“เอ่อ.. ข้าขออภัย” หยุนเสวี่ยเฟิงถูกเรียกดึงสติกลับอีกครั้ง มันหันหลังพร้อมกับถอดเสื้อคลุมยื่นให้กับหญิงสาวร่างเปลือยเปล่า
”คิคิ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ นางรับเสื้อคลุมที่ทั้งเก่าและเหม็นกลิ่วคาวเืมาสวม แล้วกล่าวว่า “หันมาได้แล้ว”
”คือ.. ท่านจะฆ่าข้าหรือไม่” หยุนเสวี่ยเฟิงมันก้มหน้าตัดใจถามไปเสียตรงๆ เพราะด้วยสถานการณ์อันแปลกประหลาดที่พบเจอนั้น มันมิอาจจะทำความเข้าใจได้ทั้งหมด ตอนนี้มันพอจะรู้เพียงว่าบัดนี้พญางูั์เมื่อครู่น้้นกลับกลายเป็หญิงสาวไปเสียแล้ว
”เ้าตัวน้อย เ้าได้ช่วยพี่สาวทะลวงระดับพลังิญญามาได้ พี่สาวคนนี้ย่อมต้องตอบแทนเ้าเสียด้วยซ้ำไป” หญิงสาวยิ้มอย่างอ่อนโยน นางเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นฝ่ามือไปยังาแที่แขนของเด็กชาย
พลังปราณสีเหลืองพลันถูกเร่งเร้าให้แผ่ออกมาท่ามกลางความมืดมิดภายในถ้ำ หยุนเสวี่ยเฟิงมิทันได้กล่าวอันใดร่างกายพลันรู้สึกเบาสบายลง าแที่ได้รับมาเริ่มค่อยๆสมานตัวทีละเล็กทีละน้อยจนไม่เหลือร่องรอย สถานการณ์อันยากลำบากที่ผ่านมาล้วนแต่ทำให้มันรู้สึกกดดันจนถึงที่สุด เมื่อได้รับการเยียวยารักษา ซ้ำยังได้รู้ว่าตนเองเพิ่งจะผ่าน่เวลาเป็ตายมาได้ จิตใจของมันก็เริ่มเบาหวิวลอยล่องอีกครั้ง
“ถ้าท่านไม่ฆ่าข้าแล้ว งั้นข้า..” มิทันจะได้กล่าวอันใดอีก เด็กชายก็ทรุดลงหมดสติในอ้อมอกของหญิงสาวเบื้องหน้าเสียแล้ว
“เด็กน้อย... เ้าพักผ่อนก่อนเถิด พี่สาวจะดูแลเ้าเอง” หญิงสาวพยุงร่างของเด็กชายขึ้นมา ดวงตาที่ปิดสนิทและหว่างคิ้วที่ไม่ได้ขมวดนั้นบ่งบอกว่าเด็กชายผ่อนคลายเพียงใด
เรือนผมสีส้มทอแสงส่องสว่าง เบิกทางในความมืดมิด หญิงสาวหอบอุ้มร่างน้อยขึ้นอย่างอย่างแ่เบา นางก้าวเดินผ่านเข้าไปยังโพรงถ้ำโดยไม่รีบร้อน คล้ายกับว่าไม่อยากรบกวนเด็กชายที่หลับสนิท ไม่นานนักสองร่างก็หายลับไปในความมืด
ผืนแผ่นดินเทียนฉินอันกว้างใหญ่ทางด้านเขตทิศตะวันตก อันเป็ที่ตั้งขุนเขาอันยิ่งใหญ่ แนวเขายาวเหยียดกว่าพันลี้พาดผ่านผืนฟ้าขวางกั้นนภา ผู้คนต่างเรียกขานมันว่า เทือกเขาเหว่ยซาน ตำนานได้กล่าวว่ามันได้กักขังพญางูั์ที่ทรงพลังเอาไว้ นามของมันถูกเรียกตามชื่อขุนเขาแห่งนี้
กล่าวกันว่าเมื่อครั้นโบราณกาล เหล่าทวยเทพได้ทำากับเหล่าอสูรเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอันทรงคุณค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือมวลมนุษย์ผู้สามารถสร้างสรรค์ห้วงกวีอันเร้นลับยากจะหยั่งถึง การศึกครั้งนั้นมิได้ปรากฏผลแพ้ชนะอันใดต่อทั้งสองฝ่าย แต่กลับกลายเป็เหล่าทรัพยากรนั้นที่ยืนหยัดขึ้นมาแทนที่ทั้งสองฝ่าย ทั้งทวยเทพและเหล่าอสูรต่างรามือซึ่งกันและกันพร้อมทั้งเก็บงำกำลังฝ่ายตนเองรอเวลาเปิดศึกอีกครั้ง
กาลเวลาผ่านไปหลายหมื่นปี อุดมการณ์ของเหล่าบรรพบุรุษทวยเทพและอสูรเริ่มจางหายไป เมื่อจักรพรรดิ์เทียนฉินคนแรกเถลิงอำนาจ รวบรวมผืนทวีปเป็หนึ่งเดียว เหล่ามนุษย์ต่างกลับกลายผู้ผืนดินและนภาแทนที่เป็ส่วนใหญ่ ภายใต้การปกครองของราชวงศ์เทียนฉิน แม้นว่ามนุษย์จะแผ่นดิน แต่ทุกชีวิตไม่ว่าจะเป็ทวยเทพหรืออสูร ต่างก็ยังคงอยู่ร่วมกันได้โดยส่วนมาก
หากแต่ว่ามีส่วนหนึ่งทั้งทวยเทพและอสูรที่ยังคงก่อการาย่อยมิจบสิ้น จึงได้มีการร่วมมือกันทั้งสามฝ่ายเพื่อกำจัดผู้คิดร้ายก่อความไม่สงบเหล่านี้ พญางูั์เหว่ยซานแม้ผู้คนจะเข้าใจว่ามันถูกกักขังไว้ในเทือกเขานี้ แต่อันที่จริงแล้วมันคือสัตว์อสูรรุ่นหลังที่เพิ่งจะเกิดมาได้เพียงห้าร้อยปีก่อนหน้าเท่านั้น
เมืุ่์นั้นสามารถบำเพ็ญเพียร ฝึกปรือพลังิญญาได้ แล้วเหตุใดหวยเทพและอสูรจะมิสามารถทำได้ พญางูั์เหว่ยซานรุ่นหลังนี้ มันกักตัวบำเพ็ญเพียรจนพลังิญญาก้าวสู่ระดับ69 ก่อนจะหยุดอยู่ที่ปลายคอขวดมาเนิ่นนาน
‘กล่าวถึงตอนนี้แล้วคล้ายจะวกไปวนมามิจบสิ้น’ ตำนานก็ปล่อยให้มันเล่าขานต่อไป จะอย่างไรเสียมันก็อาจจะเกิดขึ้นแล้ว หรือมิเคยเกิดขึ้น สิ่งสำคัญล้วนแล้วแต่เป็เื่ราวต่อจากนี้..
หมู่เมฆดำทมึนพาดผ่านผืนฟ้าสีคราม ก่อกำเนิดสายฟ้าะเืเลือนลั่น เทือกเขาเหว่ยซานแม้ต้องเจอลมพายุเพียงใดก็ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย บัดนี้บริเวณเหนือยอดเขาขึ้นไปนั้น ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มร่างหนึ่งยืนกลางเวหา
ชุดสีขาวขอบทองของชายหนุ่มโบกพริ้วตามลมพายุ สายฟ้าแลบสะท้อนเข้ากับขอบชายผ้าที่วาววับ ให้ความรู้สึกราวกับอาภรณ์ของผู้มาเยือนนี้เป็ของผู้สูงศักดิ์ เรือนผมทอแสงสีทองวาบเป็ระยะ ดวงตาประกายสีทองเช่นกันนั้นจ้องลงมายังแนวเทือกเขาไม่กระพริบ
”เหว่ยซาน.. ในที่สุดเ้าก็ฝ่าด่านสำเร็จ” ชายหนุ่มเอ่ยออกมา ทันใดนั้นเบื้องหน้าของมันก็กลับปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดหรูหราสีส้ม ทั้งเรือนผมและดวงตาของนางล้วนแล้วแต่ทอแสงสีส้มเช่นกัน
”เจี้ยนเหลย.. มิได้พบกันเสียนาน ดูท่าว่าข้าจะตามหลังเ้ากิเลนสายฟ้าอย่างเ้าไม่ไกลแล้ว” หญิงสาวยิ้มเสียงใส
”ร่างมนุษย์เป็อย่างไรบ้าง ข้านึกอยู่แล้วว่าเ้าต้องเป็หญิงสาว” ผู้ที่ถูกเรียกว่าเจี้ยนเหล่ยยิ้ม
เปรี้ยง!
ดูท่าแล้วการที่ชายหนุ่มจะเอ่ยกล่าวอันใด ล้วนแล้วแต่มีสายฟ้าฟาดตามมา หญิงสาวหรี่ตาแสบแก้วหูเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
”เ้าช่วยเก็บงำพลังิญญาได้หรือไม่ ข้ารู้แล้วว่าเ้าระดับ79 เ้ามิต้องโออวดอีกแล้ว” ได้ยินดังนั้นเจี้ยนเหล่ยหางคิ้วก็กระตุก การมาของมันครานี้นั้น มันจัดแจงสร้างความน่าเกรงขามไว้มิใช่น้อย
เจี้ยนเหลยสะบัดมือคราหนึ่ง พลังิญญาอันมหาศาลรอบกายก็กลับอันตรทานหายไป หมู่เมฆสายฟ้าค่อยๆกลับกลายเป็ผืนฟ้าสว่างสดใสอีกครั้ง
”ร่างมนุษย์นี้ให้ความรู้สึกเสรีดังเช่นที่เ้าเคยว่า ทั้งยังสามารถใช้พลังิญญาได้เต็มประสิทธิภาพดังเช่นร่างอสูร มิเสียแรงที่ข้ากักด่านฝึกปรือมาเนิ่นนาน” หญิงสาวเมื่อเห็นว่าสภาพอากาศเข้าสู่สภาวะปกติแล้วจึงตอบคำถามของชายหนุ่ม
“จากที่ข้าคาดคำนวนไว้แล้ว เ้าควรใช้เวลาอีกราวร้อยปีจึงจะฝ่าด่านสำเร็จ เหตุใดถึงได้รวดเร็วเพียงนี้” เจี้ยนเหล่ยสงสัย ร่างของมันลอยล่อยเข้ามาหาหญิงสาว
”ข้าพบพานวาสนาแล้ว” หญิงสาวกล่าวสั้นๆ แต่ทางด้านเจี้ยนเหล่ยกลับถลึงตาโต มันคาดเดาได้ในทันที สิ่งที่หญิงสาวกล่าวนั้นคืออันใด
”หรือว่าเ้าพบมัน... คัมภีร์กวีหรือว่า..” เจี้ยนเหล่ยน้ำเสียงตื่นเต้น หญิงสาวชี้นิ้วเรียวแตะที่ปากตนเองเป็สัญญาณให้ชายหนุ่มเก็บงำคำพูด
”พาข้าไปหามัน!” เจี้ยนเหล่ยดูจะกระตือรือร้น
”ก็ได้.. แต่เ้าอย่าได้ทำอึกกระทึกเด็ดขาด เขากำลังพักผ่อนอยู่” หญิงสาวว่าแล้วก็เหินร่างนำทางเจี้ยนเหล่ยลงไปยังเทือกเขาด้านล่าง
ใจกลางอันลึกสุดคาดจะหยั่งถึงของแนวเทือกเขาเหว่ยซาน เส้นสายผืนทรายในอุโมงค์อันสลับซับซ้อน บ้างก็นำทางออกไปสู่ด้านนอก บ้างก็พาไปยังหุบเหวใต้บาดาลลึก แต่กลับมีเส้นทางหนึ่งที่ถูกปิดกั้นด้วยเขตอาคม มิได้มีผู้ใดล่วงรู้ว่าจะสามารถฝ่าเข้าไปอย่างไร
เื้ัประตูเขตอาคมปิดกั้นนี้กลับกลายเป็ห้องโถงแปดเหลี่ยมประดับประดาไว้ด้วยอักขระโบราณทั่วทิศ ใจกลางห้องตั้งไว้ด้วยบันไดสูงชันนำขึ้นไปสู่แท่นหินรูปทรงแปลกตา บนแท่นหินนั้นคล้ายจะปรากฏสิ่งของบางอย่างทอแสงสีส้มเรืองรอง
แสงสลัวจากวัตถุบนแท่นแผ่ลงมาอาบไล้ร่างน้อยของเด็กชายที่ยังคงตาปิดสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอของมันคล้ายว่าจะบ่งบอกว่ากำลังพักผ่อน ร่างน้อยพลิกกายนอนขดตัวภายใต้เสื้อคลุมที่สกปรก
”ชู่วว.. เบาเสียงหน่อย” ซุ่มเสียงใสของหญิงสาวกล่าวเบาๆ ผู้มาใหม่ทั้งสองเดินเขตอาคมลวงตาเข้ามาอย่างง่ายดายราวกับไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
”เด็กน้อยผู้นี้หรือ?” ชายหนุ่มกล่าวพลางพินิจเด็กชายที่ยังอยู่ในห้วงนิทรา
”ใช่ เด็กน้อยคนนี้..บทกวีขั้นที่สิบ..”
”อะไรนะ!! ห..ห้วงกวีขั้นที่สิบ!” เจี้ยนเหล่ยอุทานลั่นห้องโถง
”ข้าบอกให้เ้าเงียบหน่อย.. มิทันแล้ว”
หญิงสาวกล่าวเตือนชายหนุ่นด้านข้าง แต่มิทันการแล้ว เปลือกตาของเด็กน้อยตรงหน้าเริ่มสั่นไหว มันงัวเงียยันกายลุกขึ้นนั่งก่อนจะลืมตาตื่น เรือนผมสีน้ำตาลอันยุ่งเหยิงถูกมือน้อยเสยขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าคล้ายเด็กสาวมอมแมมและดวงตาสุกใสสะท้อนแสงสีส้มอันเรืองรอง มันจ้องมองไปยังสตรีและบุรษตรงหน้าไม่กระพริบ
”ท่านทั้งสอง..” หยุนเสวี่ยเฟิงมิรู้จะกล่าวอันใด หนึ่งหญิงหนึ่งชายตรงหน้ามองดูมันไม่กระพริบเช่นกัน
“เ้าชื่ออะไร” หญิงสาวเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน
”นี่เ้าได้รับห้วงกวีจากเด็กที่ไม่รู้จักหรือ?” เจี้ยนเหล่ยอุทาน หญิงสาวหัวเราะคิก นางยังพูดคุยกับเด็กชายต่อ
“เด็กน้อย.. ข้าก็คือพญางูั์เหว่ยซาน เ้าเรียกข้าว่าพี่ซานซานก็ได้ ส่วนผู้นี้ก็คือเทพกิเลนสายฟ้าเจี้ยนเหล่ย” หญิงสาวกล่าวแนะนำตัว
”ซานซานหรือ ฮ่าๆ” เจี้ยนเหล่ยหัวเราะคล้ายจะเย้ยหญิงสาว แต่เมื่อสบสายตาค้อนของหญิงสาว มันก็หุบปากลง
”ข้าน้อยชื่อหยุนเสวี่ยเฟิง เอ่อ..ท่านคงจะไม่ฆ่าข้าใช่ไหม” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง
”โธ่เด็กน้อย เ้าเป็ผู้มีพระคุณของข้า ข้าจะฆ่าเ้าได้อย่างไร”
”ผู้มีพระคุณ? ข้าทำอันใดกับท่านหรือ” หยุนเสวี่ยเฟิงงุนงง มันจดจำเหตุการณ์ก่อนนี้ได้ เพียงแต่มันมิได้เข้าใจ เพียงแค่การมอบห้วงกวีให้กับพญางูั์ เหตุใดจึงเรียกว่าพระคุณ “เรียนตามตรง ข้านั้นพูดได้เต็มปากว่าไม่มีความรู้ใดๆในโลกนี้แม้แต่น้อย”
เทพกิเลนสายฟ้าได้ยินพลันนั้นก็ยกมือกุมขมับ เหตุการณ์ที่มันได้รับรู้ตอนนี้ช่างเป็เื่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว มันยิ้มแห้งแล้วถามว่า “มอบห้วงกวีเพื่อทะลวงระดับ เ้าไม่รู้?”
หยุนเสวี่ยเฟิงเกาศีรษะ มันเพียงรู้ว่าห้วงกวีที่มันกล่าวได้นั้นสามารถเพิ่มพลังปราณได้ตามสัดส่วนชั้นกวรเท่านั้น มันค้อมมือคำนับทั้งสองแล้วกล่าวว่า
”ท่านทั้งสอง โปรดอธิบาย”
”เช่นนั้นเ้าต้องคำนับข้าเป็อาจารย์เสียแล้ว แต่ข้าอนุญาติให้เ้า.. เสวี่ยน้อย เรียกข้าว่าพี่ซานซานเท่านั้น” หญิงสาวกอดอกยิ้ม
”เดี๋ยวๆ แม้ว่าเด็กคนนี้จะช่วยเ้าทะลวงด่าน แต่เ้ายังมิได้รู้จักมันดี เ้าตัดสินใจดีแล้วหรือ?” เจี้ยนเหล่ยท้วง สำหรับเทพกิเลนสายฟ้าผู้นี้ มันมิได้จะเชื่อใจใครได้ง่ายๆ แม้ว่าเด็กชายอ้อนแอ้นจะดูใสซื่อเพียงใด แต่มันก็ยัง้าสืบซักประวัติมันเสียก่อน
”ศิษย์คำนับอาจารย์.. พี่หญิงซานซาน พี่ชายเจี้ยนเหล่ย” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ก้มลงศีรษะแนบพื้น
”เดี๋ยวๆนี่เ้านับรวมข้าด้วยหรือ!” เทพกิเลนเจี้ยนเหล่ยผงะ เหว่ยซานที่เห็นดังนั้นก็หัวเราะคิก จะว่าไปแล้วเด็กน้อยคนนี้นั้นดูไปช่างแปลกประหลาด ในแง่มุมหลายมุมที่ได้เห็น กลับดูคล้ายตุ๊กตาพูดได้ หรือหากจะมองอีกมุมแล้ว ต้องใช้คำว่าผ้าขาวของแท้ (แต่มือเปื้อนเืมานิดนึง ช่างเถอะ ในโลกเทียนฉินนี้ การฆ่าฟันมีอยู่ดาษดื่น)
”ข้ารับรองด้วยตัวข้าเอง หรือเ้ามิได้ชมชอบการมีลูกศิษย์มีพร์เล่า.. ท่องเอาไว้ กวีขั้นสิบ กวีขั้นสิบ” เหล่ยซานตบบ่าของเจี้ยนเหล่ย สายตาของชายหนุ่มโอนเอนขบคิด
”ถ้าอย่างนั้น ข้ามีข้อเสนอ เ้าต้องรับปากข้าหนึ่งเื่”
”พี่เจี้ยนเหล่ยเชิญกล่าว ศิษย์จะพยายามทำให้ได้”
”เฮ่อ.. เอาเถอะ ไว้ข้าค่อยบอกเ้า.. บทเรียนแรกจากข้าเ้าจงเรียนรู้ไว้ ในโลกหล้านี้ เ้าอย่าได้หลงเชื่อใครได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อพบเจอผู้คนที่ใจดีกับเ้า พวกมันล้วนแต่้าบางอย่างจากเ้าเสมอ”
”เหมือนเช่นที่ข้าทำดีกับเสวี่ยน้อย เพราะเสวี่ยน้อยจะมอบความรักให้พี่สาวคนนี้” หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ
”เจี้ยนเหล่ย มาลูบหัวเจี้ยนน้อยของเ้าเร็ว” เหว่ยซานว่าแล้วนางก็วางมือบนหัวเด็กน้อย
”ข้ามิต้องทำอันใดที่น่าอายเช่นนั้น.. ก่อนอื่นเ้าไปทำความสะอาดร่างกายผลัดเปลี่ยนชุดเถิด ข้าเริ่มจะทนกลิ่นพวกนี้ไม่ไหวแล้ว” เทพกิเลนสายฟ้าเจี้ยนเหล่ย มันเอามือข้างหนึ่งมาปิดจมูก อีกข้างก็โบกมือไล่
”ใช่ๆ มามะ พี่ซานซานจะพาเ้าไปอาบน้ำแล้วมอบอาภรณ์สวยๆให้เ้า” เหว่ยซานว่าแล้วก็ฉุดแขนเด็กน้อยให้ลุกขึ้น นางพามันเดินหายเข้าไปด้านในห้องโถงอีกด้าน
”เฮ่อ..” เจี้ยนเหล่ยถอดถอนหายใจ เหล่าสัตว์อสูรที่บำเพ็ญตนจะได้รับกายมนุษย์และอุปนิสัยใหม่ที่แตกต่างกันไป แต่เทพสายฟ้ากลับมิคาดคิด ว่านางพญางูั์ผู้น่าเกรงขามจะกลับกลายเป็หญิงสาวอุปนิสัยเช่นนี้
อีกด้านหนึ่งเมื่อเหว่ยซานพาหยุนเสวี่ยเฟิงมายังห้องถัดไป เด็กน้อยพบว่ามันเป็ห้องโถงขนาดเล็ก ขอบผนังมีเพียงหินเรืองแสงส่องสว่างเท่านั้น ตรงกลางห้องเป็แอ่งน้ำที่มีไออุ่นลอยขึ้นมา
”เสวี่ยน้อยอาบน้ำก่อนเถอะ พี่ซานซานจะไปเอาเสื้อผ้ามาให้” เหว่ยซานกล่าว แต่นางยังคงจ้องมองเด็กชาย
”เอ่อ.. ท่านยังไม่ไปหรือ” ครั้นจะปลดเปลื้องเสื้อผ้า แต่หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นดวงตาสีส้มยังคงจ้องมอง มันกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจขึ้นมา
”เ้าถอดเสื้อผ้าอาบน้ำสิ พี่สาวจะไปเอาเสื้อผ้ามาให้” หญิงสาวยังคงจ้องมองไม่จากไปไหน
หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วขมวดเล็กน้อย มันตัดสินใจค่อยๆถอดเสื้อผ้าออก แม้ว่าใบหน้าจะแดงก่ำเพราะเอียงอายก็ตาม
”คิคิ ถือว่าหายกัน” เหว่ยซานยิ้มกล่าว จากนั้นนางก็เดินจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงเด็กน้อยที่นึกย้อนกลับไปก่อนหน้าที่มันจ้องมองเรือนร่างเปลืิอยเปล่าของนางไม่กระพริบ
เทพกิเลนสายฟ้านั่งบนขั้นบันใดยังไม่ทันอุ่น มันก็หันไปมองนางพญางูั์เหว่ยซานที่กำลังเดินผ่านไป แล้วจึงเอ่ยทัก
”ถ้าเ้าสนใจร่างกายบุรุษ ข้าย่อมให้เ้ามองได้”
”แอบฟังมันไม่ดีนะ.. อีกอย่าง ข้าไม่ได้สนใจเ้า ข้าสนใจแต่เพียงเสวี่ยน้อยเท่านั้น” ได้ยินเช่นนั้นเทพกิเลนสายฟ้าก็สะอึกหน้าแห้ง เหว่ยซานเห็นดังนั้นก็หัวเราะคิกก่อนจะเดินเข้าไปในประตูที่อยู่ถัดไป
”เฮ่อ.. รังของเ้าคงเก็บสะสมสมบัติไว้มากมายสินะ ข้าล่ะอิจฉาเ้าจริงๆ ตอนที่ข้ายังเป็กิเลนอยู่ มีแต่ป่ากับป่า มิได้มีห้องส่วนตัวเช่นนี้” ว่าแล้วเทพกิเลนสายฟ้าก็ถอนหายใจ มันมองลอดผ่านเข้าไปในห้องอีกห้องที่มีทรัพสมบัติมากมาย
จบตอน.
(ตอนนี้แก้ไขระดับแล้วจ้า)
วันนี้ว่างจ้า (ขณะเขียนตอนเสร็จ 16:15) ก็เลยเขียนตอนใหม่ต่อเลย แต่ตอนนี้ยิ่งเขียนยิ่งวก-วน แปลกๆแฮะ ตอนต่อๆไปจะพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ ตอนต่อไป ถ้าฟีลลิ่งมาก็จะเริ่มเขียนตอนค่ำนี้เลยครับ
3/2/64