ด้วยบรรยากาศในมิติอันเย็นสบาย บวกกับอาหารร้อนๆ อย่างหม้อไฟจึงทำให้ทุกคนรู้สึกอิ่มเอมใจเป็อย่างมาก เนื้อที่แทบจะละลายในปาก รสชาติน้ำจิ้มที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน ทำให้เฟยเทียน เฟยิ เย่วซินและเสี่ยวฮว่าติดใจยิ่งนัก พวกเขานำอาหารนี้ขึ้นเป็สิ่งโปรดปรานในทันใด
ทั้งหม้อไม่เหลือแม้กระทั่งน้ำซุปสักหยด เฟยเจินรู้สึกอึ้ง แต่เธอก็ภูมิใจในฝีมือตนเอง ทุกคนช่วยกันทำความสะอาด ก่อนจะแยกย้ายกันไปแปรงฟัน หลังเฟยเจินสอนวิธีใช้อย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
เมื่อทุกคนแปรงฟันเสร็จ ก็มารวมตัวกันในกระท่อมในมิติตามเดิม เฟยเจินจึงถามทุกคนว่ารู้สึกอย่างไรกับแปรงสีฟันนี้
“ข้าไม่เคยรู้สึกฟันสะอาดขนาดนี้มาก่อนเลยขอรับ มันมีกลิ่นหอมออกมาจากปากข้าด้วย พี่รองอยากลองดมหรือไม่ขอรับ” เฟยิรีบยกมือขึ้นขอตอบคนแรก เด็กน้อยอ้าปากกว้างแสดงให้เห็นถึงฟันที่เรียงกันขาวสะอาดสวยงาม
“ดีมากน้องเล็ก หากฟันสะอาดหมายความว่าเ้าใช้แปรงอย่างถูกวิธี” เฟยเจินพูดขึ้นหลังจากกลั้นหายใจตามสัญชาตญาณขณะน้องเล็กยื่นหน้าเข้ามาใกล้พร้อมอ้าปากเพื่อให้ลองดม เธอถอยห่างออกมาเล็กน้อยและหันไปถามคนอื่นๆ ต่อ
“ข้าก็คิดเหมือนน้องเล็กเช่นกัน มันวิเศษมาก ขนแปรงมันนุ่มจริงๆ และมันเข้าไปทำความสะอาดฟันได้อย่างทั่วถึง ข้ารู้สึกพอใจเป็อย่างมาก” เฟยเทียนพูดด้วยรอยยิ้ม
“เ้าล่ะ เย่วซิน รู้สึกอย่างไรบ้าง” เฟยเจินหันไปถามเย่วซินบ้าง เธอรู้ว่าหากไม่เจาะจงชื่อ เย่วซินคงไม่มีทางพูดออกมาเองเป็แน่
“ข้ารู้สึกฟันสะอาดมากๆ ขอรับ” พูดจบ เขาก็จ้องมองเฟยเจินด้วยใบหน้านิ่งเรียบอย่างที่ชอบทำเป็ประจำ
“แล้วเ้าล่ะ เสี่ยวฮว่า เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง” ร่างเล็กหันไปถามเ้าจิ้งจอกแดงตัวน้อยต่อ
“มันมีกลิ่นหอม อร่อยดี” เ้าจิ้งจอกแดงพูดขึ้นพร้อมเลียริมฝีปาก ได้ฟังคำตอบดังนั้น เฟยเจินก็พูดมิออก และจับเ้าจิ้งจอกแดงไปแปรงฟันอีกรอบหนึ่ง
ใกล้เวลากลางยามซวี (19.00-20.59น.) ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ยกเว้นเฟยเจินที่กำลังนั่งจดบันทึกจำนวนแปรงสีฟัน หรือของต่างๆ ที่พวกเธอผลิตขึ้นมา เธอคิดจะเริ่มทำธุรกิจขายแปรงสีฟัน ยาสีฟัน และกระปุกยาสมุนไพรที่ทำจากต้นหางฟ้า ซึ่งจะแบ่งเป็กระปุกสำหรับทาาแ การห้ามเื และอีกกระปุกสำหรับให้ความชุ่มชื้น เื่ความงามโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้เธอยังไม่มีเงินต้นทุนในการสร้างร้านค้าเลย
เมื่อคิดหาทางไม่ออก เธอจึงออกไปเดินเล่นในป่าภายในมิติ เพราะหากจะขายเห็ดทรัฟเฟิลก็ยังมิได้ ต้องรออีกตั้งเกือบเดือนหนึ่งถึงเห็ดจะเติบโต
อืม… จะทำอย่างไรดี คิดไปคิดมาก็เดินเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ จนเธอสะดุดอะไรบางอย่างเข้า
“สิ่งนี้อย่างไรที่ทำเงินได้!” ร่างเล็กรีบเก็บสมุนไพรหายากทั้งหลายที่อยู่ในมิติ โดยเธอเก็บเห็ดหลินจือ โสม อึ้งคี้ และตังเซียมที่เห็นกลับไปในกระท่อมอีกครั้ง เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับมัน
พลิกกระดาษเปิดข้อมูลดูก็ใเป็อย่างมาก เพราะสมุนไพรหายากทั้งสี่นี้ มันมีอายุเป็พันปีทั้งหมด หากนำไปขายจะเป็เื่ใหญ่หรือไม่หนอ สุดท้ายเธอจึงคิดจะขายเพียงแค่ โสมพันปี ต้นเดียวเพียงเท่านั้น ถ้าหากผู้อื่นรู้ว่าเธอมีในเยอะเพียงนี้คงไม่เป็อันดี และอาจนำภัยมาสู่ครอบครัวเธอได้ ตอนจะขายก็ต้องปกปิดตัวตนเป็พิเศษเช่นกัน
วันรุ่งขึ้น เฟยเจินรีบตื่นขึ้นมาทำมื้อเช้า เธอทำข้าวไข่เจียว 5 จานอย่างเรียบง่าย หลังจากกินเสร็จ เธอก็พูดคุยกับทุกคนเื่ธุรกิจ และในวันนี้เธอจะนำโสมพันปีเข้าไปขายเพื่อเอาเงินต้นทุนมาเปิดร้านค้า
“มันจะอันตรายหรือไม่น้องรอง ข้าเป็ห่วงเ้า ให้ข้าไปด้วยเถิด” เฟยเทียนพูดด้วยสีหน้าเป็กังวล เื่นี้เป็เื่ใหญ่ แค่โสมร้อยปีก็มีมูลค่ามากมายมหาศาลแล้ว ชาวบ้านธรรมดามิอาจเอื้อมถึง หากผู้อื่นรู้ว่าน้องสาวเขามีโสมพันปีจะเป็อย่างไร ยิ่งคิด หัวใจก็เต้นเร็วมากขึ้น
“ข้าจะปกปิดใบหน้าและปลอมแปลงน้ำเสียงเ้าค่ะ ไปคนเดียวจะสะดวกกว่าเพราะข้ารู้วิทยายุทธ หากไปสองคนจะหนีได้ยากเ้าค่ะ แต่หากพี่ใหญ่กังวลจริงๆ ก็คอยอยู่ในมิติก็ได้เ้าค่ะ หากข้าไม่ไหว ท่านก็ออกมาช่วยดีหรือไม่เ้าคะ” เฟยเจินพยายามพูดถึงความเป็ไปได้มากที่สุดและวิธีแก้ปัญหา เธอไม่ยอมให้พี่ใหญ่ได้รับาเ็เด็ดขาด หากเธอไม่ส่งจิตขอความช่วยเหลือจากพี่ใหญ่ เขาก็คงไม่รู้เหตุการณ์ภายนอก เธอคิดในใจ
“ข้าอยากอยู่ในมิติ รอช่วยพี่รองด้วยขอรับ” เฟยิออดอ้อนเฟยเจิน เธอจึงหันไปมองเย่วซิน เมื่อเห็นเขาพยักหน้า เธอก็ยินยอมให้ทุกคนคอยอยู่ในมิติระหว่างเธอเข้าเมืองคนเดียวเพื่อขายโสมพันปี
ก่อนจะออกเดินทางไปรอขึ้นเกวียนเทียมวัว เฟยเจินก็ทำเกี๊ยวน้ำหม้อใหญ่สำหรับมื้อเที่ยงทิ้งไว้ในมิติ เพราะน้องเล็กอยากจะกินเกี๊ยวน้ำอีก จากนั้นเธอก็ไปเตรียมชุดสำหรับเปลี่ยนในเมือง
หลังผ่านเข้าเมืองมาเรียบร้อยแล้ว เฟยเจินก็ตรงไปที่ตรอกมืดที่เดิมและหายวับเข้าไปในมิติอย่างรวดเร็ว เธอออกมาด้วยชุดผ้าป่านสีเทาและมีผ้าคลุมหน้ากับปากสีเดียวกัน เห็นเพียงดวงตาสองข้างเท่านั้น
ร่างเล็กตรงไปที่สมาคมแพทย์โอสถ สมาคมแห่งนี้เป็สาขาย่อยที่กระจายอยู่ในแคว้นจินแห่งนี้ ส่วนสาขาใหญ่จะอยู่ที่แคว้นชิงที่อยู่ติดกับแคว้นจินทางด้านซ้าย
“สนใจโอสถแบบใดเดินเลือกชมได้เลยขอรับ” หลังเฟยเจินเดินผ่านองครักษ์สองคนที่คอยเฝ้าอยู่หน้าสมาคมเข้ามาด้านใน ผู้ดูแลสมาคมก็พูดขึ้นอย่างมีมารยาท
“ข้าขอรบกวนพี่ชายเรียกหัวหน้าสมาคมแห่งนี้ออกมาคุยกับข้าได้หรือไม่ขอรับ ข้ามีสมุนไพรหายากมาขาย” เฟยเจินเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่มร่างสูงและพูดขึ้นเสียงเบา เธอดัดเสียงให้ต่ำกลายเป็เสียงเด็กหนุ่ม
“ตามข้าน้อยมาขอรับ” ผู้ดูแลผายมือ ก่อนจะนำทางไปชั้นสอง เข้าไปในห้องหนึ่ง
ในห้องคล้ายห้องรับรองแขก มีขนาดเล็กและมีเก้าอี้ยาวทำจากไม้แดงสองฝั่งพร้อมทั้งโต๊ะน้ำชาคั่นกลาง เธอเดินไปนั่งและจิบน้ำชารอ ไม่นานนัก ชายชราผู้หนึ่งก็เข้ามาด้วยความเยือกเย็น
“เ้านำสมุนไพรใดมาขายงั้นหรือ” ชายชราไม่อ้อมค้อม พูดเข้าประเด็นทันที
“โสมพันปีขอรับ” เฟยเจินหยิบโสมพันปีจากในตะกร้าไม้ไผ่ออกมา ยื่นส่งให้ชายชราตรวจสอบ
หัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นโสมพันปีของจริง ชายชรานิ่งไปสักพักหนึ่ง ตรวจสอบดูหลายครั้งหลายคราจึงมั่นใจว่าเป็โสมพันปีอย่างแน่นอน ก่อนจะกระแอมไอออกมาเล็กน้อย
“หากเ้าร้อนเงิน สมาคมข้ายินดีรับซื้อไว้ในราคา หนึ่งหมื่นตำลึงทอง แต่หากเ้าไม่รีบ ข้าจะช่วยนำไปเข้าโรงประมูลฮุ่ยฉวีให้เ้าเป็อย่างไร” พูดจบก็มองสีหน้าแขกในชุดเทาร่างเล็ก
“ข้าไม่รีบขอรับ ท่านช่วยนำเข้าโรงประมูลได้เลยขอรับ ข้าจะให้ค่าผ่านทาง”
“ข้าไม่้าค่าผ่านทางหรอก หากเ้ายอมรับแผ่นหยกอันนี้ไปและบอกชื่อสกุลกับข้าก็เพียงพอแล้ว” ชายชรายื่นแผ่นหยกสีมรกตให้นาง มันมีคำว่าสมาคมแพทย์โอสถสลักไว้ เฟยเจินยื่นมือไปรับเอามาตรวจสอบดู เธอยังไม่รู้ถึงความหมายของมัน
“หากเ้ามีแผ่นหยกนี้ไปสาขาสมาคมแพทย์โอสถใด เ้าจะได้รับส่วนลดร้อยละยี่สิบและจะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น” ชายชราอธิบายขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่พูดสิ่งใด
“ขอบคุณขอรับ ข้าสกุลซู” เฟยเจินยิ้มภายใต้ผ้าที่บดบังปากเธอไว้ และเก็บแผ่นหยกเข้าเสื้ออย่างสงบนิ่ง
“ในอีกสามวันข้างหน้าจะมีการประมูลที่โรงประมูลฮุ่ยฉวี หากเ้า้าเข้าร่วมก็รับสิ่งนี้ไป ข้าได้จองพื้นที่นั่งพิเศษไว้แล้ว” ชายชราวางแผ่นไม้ที่ถูกสลักอย่างงดงามลงบนโต๊ะยื่นมาทางเธอ
“ข้าจะไปขอรับ” เฟยเจินรับมาเก็บไว้ ก่อนจะบอกลาชายชราและออกมาจากสมาคมแพทย์โอสถ
เธอเดินเข้าไปทางตรอกมืดและหายเข้าไปในมิติอีกครา เปลี่ยนไปใส่อีกชุด เดินไปหาพวกพี่ใหญ่ในกระท่อม เพื่อกินเกี๊ยวน้ำด้วยกัน เธอเล่าเื่ทั้งหมดให้ทุกคนฟังด้วยความตื่นเต้น สมาคมได้เสนอเงินเป็จำนวนหมื่นตำลึงทองเชียว หากนำไปประมูล ราคาคงจะสูงกว่านี้เป็แน่
“ข้าไม่อยากให้เ้าไปงานประมูลคนเดียวเลยน้องรอง เ้าพาเย่วซินในร่างหมาน้อยไปด้วยดีหรือไม่ จะได้ช่วยกันระวังความปลอดภัย” เด็กชายคนโตพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ได้เ้าค่ะ ข้าจะพาเย่วซินไปด้วย” เฟยเจินจำต้องยินยอมเพราะเห็นความกังวลอย่างมากของพี่ใหญ่
เฟยเจินออกมาจากมิติ สวมชุดผ้าป่านสีชมพูสีเดิมแทนสีเทา แวะซื้อขนมก้อนน้ำตาล 1 ถุง เดินไปรอขึ้นเกวียนเทียมวัวหน้าทางเข้าเมือง
หลังจากกลับมาถึงบ้านแล้ว ทุกคนก็ออกมาจากมิติ ส่วนเฟยเจินขอตัวเดินไปหาซูเจียวที่บ้านใหญ่ เธอเดินผ่านทางลำธารสายหนึ่ง เห็นเด็กสาวมัดเปียสองข้างคนหนึ่งดูคล้ายซูเจียวกำลังนั่งซักผ้าอยู่ จึงลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
“ท่านพี่เจียว ท่านเป็อะไรหรือเ้าคะ” เฟยเจินถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นเด็กสาวร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะกำลังนั่งซักผ้าคนเดียวอยู่ริมลำธาร
“อะ… อาเจิน” ซูเจียวใจนเผลอปล่อยผ้าลอยไปกับสายน้ำ เฟยเจินเห็นดังนั้นจึงรีบลงไปในลำธารและหยิบเสื้อขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว ทำให้ชุดกระโปรงเธอเปียกน้ำขึ้นมาถึงเข่า
“ขะ… ขอบใจเ้ามากอาเจิน เ้าได้รับาเ็หรือไม่” เด็กสาวรีบจับตัวเฟยเจินดูด้วยความกังวลว่านอกจากเปียกน้ำแล้วได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่
“ข้าไม่เป็อันใดเ้าค่ะท่านพี่เจียว ท่านร้องไห้ทำไมกันหรือเ้าคะ” เฟยเจินหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าที่ซ่อนไว้ในเสื้อออกมาให้ซูเจียว
“ดะ… แดดมันร้อน ทำให้ข้าแสบตาจนน้ำตาไหลออกมาน่ะ อย่าห่วงเลยอาเจิน” เด็กสาวรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาด้วยความขอบคุณ
“ข้าขอถามได้หรือไม่ เกิดอันใดขึ้นกับครอบครัวท่านหรือไม่เ้าคะท่านพี่เจียว” ร่างเล็กจับมือเด็กสาวพร้อมพูดด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
ด้วยอายุเพียงแค่ 14 ปี เด็กสาวจึงมิอาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป นางร้องไห้โฮออกมา ก่อนจะเล่าเื่ทั้งหมดให้ผู้เป็น้องสาวได้ฟัง