บทที่ 24
ปะทะขอบเขตปราณ
“ เ้าบัดซบนี่ตายซะ!!! ”ลูกศิษย์ทั้งสองของสำนักกระบี่์พุ่งกายเข้ามาอย่างรวดเร็วพวกมันนั้นอยู่ในระดับขอบเขตปราณขั้นกลางซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าจางอี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
เนื่องจากว่าพวกมันนั้นอยู่ภายในสำนักกระบี่์แห่งนี้มาค่อนข้างจะนานทำให้พวกมันนั้นมีระดับพลังและความสามารถที่ขัดเกลามาไม่น้อย
การเคลื่อนไหวเองก็แตกต่างจากพวกโจรธรรมดาทั่วไปพวกมันพุ่งเข้ามาเพียงแค่พริบตาเดียวร่างกายก็มาบรรลุอยู่ด้านหน้าและด้านหลัง
จางอี้เพียงพริบตาก็โดนล้อมเอาไว้แม้ว่าจะโดนล้อมจากทางด้านหน้าและด้านหลังเด็กหนุ่มกลับไม่ตื่นตระหนก
ใบหน้าของจางอี้เต็มไปด้วยความเรียบเฉยดวงตาคู่นั้นจ้องมองร่างกายของคู่ต่อสู้เห็นพวกมันทั้งสองคนควบแน่นผนึกพลังอยู่ภายในหมัดต่อยออกมาพร้อมกัน
หมัดที่ผนึกพลังอย่างแข็งแกร่งต่อยเข้ามาในพร้อมกันราวกับว่านัดแนะจังหวะนั้นมาเป็อย่างดีจางอี้ยืนอยู่ตรงกลางร่างกายกับบิดทำมุมแนบพื้นร่างกายนั้นอ่อนราวกับไร้กระดูกเคลื่อนไหวอย่างอิสระหลบการโจมตีจากทางหน้าและหลังได้อย่างง่ายดาย
ทันทีที่จบการโจมตีนั้นได้ร่างกายก็ะโออกมาจากจุดนั้นเพื่อตั้งหลักพวกมันทั้งสองต่างพากันประหลาดใจ
ดวงตานั้นเบิกกว้างขึ้นจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่หลุดรอดจากการโจมตีของพวกมันดวงตาของพวกมันนั้นมีหรือจะไม่มองเห็นว่าเด็กหนุ่มที่เพิ่งะโรอดจากการโจมตีของมันไปอย่างเหลือเชื่ออยู่เพียงแค่รากฐานขั้นปลาย
“ ทำได้ยังไง ”
“ มันหลบการโจมตีของพวกเราได้ ”คนทั้งสองนั้นคิดว่าจังหวะการโจมตีของตนเองนั้นเยี่ยมยอดแล้ว
ไม่มีทางที่คนที่อยู่ระดับเพียงรากฐานก็สามารถหลบการโจมตีนั้นได้จางอี้หลังจากะโหลบออกมาได้มองไปที่พวกมันที่ตอนนี้กำลังตกตะลึง
แน่นอนว่าทักษะการเอาตัวรอดและการหลบการโจมตีเช่นนี้ได้มาจากการฝึกฝนภายในห้วงดวงจิต
การต่อสู้เป็เวลานานภายในสถานที่แห่งนั้นขัดเกลาให้ความสามารถการต่อสู้ยกระดับขึ้นถ้าเกิดว่าไม่ได้ฝึกฝนภายในสถานที่แห่งนั้นคงไม่สามารถหลบการโจมตีแบบนี้มาได้
จางอี้ค่อยๆยืดกายของตนเองขึ้นมองตรงไปที่พวกมัน “เพราะแบบนี้ยังไงพวกท่านจึงอยู่เพียงแค่ระดับหนึ่ง ”
“ มองดูจากทักษะแล้วน่าจะเป็คนที่ไม่ใช่ว่าเพิ่งเข้าภายในสำนักกระบี่์อาจจะเข้ามานานหลายปีแล้วแต่ว่าเพราะความสามารถไม่คืบหน้าเลยทำให้อยู่เพียงแค่ระดับหนึ่งเช่นนี้ใช่หรือเปล่าล่ะขอรับศิษย์พี่ทั้งสอง” จางอี้พูดออกมาพร้อมกับมองตรงไปที่พวกมัน แสดงใบหน้าที่พลางเยาะเย้ยด้วยสายตา
พวกมันทั้งสองหลังจากที่โดนสบประมาทด้วยคำพูดวาจาเช่นนั้นแววตาของพวกมันเริ่มเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้มันยังตกตะลึงอยู่ด้วยความสามารถการเคลื่อนไหวเช่นนั้นแต่เมื่อโดนคำพูดนั้นเข้ามากัดกินแววตาของมันก็ถูกย้อมไปด้วยความโกรธ
แน่นอนว่านั่นคือจุดประสงค์ของจางอี้ดูเหมือนว่าฝีปากของเขาจะไม่ธรรมดา้าพูดออกมาแบบนี้เพราะว่าตั้งใจจะยั่วโมโหพวก
พวกมันทั้งสองแสดงความโกรธออกมาอย่างชัดเจนดูเหมือนว่าแผนการของเขานั้นจะได้ผล พวกมันทั้งสองคนก็ะเิพลังออกมาจากร่างกาย
จากนั้นก็ควบคุมและผนึกพลังอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่หมัดทั้งสองข้างคลื่นพลังที่ถูกผนึกอย่างแข็งแกร่งปรากฏเห็นเป็ระลอกคลื่นในอากาศ
ทั้งสองพุ่งตรงเข้ามาโดยใช้อารมณ์ของตนเองเป็ตัวชักนำการโจมตีนี้แม้ว่าจะรุนแรงเพราะระลอกคลื่นที่ถูกปล่อยออกมาััภายในอากาศจนสั่นไหว
แต่ว่าถึงแม้การโจมตีจนรุนแรงเพียงใดแต่การใช้งานนั้นช่างตื้นเขินมันรวดเร็วและรุนแรงแต่กับไร้ซึ่งสติปัญญาการโจมตีนั้นมองออกง่ายดายจนแทบจะคาดเดาการโจมตีได้อย่างชัดเจน
จางอี้เห็นพวกนี้ดวงเขายั่วโมโหจนตอนนี้พลั้งพลาดใช้การโจมตีที่ไม่คาดคิดออกมาและก็ไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ของตนเองได้คิดและปรากฏในจิตใจเลยว่าตนเองอย่างไรเสียก็ชนะ
จางอี้ผนึกพลังอยู่ที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง หลังจากที่ก้าวเข้ามาสู่ประตูบ่มเพาะได้สักพักควบคุมพลังของตนเองมันเองก็เริ่มง่ายดายมากขึ้น
การฝึกฝนอย่างหนักผนวกเข้ากับกระดูกปราณและสายเืขั้นสูงสุดมันทำให้ตอนนี้พลังภายในร่างกายควบคุมได้ดั่งใจคิด
พลังที่ถูกสำแดงออกมากลับทรงพลังมากกว่าระดับรากฐานขั้นปลายทั่วไปถึงแม้ว่าพลังที่ผนึกออกมาที่ฝ่ามือจะทรงพลังมากกว่าพลังธรรมดาทั่วไปแต่ถ้าจะให้ปะทะกับฝ่ามือของผู้บ่มเพาะระดับขอบเขตปราณขั้นกลางถึง 2 คนก็ยากที่จะต้านทาน
เมื่อไม่สามารถต้านทานได้ตรงๆสิ่งที่จางอี้ทำคือเอียงกายเล็กน้อยหลังจากนั้นก็ใช้หมัดของตนเองซัดเข้าไปที่ฝ่ามือของพวกมันจากจุดบอด
จุดที่มีพลังเข้มข้นต่ำที่สุดฝ่ามือที่โดนหมัดซัดตรงเข้ามาจนกระเด็นถอยดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ตกเข้าไปอยู่ในห้วงภวังค์แห่งคำถามระดับรากฐานสามารถต้านทานระดับขอบเขตปราณอย่างพวกมันถึง 2 คนได้ในครั้งเดียว
ทว่า…ในขณะที่พวกมันนั้นตกอยู่ในห้วงความคิดพวกมันมันเองก็ไม่มีเวลาที่จะคิดมากนัก
เพราะว่าในตอนนี้ผู้ที่อยู่ด้านหน้าใช้ท่าร่างอันรวดเร็วเคลื่อนไหวใส่พวกมันใน่ลมหายใจยามนั้นร่างของเด็กหนุ่มก็มาปรากฏกายอยู่ด้านหน้า
คนทั้งสองดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนก ขณะที่จะขยับร่างกายเพื่อโต้ตอบยามนั้นหมัดก็พุ่งตรงเข้ามาซัดที่ใบหน้าของพวกมันทั้งสองอย่างรุนแรง
พลังที่ถูกผนึกอย่างเข้มแข็งอยู่ที่หมัดทั้งสองข้างซัดตรงเข้าไปที่ใบหน้าแม้จะเป็คนที่อยู่ขอบเขตสูงกว่าแต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังที่ถูกส่งเสริมจากสายเืที่แข็งแกร่งได้
เคียงโดนซัดเข้าไปร่างกายของพวกมันทั้งสองกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นตอนนี้ดวงตาของพวกมันทั้งสองพร่ามัว
จางอี้มองหมัดของตนเอง ‘ ดูเหมือนว่าจะเป็แบบนั้นจริงๆจากที่อ่านเจอภายในคัมภีร์ของเหล่ากุ้ยบอกว่ายิ่งสายเืเข้มข้นสูงมันยิ่งทำให้พลังจากปราณนั้นมีความแข็งแกร่ง ’
‘ เพราะแบบนั้นถึงแม้ว่าตอนนี้ข้าจะอยู่เพียงแค่รากฐานขั้นปลายแต่ว่าพลังของรากฐานขั้นปลายของข้าที่เป็สายเืบริสุทธิ์คงจะแตกต่างกับพวกรากฐานขั้นปลายในโลกเบื้องล่างไม่น้อยเลยทีเดียว’
แม้ว่าจะเป็เพียงแค่ระดับรากฐานแต่ระดับรากฐานของสายเืที่แข็งแกร่งแข็งแกร่งกว่าพวกคนจากโลกเบื้องล่างไม่น้อย
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจางอี้จึงสามารถล้มผู้ฝึกฝนระดับขอบเขตปราณสองคนได้ในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่ตระหนักรู้ถึงพลังของตนเองที่ฝึกฝนมานานก็ยังไม่ได้ทดสอบเรียบร้อยแล้วจางอี้พึงพอใจเป็อย่างมากเดินมุ่งตรงไปหาพวกมันที่นอนอยู่ที่พื้น
“ สำนักแห่งนี้มอบเบี้ยเลี้ยงให้เหล่าลูกศิษย์และก็ไม่ได้ออกกฎว่าห้ามแย่งชิงทรัพยากรกัน”
“ แสดงว่าสำนักกระบี่์คงจะสนับสนุนการต่อสู้อยู่ลับๆแม้เบื้องนอกเหมือนสำนักขนาดใหญ่แต่ว่าด้านในเองก็เหมือนกับสวนสัตว์ร้าย ”
“ การต่อสู้ภายในสำนักที่โหดร้ายจะทำให้บ่มเพาะลูกศิษย์ที่แข็งแกร่งสินะ”จางอี้พึมพำขึ้นเดินไปที่พวกมันก่อนที่จะค้นร่างกายและนำเอาเบี้ยเลี้ยงของพวกมันทั้ง3 ออกมา
นี่ไม่ถือว่าเป็การผิดกฎสำนักการที่คิดว่าการต่อสู้กันแย่งชิงทรัพยากรพวกนี้น่าจะเป็ความตั้งใจของสำนักอยู่แล้ว
คาดการณ์ว่าที่สำนักทำเช่นนี้เพราะ้าที่จะคัดคนอ่อนแอออกไปสำนักแห่งนี้คนที่จะอยู่ได้มีเพียงแค่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้น
“ เบี้ยเลี้ยงของพวกท่านทั้งสามข้าขอก็แล้วกัน”
ได้ถุงเบี้ยเลี้ยงขนาดใหญ่สามถุงเรียบร้อยก็รีบเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้วก็มุ่งตรงลงไปที่ตีนเขาอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางสบายใจ
คิดว่าการเดินทางมาที่้าเพียงครั้งเดียวจะได้ของตอบแทนกลับไปมากมายขนาดนี้…
จบบท