เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปในทางวิ่งไม่ไกลนักแรนดี้ก็หยุดลงเอาเท้ายันพื้นดินไว้เพื่อทรงตัวดอว์นซึ่งคลายใจที่ความสนใจของลูกชายมีเพียงแค่นั้นออกเดินตามไปเพราะเธอเองก็อยากจะเห็นบ้านใกล้ๆ อยู่เหมือนกัน
“ดูนั่นสิ”
ดอว์นชี้ไปยังช่องลมที่มีฝาแคบๆเปิด-ปิดได้ตรงหลังคา
“นั่นละวิธีระบายอากาศแบบโบราณของชาวคีย์เวสท์ ยิ่งกว่านั้นมันก็ยังเป็ช่องที่ลมเย็นจะพัดผ่านเข้ามาได้ด้วย”
“จริงหรือครับ”
ดวงตาของแรนดี้เป็ประกายไม่ใคร่แน่ใจนักว่าแม่กำลังพูดเื่อะไรอยู่
“จริงสิลูก”
ดอว์นยืนยันแน่นแฟ้นหันไปกวาดสายตามองตัวบ้านอีกครั้ง มันมีความปรารถนาฉายแสงอยู่ในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น“แม่รักบ้านเก่าแบบนี้จริงๆ”
“งั้นเราก็ซื้อเสียเลยสิครับแม่”
เด็กชายเสนอความเห็นขึ้นและรีบพูดต่อก่อนที่เธอจะทันตอบ“แม่ยังบอกเลยว่าชอบบ้านหลังนี้ แล้วตอนนี้เราก็กำลังหาที่อยู่ใหม่กันด้วย”
“ใจเย็นๆก่อนลูก”
ดอว์นรู้ดีว่าคำพูดประโยคนั้นมันมีความกระตือรือร้นแฝงอยู่
“ไม่ถูกต้องเลยนะที่เราจะซื้ออะไรเพียงเพราะเราชอบมันเท่านั้นเราจะต้องรู้ราคา ต้องรู้ว่าเขามีเงื่อนไขในการจ่ายเงินยังไงด้วย ยิ่งกว่านั้นเราจะต้องรู้เสียก่อนว่าถ้าซื้อแล้วจะต้องใช้เงินซ่อมแซมอีกมากน้อยแค่ไหนเท่าที่ดูนี่รู้สึกว่ามันจะเกินกำลังเรานะแรนดี้”
“เื่ซ่อมแซมเราทำเองบ้างก็ได้นี่ครับแม่”
แรนดี้เสนอความเห็นอีกครั้ง
“ตาต้องช่วยเราได้แน่เลยผมว่าแม่น่าจะเข้าไปดูงานไม้ฝีมือตาที่อยู่ในโรงรถบ้างนะครับ พนันได้เลยว่าตาต้องซ่อมทุกอย่างแน่”
“อ้าว..ก็ตาของลูกเป็ช่างไม้ที่มีฝีมือนี่จ๊ะ”
พ่อของเธอไม่เคยวางมือจากการนำแผ่นไม้มาประดิษฐ์เป็สิ่งของต่างๆเลยมันเป็งานที่เขาทำด้วยความชำนาญมาชั่วชีวิต
“แต่ว่าที่เราจะต้องซ่อมน่ะมันไม่ใช่แค่งานไม้อย่างเดียวหรอก ยังมีเื่ท่อน้ำทิ้งเื่การเดินสายไฟและอะไรต่อมิอะไรอีกตั้งหลายอย่าง”
“ผมว่าแม่เพียงแค่เดาเท่านั้นละน่า”
แรนดี้พยายามใช้วิธีอื่น
“เพราะแม่เองก็ยังไม่รู้ว่าในบ้านหลังนี้มันจะมีอะไรให้เราต้องซ่อมแซมหรือเปล่า”
“มันก็จริงอยู่หรอกนะ”
ดอว์นจำต้องยอมรับความจริงในเื่นี้
“แต่ถึงยังไงเราก็ไม่มีเงินมากพอที่จะเอามาซื้อบ้านที่อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างมากมายหรอก”
โดยความเป็จริงเธอไม่อยากพูดถึงเงินที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด แต่แรนดี้ควรได้รับรู้ว่าการจะซื้อบ้านสักหลังมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาค่าซื้อเพียงอย่างเดียว
“แต่ถึงยังไงเราก็ยังถามเขาเพื่อหาความรู้ได้นี่ จริงไหมล่ะครับแม่?”
แรนดี้ยังไม่ลดละความพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมต่อไป
ดอว์นเริ่มเกิดความลังเลขึ้นมาถ้าจะว่าไปแล้วมันก็ไม่ใช่เื่เสียหายอะไรที่จะสอบถามหาความรู้อย่างที่แรนดี้ว่าอย่างน้อยการถาม นอกจากจะรู้ราคาบ้านที่เ้าของตั้งไว้แล้ว ก็ยังจะได้รู้ด้วยว่าบ้านหลังนี้อยู่ในสภาพอย่างไร มันมีคำว่า “ถ้า”อยู่มากมายก่อนที่จะก้าวหน้าไปให้ไกลกว่านี้
“แม่จะลองดูก็แล้วกัน”
เธอตอบแบ่งรับแบ่งสู้และเตือนลูกชายว่าเสียเวลาอยู่ที่นี่กันนานเกินไปแล้ว ควรจะกลับกันได้เสียที
ที่โต๊ะอาหารค่ำวันนั้นแรนดี้ดูจะผูกขาดการคุยเื่ที่ออกไปขี่จักรยานกับแม่ซึ่งเท่ากับเป็การเตือนดอว์นเป็นัยถึงสิ่งที่เธอสัญญาไว้
“เรายังแวะดูบ้านเก่าหลังหนึ่งด้วยนะครับ”
เด็กชายหันไปบอกตา
“ผมอยากให้ตาได้เห็นบ้านหลังนั้นด้วยกันจังเลยครับหญ้าขึ้นรกรุงรังก็จริงแต่ดอกไม้สวยมากเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งของแม่เคยอยู่บ้านหลังนั้นใช่ไหมครับ?”
ลูกชายดึงดอว์นให้เข้าร่วมในการสนทนาอย่างชาญฉลาด
“ก็บ้านเก่าของพวกแวน เดอเวียร์นั่นแหละค่ะพ่อ”
ดอว์นพูดเรียบๆขณะตักซุปหอมกรุ่นใส่ปาก
“เออ..พ่อกับแม่พอจะรู้ไหมคะว่าตอนนี้ใครเป็เ้าของบ้านหลังนั้นอยู่?”
เธอหันไปถามมารดา
สีหน้าของริต้าเคเนดี้เครียดเคร่งขึ้นอย่างประหลาด แต่สามีของนางซึ่งบัดนี้เรือนผมสีแดงเข้มได้เปลี่ยนเป็สีขาวหมดทั้งศีรษะแล้วเป็ผู้ตอบแทน
“ดูเหมือนมันจะเป็ของ..”
“ฉันว่าไม่ใช่หรอก..”
ริต้ารีบขัดขึ้นทันทีจ้องตาสามีก่อนจะชำเลืองมองไปทางแรนดี้
“แนคิดว่ามีใครคนหนึ่งจากแผ่นดินใหญ่เป็คนซื้อบ้านหลังนั้นไว้แต่แม่มารู้ว่า เขาก็กำลังบอกขายอยู่เหมือนกันนะดอว์นลองถามจากบริษัทซื้อขายที่ดินดูก็ได้นี่ลูก”
“ดีค่ะ”
ดอว์นตอบเรียบๆแต่ไม่วายสงสัยในอากัปกิริยาของมารดาที่ดูแปลกเปลี่ยนไป
“ทำไม..นี่ลูกคิดจะซื้อบ้านหลังนั้นหรือไง?”
บิดาเอ่ยถามขึ้น
“เท่าที่พ่อรู้บ้านหลังนั้นปลูกสร้างขึ้นไว้แข็งแรงมากทีเดียว”
“ใช่ครับ”
แรนดี้รีบเสริมอย่างแข็งขัน
“สำหรับตอนนี้ก็เพียงแค่อยากรู้เท่านั้นละค่ะ”
เธอกล่าวแต่ความเป็ไปได้ก็ยังดึงดูดใจอยู่
จนเมื่อการรับประทานอาหารสิ้นสุดลงและดอว์นช่วยมารดาล้างจานอยู่ที่ความสงสัยของเธอได้รับการยืนยัน ตอนนั้นเธออยู่เพียงลำพังกับริต้า ส่วนแรนดี้กับตาลงไปอยู่ในโรงรถแล้ว
“ใครเป็เ้าของบ้านแวน เดอเวียร์นั่นกันแน่คะแม่?”
เธอเอ่ยถามขึ้นตรงๆ
“สเลเตอร์ มึไบรด์”
มารดาตอบไม่เต็มเสียง
“แม่น่ะอยากเอาอะไรยัดใส่ปากพ่อเสียจริง..บอกตั้งหลายหนแล้วว่าเวลาพูดเื่สำคัญไม่ให้พูดต่อหน้าแรนดี้ พ่อของหนูเป็อย่างนี้ทุกทีพูดแล้วถึงจะได้คิด”
“แล้วทำไมเขาถึงซื้อบ้านนั้นไว้ล่ะคะ?”
ดอว์นเอ่ยถามสิ่งที่อยู่ในความคิดออกมาดังๆ
“เขาคงถือว่าเป็การลงทุนอย่างหนึ่งละมัง”
ริต้ายักไหล่
“เขาเป็เ้าของที่ดินหลายแห่งอยู่หรอกซื้อมาขายไปอยู่ตลอดเวลา ที่จริงสเลเตอร์มีความสามารถในเื่นี้ไม่น้อยรู้จักสร้างตัวเอง..”
นางชะงักคำพูดลงเมื่อเห็นสีหน้าลูกสาวเปลี่ยนไป
“แม่ขอโทษนะดอว์นแต่การที่หนูเลือกจะแต่งงานกับซิมป์สันแทนที่จะเป็แม็คไบรด์มันก็ไม่ใช่ความผิดที่ใครจะมาว่าได้นี่ แม้ว่าตอนนี้ฐานะเขาจะดีขึ้นมากแล้วก็เถอะ”
นางปลอบใจลูกสาว
“หนูรู้ค่ะ”
ดอว์นถอนหายใจยาวเมื่อมาถึงเวลานี้เธอรู้แล้วว่า ความรักเป็สิ่งที่มีคุณค่าสำหรับชีวิตมากแค่ไหนและเธอช่างโง่เขลาเพียงไรที่แต่งงานกับเงินเพราะคิดว่าเงินเป็สิ่งที่มีค่ากว่าความรัก แม้ว่าเธอจะพยายามหักห้ามความเสียใจที่ตัดสินใจผิดลงไปแต่ถึงอย่างไรความรู้สึกดังกล่าวก็ยังย้ำเตือนให้เกิดความอาวรณ์อยู่ไม่รู้วาย
“ั้แ่หนูแต่งงานไป..รู้สึกว่าสเลเตอร์ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเป็การใหญ่”
มารดากล่าวต่อด้วยสีหน้าและน้ำเสียงสลดลง
“เงินทุกเซ็นต์ที่เขาหามาได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามเขาเอาไปลงทุนหมด ยอมเสี่ยงแม้ว่ามันจะหมายถึงหมดตัว”
นางส่ายหน้าราวสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวัง
“แม่ว่าเมื่อมาถึงเวลานี้มันคงกลายเป็นิสัยไปแล้วละมัง”
นางยกมือขึ้นลูบเรือนผมสีเปลวไฟของลูกสาวแ่เบาเป็กิริยาที่เตือนใจให้ดอว์นคิดถึงเมื่อครั้งยังเด็ก ยามที่มาอยากจะปลอบโยนให้เธอหายจากความขุ่นข้องหมองใจแม่ก็จะลูบหัวอย่างนี้เสมอ
“แต่นั่นแหละเงินมันไม่เคยทำให้เรามีความสุขขึ้นมาได้หรอกไม่ว่าจะเป็เขาหรือเป็ตัวลูกเองก็ตาม”
“นั่นสิคะแม่”
รอยยิ้มอย่างเสียใจฉาบขึ้นตรงมุมปาก
“หนูคิดจะติดต่อเขาเื่บ้านหลังนั้นไหมล่ะ?”
ดอว์นไข๊อกเปิดน้ำใส่ลงในอ่างล้างจาน
“หนูว่าแรนดี้คงไม่ปล่อยให้หนูอยู่อย่างเป็สุขจนกว่าหนูจะสอบถามเื่บ้านให้รู้เื่หรอกค่ะ”
เธอหัวเราะเบาๆทั้งที่ปราศจากอารมณ์ขัน
“และหนูก็คิดว่ามันเป็ข้ออ้างที่ดีที่หนูจะติดต่อกับเขาด้วยมันก็คงเหมือนกับการที่เราเอาเท้าหยั่งอุณหภูมิของน้ำเสียก่อนที่จะจุ่มลงไปในอ่างอาบทั้งตัวละมังคะ”
“นั่นสินะ ไอ้การที่จู่ๆหนูจะเดินเข้าไปหาเขาแล้วก็เล่าเื่แรนดี้ให้ฟัง มันก็ออกจะยังไงๆอยู่เหมือนกัน”มารดาตอบอย่างเห็นด้วย
“นั่นเป็เื่ที่เราจะต้องพูดกันต่อไปค่ะ”
ดอว์นรู้ว่าตัวเองกำลังผัดวันประกันพรุ่งที่จะติดต่อกับสเลเตอร์นานเกินไปแล้วไม่มีเหตุผลที่จะถ่วงเวลาอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรเธอก็ต้องเผชิญหน้ากับเขาอยู่ดีแต่ปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยเธอก็ยังมีเวลาคิดอีกตั้งคืน..