ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่ผู้าุโต้วนจิวเมิ่งกำลังเดินทางไปเข้าเฝ้าองค์เทียนจวินในระหว่างทางเขาบังเอิญผ่านมาได้ยินเหล่าเทพเซียนผู้มาใหม่กำลังจับกลุ่มพูดคุยกันถึงความเป็มาของสององค์เทพแห่งวารีเขาจึงใช้คาถาผนึกวาจาสั่งสอนเทพเซียนเ่าั้เพื่อให้สงบคำหลังจากนั้นเขาก็เดินทางไปเข้าเฝ้าองค์เทียนจวินเพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งองค์วารีเทพทั้งสองไปยังโลกมนุษย์โดยที่ท่านเว่ยหลิงเทียนก็เดินทางมาเข้าเฝ้าในเวลาเดียวกันทำให้องค์เทียนจวินและผู้าุโต้วนจิวเมิ่งได้รู้ว่าหยางเฉิงถูกสะกดพลังิญญาเอาไว้หากไม่สามารถตามตัวผู้ที่สะกดพลังิญญาของเขามาได้ก็มีหนทางเดียวคือต้องตามหาคัมภีร์ให้พบองค์เทียนจวินจึงมีรับสั่งเพิ่มการคุ้มกันรอบตำหนักเร้นกายให้แ่าหากผู้ใดลักลอบเข้าไปจับได้ถูกส่งไปลงทัณฑ์์ทันที พร้อมทั้งให้ส่งสารถึงเหล่าเทพเซียนเพื่อเลื่อนวันจัดพิธีกรองสารออกไปโดยไม่มีกำหนดทรงกำชับผู้าุโว่าเมื่อใดที่เฟิงอี้กลับจากเขตแดนผนึกมารให้ตามไปสมทบกับท่านสองวารีเทพที่ดินแดนมนุษย์และถือโอกาสตามหาคัมภีร์ให้พบส่วนไป๋เสวี่ยที่นัดพบชิงอวี่ ณ ศาลาสดับวารี เขาได้มอบกล่องไม้ใบหนึ่งให้กับนางและพูดคุยกันเกี่ยวกับเื่ของคัมภีร์รวมทั้งการพยายามหาคำตอบว่าเหม่ยซิ่นฮวาออกมาจากผนึกได้อย่างไรขณะที่ชิงอวี่กำลังยืนนิ่งครุ่นคิดพลางเหม่อมองไปยังบึงน้ำ ทันใดนั้นสายตาของนางก็ไปสะดุดอยู่ที่เงาสะท้อนของดวงจันทร์กลางบึงน้ำศักดิ์สิทธิ์ไป๋เสวี่ยได้สังเกตเห็นนางนิ่งไปจึงกวาดสายตามองตามชิงอวี่ แล้วพวกเขาก็หันกลับมามองหน้ากัน..“นั่นสินะ!”.. ความคิดหนึ่งดังขึ้นมาในหัวพร้อมแววตาหยั่งรู้ของเขาทั้งสองประตูแห่งปริศนาแรกอันมืดมิดได้ถูกไขออกมาแล้ว
ณ ตำหนักทิพย์วารี
หลังจากพูดคุยกับไป๋เสวี่ยจนได้พบความจริงบางอย่างชิงอวี่ก็กลับมาที่ตำหนักภายในตกแต่งเรียบง่ายดูสบายตาสะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบ นางเดินไปนั่งที่โต๊ะอ่านตำราริมหน้าต่างขณะที่ในใจพลางนึกถึงเื่ที่ยังสงสัยเมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไปทำให้ภาพ ๆ หนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัว ภาพเงาสะท้อนใต้แสงจันทร์ความลับของการออกมานอกผนึกของเหม่ยซิ่นฮวา..“ไม่ผิด!เหม่ยซิ่นฮวานางแบ่งร่างเงาก่อนถูกผนึก ร่างเงาเช่นนี้ถึงแม้จะมีพลังเพียงหนึ่งในสิบส่วนแต่หากดำรงอยู่ด้วยการกลืนกินจิติญญาด้านมืดของผู้คนนอกจากจะแฝงร่างผู้อื่นได้ พลังิญญายิ่งจะเพิ่มขึ้นจนไม่อาจคาดเดา แล้วนาง..้าคัมภีร์ไปทำอะไร”.. ชิงอวี่ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก็นึกถึงของบางสิ่งขึ้นได้ นางเสกกล่องไม้ขึ้นมาแล้วบรรจงเปิดฝากล่องออกทันทีที่กล่องไม้ถูกแง้มก็ปรากฏแสงสีแดงสว่างเจิดจ้าลอดออกมาจากภายในกล่องทั้งยังส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณเมื่อกล่องเปิดออกจนสุด สายตาของนางจ้องมองไปยังสิ่งของในนั้นโดยที่รู้ทันทีว่ามันคืออะไร..“มุกโลหิตวารี”..
ชิงอวี่ : “ ท่านไป๋เสวี่ย ท่าน! ”
ชิงอวี่รำพันในใจและเผลออุทานออกมาด้วยใจที่ไหวสั่น เพราะนางรู้ดีว่ากว่าจะเป็มุกเม็ดนี้ได้นั้นไป๋เสวี่ยต้องสละสิ่งใดไปบ้าง มือที่เรียวยาวของนางประคองกล่องไม้ไว้แนบอกด้วยใจห่วงกังวลพลันรำพึงนึกถึงเขา..“ข้ารู้ว่าท่านไม่เคยหวาดหวั่นสิ่งใด นอกจากความปลอดภัยของผู้ที่อยู่ตรงหน้าท่านก็รู้ใช่หรือไม่ ข้าเองก็ไม่ต่าง”.. ในยามนั้นชิงอวี่คิดจะไปพบไป๋เสวี่ยอีกครั้งแต่ไม่ทันที่นางจะก้าวเท้าออกจากตำหนักเม็ดมุกสีขาวแวววาวดุจผลึกแก้วส่องสว่างด้วยรัศมีสีแดงเจิดจรัส ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากกล่องไม้แล้วหายเข้าไปในกายของนางทำให้นางรู้สึกหน้ามืดดวงตาพร่ามัวผิดปกติ ชิงอวี่กะพริบตาแล้วสะบัดหัวไปมาเบา ๆ แค่เพียงไม่นานอาการเ่าั้ก็เริ่มหายไป นางลืมตาขึ้นมามองดูสิ่งต่าง ๆ แต่การมองเห็นของนางดูเหมือนว่ามีหลายอย่างไม่เหมือนเดิม ดวงตาของนางสามารถมองเห็นได้ไกลและชัดเจนมากแม้ในระยะหลายสิบลี้นางเห็นสีในตาของนกตัวน้อยที่บินล่องลอยอยู่บนฟ้า เห็นเหล่าภูติบุปผาที่อยู่ในสวนผกาพากันส่งยิ้มทักทายแล้วโบยบินกลับเข้าไปในพุ่มบุปผา ทางด้านไป๋เสวี่ยที่กำลังเดินไปยังสถานที่แห่งหนึ่งก็หยุดฝีเท้าก้าวเดินทันทีพร้อมกับเผยยิ้มบางออกมานั่นเพราะเขาััได้ว่าพลังิญญานั้นเชื่อมถึงกัน ซึ่งในอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่ดูลึกลับจนน่ากลัวปรากฏร่างในเงาสลัวของสตรีในชุดดำ เหม่ยซิ่นฮวา นางแสยะยิ้มผ่านริมฝีปากอันซีดเซียวออกมาอย่างน่าขนลุกเหมือนกับว่านางััได้ถึงพลังที่นางก็้าอยากได้มา ย้อนกลับมาที่ชิงอวี่หลังจากที่นางได้รับสิ่งของวิเศษในกล่องใบนั้น นางก็เดินออกมานั่งที่โต๊ะทรงกลม ถึงแม้จะรู้ความจริงบางอย่างแต่ข้อสงสัยเกี่ยวกับคัมภีร์ก็ยังไม่กระจ่างชัด..“ต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้น”.. ชิงอวี่้าเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อดูบางสิ่งให้แน่ใจนางจึงลุกขึ้นเดินหายวับไปจากตำหนัก
ณ ตำหนักโชติคิมหันต์
ชิงอวี่มาปรากฏตัวหน้าตำหนักของหยางเฉิงสถานที่เหตุเกิดไฟไหม้ภายนอกมีร่องรอยถูกไฟไหม้เสียหายบางส่วน นางจึงเดินเข้าไปในตำหนักและพบว่าผนังภายในถูกไฟไหม้เสียหายไปกว่าครึ่งพบเศษกิ่งไม้ตกอยู่เกลื่อนกลาด ..“นางมาที่นี่จริงๆ”.. ชิงอวี่ใช้มือหนึ่งััที่ผนังพยายามใช้พลังมองดูสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแต่ภาพที่นางมองเห็นเป็เพียงเงาวูบไหวเหมือนมีสิ่งใดปิดกั้นพลังของนางชิงอวี่จึงลืมตาขึ้นมาแล้วเดินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนกระทั่งปลายเท้าไปสะดุดกับของบางอย่างเข้าจึงทำให้นางหยุดเดินและก้มลงหยิบสิ่งนั้นขึ้นมามันคือหินก้อนเล็ก ๆ สีดำสนิทก้อนหนึ่ง ชิงอวี่ถือมันเอาไว้พลางคิดขึ้นมาในใจ ..“หยางเฉิงไม่ได้สะสมของสิ่งนี้ หินนี่เป็ของหย่งเจิ้ง อีกทั้งไฟก็ไหม้จากภายในแปลว่าไม่ใช่ฝีมือของคนภายนอกมีเพียงคำตอบเดียวคือหยางเฉิงลงมือเผาตำหนักนี้เอง อย่างน้อยก็ช่วยถ่วงเวลาให้ใครบางคนไปเอาคัมภีร์ที่หอเก็บคัมภีร์หย่งเจิ้ง! คัมภีร์อาจอยู่ที่เขาหรือไม่เขาก็ต้องรู้ว่ามันอยู่ที่ใดต้องหาคำตอบให้ได้ว่าคัมภีร์นั่นสำคัญยังไง”.. ชิงอวี่เอาแต่ยืนใช้ความคิดเลยไม่ทันได้ระแวดระวังขณะนั้นเองมีกลุ่มพลังสีแดงเพลิงพุ่งเข้าหาตัวนางจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว ในตอนที่นางกำลังจะหันกลับไปมองไป๋เสวี่ยก็ปรากฏตัวออกมา เขาใช้มือหนึ่งโอบชิงอวี่ไว้แนบกายแล้วหมุนตัวปัดพลังโจมตีนั้นสลายหายไปในอากาศชิงอวี่ซึ่งอยู่ในอ้อมแขนเขากลับไม่ได้รู้สึกใกับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า นางมองเพียงใบหน้าของไป๋เสวี่ยด้วยความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยเมื่อเขารู้ตัวว่านางกำลังมองเขาอยู่ เขาจึงหันมาประสานสายตากับสตรีในอ้อมแขนทำให้ชิงอวี่ลดสายตาลงอย่างขวยเขินแล้วนางก็ค่อย ๆ ขยับตัวออกจากอ้อมแขนของเขา จากนั้นนางก็นึกขึ้นได้ เหตุใดไป๋เสวี่ยจึงเข้ามาช่วยนางไว้ได้ทันเพราะเขาได้เข้ามาที่นี่ก่อนแล้ว
ชิงอวี่ : “ ท่านรู้แล้วใช่หรือไม่? ”
ไป๋เสวี่ย : “ อื้ม!สิ่งนั้นอาจอยู่ที่เขา หรือไม่เขาก็รู้ว่ามันอยู่ที่ใด ที่สำคัญข้าพบบางอย่างตามข้ามา ”
ไป๋เสวี่ยจับมือชิงอวี่แล้วพานางเดินไปยังด้านหลังของตำหนักผึบๆๆ ผึบๆ! ชิงอวี่ได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังมาจากของบางสิ่งที่มีผ้าคลุมไว้นางมองไป๋เสวี่ยด้วยความสงสัยและตัดสินใจเปิดผ้าคลุมออก มันคือกรงนก
ชิงอวี่ : “ นกเพลิง์ นกของหยางเฉิง เช่นนั้นพลังโจมตีเมื่อครู่..”
ไป๋เสวี่ย : “ ข้าคงทำมันใ ”
ชิงอวี่ : “ นกตัวนี้ข้าเคยเห็นมันบินไปมาอย่างอิสระเหตุใดจึงถูกขัง? ”
ไป๋เสวี่ย : “ มีคนส่งสารถึงเรานกเพลิง์ซื่อสัตย์ต่อเ้าของ มันไม่เคยห่างกายหยางเฉิงยามนี้มันควรอยู่ใกล้ตำหนักเร้นกายถึงจะถูก ”
ชิงอวี่ : “ มีผู้นำมันมาขังไว้ที่นี่หลังจากที่เพลิงสงบลง”
ไป๋เสวี่ย : “ คงจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากหย่งเจิ้ง”
ชิงอวี่ : “ เ้าไปเถอะ!ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลจะปกป้องเ้า สักวัน.. ข้าเชื่อว่าเ้าจะกลับมา ”
ชิงอวี่เปิดกรงขังปล่อยนกน้อยบินจากไป นางส่งสายตามองตามนกตัวนั้นขณะที่ไป๋เสวี่ยยืนมองนางด้วยแววตาอันชื่นชม
ชิงอวี่ : “ ถึงอย่างนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจเื่นี้เกี่ยวอะไรกับคัมภีร์ ”
ไป๋เสวี่ย : “ เช่นนั้น ก็มีหนทางเดียว ”
ไป๋เสวี่ยพูดจบ เขาและนางก็พากันไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
ณ ตำหนักเร้นกาย
ไป๋เสวี่ยพาชิงอวี่มาปรากฏตัวที่ตำหนักเร้นกายภายในดูเงียบสงัดมีเพียงร่างที่นอนแน่นิ่งของเทพอัคคีหยางเฉิงทอดกายอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ โดยที่ร่างของเขามีปราณพลังสีแดงเพลิงไหลเวียนไปมาอยู่ตลอด
ไป๋เสวี่ย : “ เตียงที่ทำจากไม้ที่มีอายุเก่าแก่ช่วยรักษาระดับการไหลเวียนของพลังิญญาให้สม่ำเสมอ ”
ชิงอวี่ : “ เขาแทบไม่มีาแภายนอกคงาเ็จากภายในจึงได้นอนหมดสติอยู่เช่นนี้ ”
ไป๋เสวี่ย : “ ชิงเอ๋อ!ต้องเป็เ้า ”
ชิงอวี่ : “ หยางเฉิง รบกวนเ้าแล้ว ”
หลังจากที่เขาและนางเห็นหยางเฉิงนอนไม่ได้สติโดยที่าแแทบไม่มีให้เห็นไป๋เสวี่ยจึงใช้พลังจากฝ่ามือหยุดปราณพลังที่ไหลเวียนอยู่รอบกายหยางเฉิง จากนั้นชิงอวี่ก็วางฝ่ามือลงบนแขนของเขาแล้วหลับตาลงนางใช้พลังเพ่งมองเข้าไปในความทรงจำของหยางเฉิงเพื่อดูภาพเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ใน่แรกสิ่งนางมองเห็นมีเพียงภาพที่ปะติดปะต่อไม่ได้กับภาพก้อนหินสีดำก้อนนั้นนางจึงพยายามตั้งสมาธิอีกครั้ง ไม่นานนักนางก็เห็นภาพภายในตำหนักของหยางเฉิงเขากำลังนั่งอ่านตำราแล้วถูกพลังสีดำตรงเข้าจู่โจม ชิงอวี่จึงใและทำให้นางหลุดจากสมาธินางลืมตาขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ดูตื่นตระหนก ไป๋เสวี่ยจึงรีบเข้าไปใกล้แล้วจับที่แขนของนางเบาๆ พร้อมทั้งเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
ไป๋เสวี่ย : “ ชิงเอ๋อ!ไม่เป็ไรใช่หรือไม่ เ้าต้องใจเย็น ๆ มุกโลหิตวารีมีพลังมหาศาล การจะควบคุมมันต้องใช้เวลารวบรวมสมาธิไว้ที่ศูนย์กลางพลัง ส่งผ่านมันเข้าไปยังส่วนลึกในความทรงจำเขา ไม่ว่าจะเห็นสิ่งใดจงอย่าได้เสียสมาธิ”
ชิงอวี่มองไป๋เสวี่ยแล้วพยักหน้าตอบ นางวางมือบนแขนของหยางเฉิงอีกครั้งจากนั้นก็หลับตาลงครั้งนี้นางดูมีสมาธิมากขึ้น และดูเหมือนว่าภาพเ่าั้ก็อยู่ในการมองเห็นของไป๋เสวี่ยเช่นกันแต่ภาพที่ปรากฏกลับกลายเป็ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิดเื่ขึ้นกับหยางเฉิง เมื่อชิงอวี่ลืมตาขึ้นมานางรู้สึกอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนางใช้พลังมากเกินไปและยังไม่คุ้นชินกับการควบคุมพลังของมุกโลหิตไป๋เสวี่ยได้เข้าไปประคองแล้วถ่ายพลังของเขาให้กับนาง เมื่ออาการของนางเริ่มดีขึ้นเขาจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากในเสื้อแล้วซับเหงื่อที่ซึมอยู่บนใบหน้าของนางอย่างเบามือ
ชิงอวี่ : “ เมื่อครู่ข้าเห็น.. ”
ไป๋เสวี่ย : “ ข้ารู้!คัมภีร์แปรธาตุ ”
ชิงอวี่ : “ นี่คงเป็สิ่งที่เขาอยากให้เราเห็นถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดแต่ก็ช่วยให้คำตอบกับเราได้ คัมภีร์นั้นหากอ่านย้อนหลังจะกลายเป็คัมภีร์แปรธาตุและยังมีเนื้อหาบางส่วนของคัมภีร์ด้วย ”
ไป๋เสวี่ย : “ สิ่งที่เขาให้เราเห็นอาจมีประโยชน์ในกาลข้างหน้า”
ชิงอวี่ : “ ข้าพอจะเข้าใจแล้ว จุดประสงค์แท้จริงของนางก็คือหยางเฉิงหากสู้กันซึ่งหน้า นางไม่มีทางรับมือเขาได้ นางเลยถือโอกาสจู่โจมโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวเพื่อฉวยโอกาสตรึงเขาไว้นางไม่ได้จะสังหารเขาแต่้าที่จะควบคุม และเพื่อไม่ให้ถูกใช้เป็หมาก หยางเฉิงจึงสะกดพลังิญญาของตัวเอง”
ไป๋เสวี่ย : “ ชิงเอ๋อ!จำได้หรือไม่ ตอนที่เราไปถึงขณะเกิดเพลิงไหม้ เปลวไฟด้านในสีอะไร? ”
ชิงอวี่ : “ สีม่วง..เพลิงม่วงอำพัน ”
ไป๋เสวี่ย : “ ถูกต้อง!หลายพันปีมานี้เขาใช้เวลาฝึกฝนมันมาตลอด เปลวไฟที่ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายแต่มีไว้เพื่อปกป้องเขาคงเข้าใจแก่นแท้ของมันก่อนจะสะกดพลังของตัวเอง ”
ชิงอวี่ : “ มิน่า.. ไฟไหม้รุนแรงถึงเพียงนั้นแต่สภาพภายในไม่ได้ถูกทำลายไปเสียหมดทั้งยังเหลือร่องรอยของนางเอาไว้ให้เห็น หากเดาไม่ผิดนางคงคิดใช้วันจัดพิธีกรองสารลงมือกับเหล่าเทพเซียนบน์ที่มารวมตัวกันในคราเดียวแต่เื่กลับไม่เป็ดังคาด ”
ไป๋เสวี่ย : “ ตรงข้าม หากนางควบคุมเขาได้พลังแห่งธาตุทั้งหมดก็จะตกอยู่ในกำมือนางยิงนัดเดียวได้ถึงสอง นางทุ่มเทถึงเพียงนี้ หากคาดไม่ผิด เผ่าปีศาจที่จู่ ๆก็ออกอาละวาดครั้งนี้คงไม่พ้นเป็ฝีมือนาง ”
ชิงอวี่ : “ เช่นนั้นการไปโลกมนุษย์ครั้งนี้คงไม่ง่ายแล้วอีกอย่างนางคงไม่ยอมให้เราตามตัวนางเจอและขัดขวางนางโดยง่าย เราอาจต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด”
ไป๋เสวี่ย : “ ต้องเปลี่ยนแผนนิดหน่อยและเราต้องพึ่งเฟิงอี้”
หลังจากที่ทั้งสองพบคำตอบเกี่ยวกับคัมภีร์พวกเขาก็พากันออกจากมาจากตำหนักและในระหว่างทางนั้นชิงอวี่ก็ได้เอ่ยขึ้นมา
ชิงอวี่ : “ เื่เหล่านี้ต้องหาทางแจ้งให้กับองค์เทียนจวินได้ทรงทราบแต่นี่ก็ดึกมากแล้ว เกรงว่าคงไม่ทัน ”
ไป๋เสวี่ย : “ ให้เป็หน้าที่ข้า เพียงแต่เื่คัมภีร์เราคงไม่ต้องบอกผู้เป็ประมุขแห่ง์ต้องทรงทราบดีอยู่แล้ว ”
ชิงอวี่ : “ นั่นสิ! ตอนนั้นทรงถามแค่เพียงเื่เดียวคือเหม่ยซิ่นฮวาออกมาได้อย่างไร”
ไป๋เสวี่ย : “ นี่ก็จวนจะได้เวลาเราต้องกลับกันได้แล้ว ”
ไป๋เสวี่ยเอ่ยปากชวนชิงอวี่และตั้งใจจะไปส่งนางที่หน้าตำหนักพักแต่ชิงอวี่ยืนนิ่งจนเขาต้องหันกลับไปมองและเห็นนางมีท่าทีเหมือนยังมีสิ่งที่อยากจะพูดไป๋เสวี่ยจึงส่งสายตามองนางด้วยความสงสัย
ชิงอวี่ : “ เื่ของในกล่องใบนั้นข้ายังไม่ได้คุยกับท่านเลย ”
ไป๋เสวี่ย : “ ข้าก็นึกว่ามีเื่ใดถึงทำให้เ้าคิ้วยุ่งเช่นนี้”
ไป๋เสวี่ยเดินเข้าไปใกล้นางแล้วใช้ปลายนิ้วชี้ปาดสันจมูกของนางอย่างเอ็นดูในแววตาเขามองนางอย่างละมุนและดูไม่มีความกังวลใด ๆ เลย ชิงอวี่จึงกล่าวเข้าเื่ต่อ
ชิงอวี่ : “ มุกโลหิตวารีจากดอกวารีสีเื บุปผาแห่งวารีที่ล้ำค่าหายากลำต้นสีเขียวออกดอกสีแดงแต่เกสรเป็มุกสีขาวบริสุทธิ์ทั้งยังมีกลิ่นหอมที่พิเศษ หมื่นปีจะมีผู้พบเห็นมันสักครั้งและยังไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดได้ของวิเศษนี้พืชชนิดนี้หากปล่อยให้โตตามธรรมชาติมันจะไม่มีดอกและหากเคลื่อนย้ายมันจะตายทันทีการพบเจอว่ายากแล้วการเพาะเลี้ยงยิ่งยากกว่า การจะให้ต้นวารีสีเืออกดอกจะต้องหล่อเลี้ยงด้วยหยดเืทุกๆ ร้อยปี เมื่อโตเต็มที่จึงจะออกดอกและมีเกสร นี่ยังไม่รวมถึงการเก็บเกสร ถ้าดึงมุกเกสรออกมาโดยตรงมันจะหลุดออกมาทั้งต้นและเหี่ยวเฉาแห้งตายไปในที่สุดต้องใช้หยดเืจากหัวใจหยดลงไปที่ราก เกสรก็จะหลุดออกมาเอง นี่จึงเป็ที่มาของชื่อมุกโลหิตวารีเพราะเหตุนี้ต่อให้ล้ำค่าเพียงใดก็ไม่มีใครเคยได้มัน ท่าน!.. ไยต้องทำถึงเพียงนี้? ”
หลังจากที่เขาได้ฟังสิ่งที่นางพูด ไป๋เสวี่ยยังคงมองนางด้วยั์ตาแฝงรอยยิ้มดูไม่มีความกังวลเช่นเคยในขณะที่นางดูมีสีหน้าท่าทางจริงจัง เพราะเื่ราวที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ผิดไปจากความเป็จริงและกลิ่นหอมของดอกไม้ ไป๋เสวี่ยก็ััได้จากนางั้แ่ที่นางปรากฏตัวขึ้นในตำหนักกลิ่นหอมจากมุกเกสรที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ััถึงมันได้ เขารู้ว่ายามนี้นางต้องรู้สึกเป็กังวลใจอยู่ลึกๆ เขาจึงได้กล่าวบางสิ่งกับนางด้วยท่าทางจริงจัง
ไป๋เสวี่ย : “ ชิงเอ๋อ! ข้ารู้ว่าเ้าไม่เคยสนใจของมีค่าใดที่ข้าทำไปย่อมมีเหตุผล เดิมทีคิดจะให้เ้าภายหลัง แต่เกิดเื่ขึ้นเสียก่อนมีเพียงสิ่งนี้ ไม่ว่ายามใดหรือเ้าอยู่ที่ไหน ข้าก็จะหาเ้าพบ ”
เพียงไม่กี่ประโยคที่เขาเอ่ยขึ้นมาทำให้ความกังวลใดๆ เลือนหายไปจนหมด สีหน้าของนางที่ดูกังวลกับเปลี่ยนเป็รอยยิ้มหวานและในตาที่เป็ประกายหลังจากที่พูดคุยกันจนเข้าใจ เขาและนางก็พากันเดินทางกลับตำหนัก
ณ ตำหนักเทพาุโ
หลังจากที่ผู้าุโเว่ยหลิงเทียนรับบัญชาจากองค์เทียนจวินเขาก็ไปจัดการตามที่ได้รับมอบหมายทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ผู้าุโกลับมายืนชมบรรยากาศท้องฟ้ายามราตรีอยู่ที่หน้าตำหนักในเวลานั้นเองท่านต้วนจิวเมิ่งก็ได้เดินเข้ามาหา
ต้วนจิวเมิ่ง : “ ตาเฒ่าเว่ย!ยังมัวยืนทำอะไรอยู่ที่นี่ มีผู้ลักลอบเข้าไปในตำหนักเร้นกาย นี่เ้าไม่ได้รู้เื่เลยเรอะ?”
เว่ยหลิงเทียน : “ หา! ”
ติดตามตอนต่อไป