมสี่คนยืนตามมุม เมื่อชายแปลกหน้ามาถึงผู้ตรวจออกจากเรือนประชุมทันที
“พวกท่านเป็ใคร” เขาถาม
คนตัวสูงยื่นป้ายทองแดงรูปกลมให้ ป้ายไม่มีชื่อเมืองมีเพียงรอยหยดเืผ่ากลางเช่นเดียวกับลูกธนูดำ
ผู้ตรวจดูแล้วคืน “ป้ายนี้ไม่มีตราทางการ”
“พวกข้ามิได้อ้างราชการ”
“แต่กำลังเข้าใกล้วัตถุของเมือง”
“เพียงมาดูสถานที่ซึ่งคนที่ตามหาเคยอยู่”
ผู้ตรวจยืนขวาง “รายงานของข้าออกไปแล้วผู้ใด้าข้อมูลจงถามที่เมือง”
คนตัวสูงยิ้มจาง “รายงานของท่านช้ากว่าข่าวบนเขา”
บรรยากาศรอบลานตึงขึ้นชายฉกรรจ์ของหมู่บ้านจับด้ามพลั่วกับไม้คานแน่น พวกเขามิใช่ผู้ฝึกยุทธ์แต่ยืนเป็แนวปิดทางสู่เรือนและเด็ก ๆ ผู้เฒ่าโม่พิงไม้เท้าด้านหลัง ทำตาปรือ
คนไหล่กว้างก้าวไปใกล้ฉากผ้าหนึ่งก้าว
ผู้คุมเมืองชักกระบี่ครึ่งฝัก
เขาหยุด แล้วยกมือว่างให้เห็น “ข้าไม่แตะศิลา”
จากแขนเสื้อ เขาหยิบปลายลูกธนูดำออกมาหนึ่งชิ้น วางบนฝ่ามือตราโลหิตใต้คมเหล็กแห้งสนิท แต่ทันทีที่มันหันสู่ฉากผ้า เส้นแดงเล็ก ๆก็ซึมออกจากร่องสลัก
ผู้เฒ่าโม่ลืมตาเต็มที่
“เก็บของนั้น” เขากล่าว
ชายไหล่กว้างไม่สนใจ เขาหมุนตัวช้า ๆ ให้ปลายธนูชี้รอบลานเส้นแดงอ่อนเมื่อชี้ทางใต้ เข้มขึ้นเมื่อชี้ศิลา และสั่นเบา ๆเมื่อชี้ไปทางยุ้งข้าว
รอยเสี้ยวดาวใต้แผ่นหลังเยี่ยซิงเหอลุกไหม้
เขาทรุดเข่าข้างหนึ่งหลังผนังดินกัดแขนเสื้อเพื่อไม่ให้เสียงหลุด ความร้อนคราวนี้มิได้แผ่จากหัวใจออกไปมันถูกสิ่งภายนอกดึง ราวตะขอเล็กเกี่ยวอยู่ในเื
ประกายทองผุดใต้ผ้าพันมือ
เด็กหนุ่มรีบกดฝ่ามือลงบนพื้นหิมะ ความเย็นทำให้แสงจางแต่ปลายธนูในลานหันตรงมาทางเขาแล้ว
ชายตัวสูงกล่าว “เขายังอยู่”
ผู้เฒ่าโม่ก้าวหนึ่งครั้ง
ไม้เท้าแตะพื้นเบามาก ทว่าหิมะรอบปลายไม้ยุบลงเป็วงลมหายใจของคนในลานหนักขึ้นพร้อมกัน เปลวตะเกียงใต้ฉากผ้าเอนราบคนไหล่กว้างกำปลายธนูแน่น แต่แขนของเขาถูกแรงมองไม่เห็นกดจนลดลงทีละชุ่น
“ข้าบอกให้เก็บ” ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงเดิม
คนแปลกหน้าพยายามต้าน เส้นเืขึ้นที่ขมับเขามิได้คาดว่าคนเมาท้ายหมู่บ้านจะมีแรงกดดันเช่นนี้แต่ก่อนการเผชิญหน้าจะกลายเป็ศึกผู้ใหญ่บ้านยกถังน้ำร้อนจากเรือนประชุมแล้วเทลงบนพื้นระหว่างทั้งสอง
ไอน้ำพุ่งขึ้นบดบังสายตา
หญิงดูแลลานโยนเถ้าถ่านตาม น้ำสีดำกระเซ็นขึ้นเปื้อนปลายธนูตราแดงส่งเสียงฉ่าแล้วดับชั่วคราว
“พื้นลานของข้าไม่ใช่ที่เล่นของคนนอก” นางกล่าว“หากมาซื้อน้ำก็ดื่ม หากมาหาเื่ก็ออกประตู”
การกระทำธรรมดาของนางตัดจังหวะซึ่งอาจทำให้คนตายผู้คุมเมืองฉวยโอกาสก้าวมาข้างหน้า กระบี่ทั้งสี่ออกจากฝักเต็มเล่ม
คนตัวสูงยกมือห้ามสหาย “พอแล้ว เราได้สิ่งที่้า”
เขาหันไปทางผู้เฒ่าโม่“ท่านปกป้องเด็กไร้แซ่ด้วยพลังเกินฐานะคนเฝ้าหมู่บ้าน”
“ข้าปกป้องประตูบ้านจากคนไม่รู้มารยาท”
“คืนนี้พวกข้าถูกโจมตีบนเขา อาจเป็ฝีมือท่าน”
“หากเป็ฝีมือข้า พวกเ้าคงไม่มีปากมาถาม”
รอยยิ้มของชายตัวสูงหายไปชั่วครู่ เขามองผู้เฒ่าโม่ ผู้ตรวจและชาวบ้านซึ่งยืนรวมกัน จากนั้นประสานมือ
“รบกวนแล้ว”
“น้ำยังไม่ได้ดื่ม” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“พวกข้าอิ่มแล้ว”
ชายทั้งสองหมุนตัวเดินออกจากลาน ไม่มีผู้ใดขวางผู้เฒ่าโม่มิได้ตาม เขารู้ว่าฆ่าพวกนี้ในหมู่บ้านจะทำให้ผู้ส่งรู้มากกว่าเดิมและชาวบ้านต้องรับคมดาบแทน
เยี่ยซิงเหอรอจนความร้อนใต้สะบักลด จึงออกจากหลังยุ้งข้าวผู้คนหลายคนเห็นเขาแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดเรียกชื่อ
เด็กชายบุตรนายพรานเดินมาข้างกาย เขาถือไม้คานสั้นในมือ“ข้าไม่รู้ว่าพวกมันเป็ใคร”
“ข้าก็ไม่รู้”
“แต่ถ้าพวกมันกลับมา เ้าบอกก่อน อย่าคิดแบกคนเดียว”
เยี่ยซิงเหอมองชายฉกรรจ์ซึ่งถือพลั่ว หญิงผู้เทเถ้าถ่านผู้ใหญ่บ้านที่ใช้น้ำร้อนหยุดศึก และผู้ตรวจจากเมืองซึ่งยังยืนรักษาศิลาของตนทุกคนมีเหตุผลต่างกัน ไม่มีผู้ใดรู้ความจริงทั้งหมดแต่ครู่หนึ่งพวกเขาเลือกไม่ส่งเขาให้คนแปลกหน้า
ความอับอายจากคำโกหกยังอยู่ทว่ามันมิใช่สิ่งเดียวที่ชาวบ้านมอบให้
* * *
ชายแปลกหน้าทั้งสองออกจากประตูทางตะวันออกในยามสาย
คนเฝ้าประตูมองจนร่างหายหลังแนวสน แล้วรีบลงสลักผู้ใหญ่บ้านสั่งให้เด็กกับผู้สูงวัยอยู่ในเรือน จัดคนเฝ้าทางเขาสามผลัดและห้ามผู้ใดออกไปเก็บฟืนเพียงลำพัง
ผู้ตรวจจากเมืองส่งผู้คุมคนหนึ่งควบม้าตามนกส่งสารไปเขายังมิได้บอกเยี่ยซิงเหอว่ารายงานเขียนอะไรเพียงสั่งให้เด็กหนุ่มอยู่ในโม่เหอและเตรียมรับการตรวจซ้ำ
เมื่อผู้คนแยกย้าย เยี่ยซิงเหอกลับเรือนกับผู้เฒ่าโม่
ทั้งสองเงียบตลอดทาง คำว่าไม่มีแซ่ ไม่มีครอบครัวเดินอยู่ระหว่างพวกเขาเหมือนบุคคลที่สาม
ถึงหน้ารั้ว เด็กหนุ่มหยุด“เมื่อคืนท่านบอกว่ารับข้าเพราะข้าหนาวและหิว”
“ใช่”
“เช้านี้ท่านบอกว่าเก็บข้าได้ข้างทาง”
“ข้าโกหกพวกมัน”
“ส่วนใดเป็คำโกหก”
ผู้เฒ่าโม่มองเรือนเก่า หิมะบนชายคาหล่นลงมาหนึ่งก้อน“เ้ามีแซ่ มีบิดามารดา และมีผู้ซึ่งอยากให้เ้ามีชีวิตแต่ข้ายังบอกไม่ได้ว่าพวกเขาเป็ใคร”
หัวใจเยี่ยซิงเหอกระแทกแรง “เหตุใด”
“เพราะชื่อบางชื่อเป็ทางให้ศัตรูตามเ้าเช่นเดียวกับเืบนลูกธนู”
“เยี่ยคือชื่อเช่นนั้นหรือ”
ชายชราไม่ตอบตรง “คนสองคนนั้นมิใช่ผู้ที่เรากลัวที่สุดพวกมันเป็เพียงมือซึ่งถูกส่งมาวัดว่าเ้าตื่นหรือยัง”
“ตื่น?”
“พลังใต้ผนึก”
คำว่าผนึกเป็คำแรกซึ่งมีรูปร่างชัดเจน มิใช่ความว่างมิใช่เส้นปราณพิการ หากเป็สิ่งที่ถูกปิดไว้โดยเจตนา
“ตอนตรวจบนเขา ท่านรู้แล้ว?”
“ข้าสงสัยมานาน คืนนี้จึงแน่ใจ”
“แล้วจะเปิดมันหรือ”
“ไม่จนกว่าเรารู้ว่าการเปิดจะฆ่าเ้าหรือเรียกผู้ใดมา”
เยี่ยซิงเหอมองมือของตน “แต่พวกมันรู้ว่าข้ายังมีชีวิตแล้ว”
“ใช่”
“เราจึงไม่มีเวลารอ”
ผู้เฒ่าโม่ถอนใจ ยกมือเปิดประตูรั้ว “กินข้าว พักหนึ่งชั่วยามแล้วตามข้าเข้าถ้ำหลังน้ำตก”
“ท่านเคยห้ามข้าไปที่นั่น”
“วันนี้มีเื่ที่ข้าเคยห้ามมากพอแล้ว”
เยี่ยซิงเหอก้าวเข้ารั้วเขารู้ว่าคำตอบในถ้ำอาจมิใช่สิ่งที่้าแต่เป็ครั้งแรกที่ผู้เฒ่าโม่ยอมพาเขาไปหาคำตอบแทนการซ่อนมัน
ไกลออกไปหลังช่องเขาชายตัวสูงกับสหายหยุดตรงหน้าผาซึ่งลมพัดแรง พวกเขานำปลายธนูดำออกจากห่อตราโลหิตซึ่งเปื้อนเถ้าถ่านยังมีเส้นทองเล็ก ๆ ติดอยู่ในร่อง
คนไหล่กว้างถาม “เหตุใดไม่จับตัว”
“ผู้เฒ่าผู้นั้นยังซ่อนพลัง และผู้ตรวจเมืองอยู่ในหมู่บ้านเรามีหน้าที่ยืนยัน มิใช่เสียชีวิตเพื่อชิงเด็ก”
“ยืนยันได้หรือ”
ชายตัวสูงใช้มีดกรีดปลายนิ้ว หยดเืลงบนแผ่นผ้าแคบแล้วกดปลายธนูทับ เส้นทองพิมพ์เป็รอยเสี้ยวดาวจาง ๆ
“ได้” เขาตอบ “เยี่ยซิงเหอยังมีชีวิต และผนึกเริ่มตอบแล้ว”
เขาม้วนผ้าใส่กระบอกสีดำ ผูกกับขานกขนดำตัวหนึ่ง
ก่อนปล่อย เขาจารข้อความเพียงสี่คำบนแผ่นไม้บาง
รายงานไปยังท่านจ้าว
นกดำทะยานขึ้นสวนทางกับผู้คุมเมืองซึ่งกำลังควบม้ามาโดยไม่เห็นเงามันเหนือเมฆ
เมื่อกระบอกสีดำพ้นหุบเขาตราโลหิตบนปลายธนูในมือชายแปลกหน้าก็แตกเป็สองส่วน
หน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว