# ตอนที่ 4
## แอช
รอยร้าวแรกเป็เพียงเส้นบางๆ บนเปลือกหม่นซีด
บางจนหากลูคัสกะพริบตาเร็วเกินไป เขาอาจมองไม่ทันด้วยซ้ำ
ลูคัสไม่ขยับอยู่พักหนึ่ง
ปลายนิ้วยังค้างบนด้านข้างของไข่ตรงส่วนที่เปลือกยังสมบูรณ์ เขาแทบไม่กล้าลงน้ำหนักผ่านปลายนิ้ว กลัวแม้แต่ความอุ่นจากมือของตัวเองจะรบกวนจังหวะเล็กๆ ที่ข้างในกำลังพยายามทำอยู่
กึก
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เบามาก แต่พอให้หัวใจเขากระตุกตาม
รอยปริเดิมไม่ได้กว้างขึ้นทันที ทว่ามันสั่นนิดหนึ่งราวกับมีบางสิ่งกำลังดันจากข้างในอย่างสุดแรง แล้วก็เงียบลงอีกครั้ง
ลูคัสเม้มปาก
"ไม่ต้องรีบ"
คำพูดหลุดออกมาแ่เบา เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดเพื่อปลอบอีกฝ่ายหรือเพื่อห้ามใจตัวเองไม่ให้ตื่นตระหนก
"ค่อยๆ ก็ได้"
เขาดึงมือกลับอย่างระวัง แล้วรีบจัดทุกอย่างรอบกล่องไม้ใหม่ในทันที ตะเกียงถูกเลื่อนให้ใกล้ขึ้นอีกนิดแต่ไม่ชิดเกินไป ผ้าคลุม้าถูกพับกลับเพื่อให้เขามองเห็นเปลือกได้ชัด ผ้ารองหม้ออุ่นถูกเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง ส่วนฟืนในเตาผิงก็ถูกขยับให้ไฟนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทุกการเคลื่อนไหวคมและเร็วขึ้นกว่าปกติ
พอนั่งลงอีกครั้ง เขาก็พบว่ามือของเขากำลังกำผ้าบริเวณหัวเข่าแน่นโดยไม่รู้ตัว
เขาปล่อยมือออกช้าๆ แล้ววางมันกลับลงข้างกล่องไม้แทน
"ฉันอยู่นี่"
เหมือนที่ผ่านมา คำนี้เป็สิ่งที่เขาพูดได้มั่นคงที่สุด
รอยร้าวยังคงอยู่
แล้วเสียงก็ดังอีก
กึก
คราวนี้ตามมาด้วยเสี้ยวเปลือกเล็กๆ ที่กระเทาะออกจากขอบรอยปริแล้วร่วงลงบนผ้ารองเบาๆ
ลมหายใจของลูคัสสะดุด
เขาเฝ้ามองชิ้นเปลือกจิ๋วนั้นอยู่เสี้ยววินาที ก่อนสายตาจะกลับไปตรึงที่ไข่เหมือนเดิม มันเป็เพียงเศษเปลือกเล็กๆ แทบไม่เปลี่ยนอะไรเลย แต่สำหรับชีวิตที่เคยอ่อนแรงจนแทบไม่ยอมสั่นตอบเมื่อคืนก่อน นี่คือความพยายามมหาศาล
"ดีมาก"
คราวนี้น้ำเสียงเขาอุ่นขึ้นกว่าตอนแรกนิดหนึ่ง
"แบบนั้นแหละ"
ลูคัสทำเพียงเฝ้าอยู่ข้างกล่องไม้ มือหนึ่งคอยแตะผ้าอุ่น อีกมือวางใกล้เปลือก
เมื่อห้องเงียบเกินไป เขาก็พูดกับมันเหมือนเมื่อคืน
กว่ามันจะดันเปลือกอีกครั้งก็ผ่านไปหลายนาที ช้าจนเขาเริ่มกังวลว่าพลังของมันอาจหมดไปเสียแล้ว แต่แล้วรอยร้าวเดิมก็สั่นอีกครั้ง เสียงกระทบดังเบาๆ สองครั้งติดกัน ก่อนเปลือกส่วนบนจะรานออกเพิ่มอีกเส้นหนึ่ง
เส้นใหม่นั้นตัดผ่านไปทางด้านหน้า
จากเส้นเดียว กลายเป็สอง
ไข่หม่นๆ ใบนั้นดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมาผ่านรอยแยกบนเปลือก
ลูคัสยื่นมือออกไปเกือบแตะ แต่หยุดไว้กลางอากาศ
ถ้าเขาช่วยแงะให้เร็วขึ้นจะดีหรือเปล่า
ถ้าปล่อยไว้ตามลำพัง มันจะหมดแรงกลางทางไหม
ถ้าเขายุ่งมากเกินไป เปลือกจะบาดสิ่งมีชีวิตข้างในหรือไม่
คำถามผุดขึ้นติดกันจนใจเขาแน่นไปหมด
เขาบังคับให้ตัวเองหายใจช้าๆ แล้วมองสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแทนความกลัวในหัว
แรงกระแทกจากข้างในยังมาเป็่
เบา
แต่สม่ำเสมอ
ลูคัสจึงวางมือข้างหนึ่งข้างกล่องไม้ และพูดกับมันเหมือนเมื่อคืน
"ถ้าจะพัก ก็พักได้"
"ไม่ต้องรีบออกมาในครั้งเดียว"
"แต่ถ้ายังไหว ก็ส่งเสียงให้ฉันรู้ด้วย"
ราวกับเข้าใจคำพูดนั้น แรงสั่นใต้เปลือกก็ตามมาอีกครั้ง
เบา
ทว่าแน่ชัด
มุมปากของลูคัสคลายออกอย่างโล่งใจโดยไม่รู้ตัว
เขาเผลอหัวเราะหายใจออกมาสั้นๆ
"ดื้อจริง"
แสงเช้าด้านนอกเริ่มซึมเข้ามาตามขอบหน้าต่างทีละน้อย หมอกในหุบเขาไม่ขาวทึบเหมือน่มืดที่สุดแล้ว แต่ยังลอยต่ำหนาแน่นจนแสงที่ลอดผ่านหมอกกลายเป็สีอ่อนนุ่มไปหมด บ้านไม้ทั้งหลังอยู่ในภาวะกึ่งคืนกึ่งเช้า และกลางห้องโถงนั้น มีกล่องไม้เล็กๆ ตั้งรับแสงสลัวอยู่หน้าเตาผิง
ลูคัสนั่งนิ่งอยู่หน้าเตาผิง
ปลายรองเท้าแตะพื้นไม้เดิม
หม้ออุ่นยังมีไอ
กล่องไม้ยังอยู่ตรงหน้าเขาพอดี
กึก
รอยร้าวด้านหน้าแยกกว้างขึ้นอีกนิด
คราวนี้มีบางอย่างสีเข้มกว่าผิวเปลือกขยับวูบอยู่ข้างใน ก่อนจะหายไปในทันที
ลูคัสชะงักไปทั้งตัว
"เฮ้"
"ฉันเห็นนายแล้ว"
คำพูดนั้นทำให้แรงกระแทกจากข้างในหยุดไปชั่วครู่
ลูคัสใจหายวาบ แต่ก่อนจะทันคิดอะไรมากกว่านั้น เสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถี่กว่าก่อน เปลือก่บนรานออกเป็แผ่นเล็กๆ แล้วชิ้นหนึ่งกระเด็นตกลงบนผ้ารอง เผยให้เห็นรอยแยกพอให้มองเข้าไปได้ลึกขึ้น
ข้างในมืดอยู่ครึ่งหนึ่ง
อีกครึ่งเป็เงาแดงหม่นของตัวเล็กๆ ที่กำลังขยับ
ลูคัสไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองโน้มลงไปใกล้แค่ไหน จนหน้าผากเกือบชนขอบกล่องไม้
"ดีมาก"
"อีกนิดเดียว"
แต่ครั้งนี้สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ได้ดันต่อทันที
แรงกระแทกหายไป
รอยร้าวนิ่งลง
ความเงียบปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง
ลูคัสยกมือขึ้นอย่างลังเล แล้วแตะด้านข้างของเปลือกเบามากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เย็นกว่าที่ควรนิดหนึ่ง
เขาขมวดคิ้ว รีบคว้าผ้าอุ่นที่เตรียมไว้เปลี่ยนรอบกล่องเพิ่มอีกชั้น ขยับกล่องเข้าใกล้เตาผิงขึ้นเพียงน้อย แล้วใช้ฝ่ามือรองด้านที่ไม่ได้มีรอยแยก
ความอุ่นจากมือซึมผ่านเปลือกช้าๆ
ลูคัสก้มลงพูดใกล้กว่าเดิม
"พักก่อนก็ได้"
"ฉันไม่ไปไหน"
"แต่ห้ามเงียบไปเลยนะ"
เขาไม่แน่ใจว่าต้องรอนานเท่าไร อาจเป็เพียงไม่กี่นาที หรืออาจยาวนานพอให้แสงเช้าขาวขึ้นอีกระดับ ความเหนื่อยทำให้เวลาไหลอย่างบิดเบี้ยว แต่เมื่อแรงตอบกลับมาถึงฝ่ามืออีกครั้ง เขาก็รู้สึกเหมือนเพิ่งหายใจได้เต็มปอด
ครั้งนี้แรงใต้เปลือกดันกลับมาชัดกว่าเดิม
กึก
กึก
เปลือก่บนยุบลงนิดหนึ่ง แล้วแยกออกเพิ่มอีกเป็รูขนาดเล็กพอให้ไออุ่นจากข้างในลอดออกมา ลูคัสจับจังหวะนั้นได้ทันที เขาคว้าผ้าสะอาดผืนหนึ่งมาวางข้างตัว แล้วใช้นิ้วสองข้างประคองเปลือกบริเวณใกล้รูอย่างระวังที่สุด
เขาไม่ได้แงะ
เพียงกันไม่ให้ชิ้นเปลือกคมๆ กดกลับลงไป
สิ่งที่อยู่ข้างในขยับอีกครั้ง
แล้วหัวเล็กๆ ก็โผล่ออกมาจากรอยแยก
ลูคัสลืมหายใจ
มันเล็กกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก
เล็กจนฝ่ามือเดียวก็คงพอรองศีรษะกับลำคอได้ทั้งหมด เกล็ดสีแดงเข้มปนทองหม่นยังเปียกอยู่ตามแนวสัน ชื้นเงาจากของเหลวในเปลือก เขาสองข้างยังเล็กนิดเดียวและยังอ่อนเกินจะเรียกว่าแหลมอย่างเต็มตัว ดวงตายังปิดสนิท ส่วนจมูกกลมๆ ที่ปลายปากขยับเบาๆ ราวกับกำลังสูดกลิ่นของโลกภายนอกเป็ครั้งแรก
มันทั้งเปียก ทั้งเหนื่อย และเล็กเกินกว่าจะดูน่ากลัว
"โอ..."
เสียงนั้นหลุดออกจากลำคอของลูคัสเบาแทบเป็ลมหายใจ
ลูกัตัวน้อยหันศีรษะช้าๆ ราวกับหาต้นทางของเสียง แม้ดวงตายังปิดอยู่ แต่ลูคัสก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังรับรู้เขาอยู่จริง
แล้วมันก็พยายามดันตัวเองออกมาอีก
แรงของมันยังอ่อนแอเกินไป
หัวเล็กๆ เงยขึ้นได้ไม่ถึงไหนก็ทรุดลงบนขอบเปลือกอย่างหมดแรง
ลูคัสสะดุ้ง รีบยื่นมือเข้าไปประคองใต้คางมันโดยไม่คิด
อุ่น
ร้อนกว่าที่เปลือกด้านนอกมาก
"ช้าๆ"
เขาพูดทันที ทั้งที่น้ำเสียงตัวเองสั่นนิดหนึ่ง
"ไม่ต้องรีบแล้ว"
ปลายนิ้วของลูกัข้างหนึ่งขยับมาสะกิดโดนข้อนิ้วเขาอย่างไม่ตั้งใจ มันเบาเหลือเกิน แต่ทำให้ใจของลูคัสไหววูบในทันที
เขาใช้มืออีกข้างค่อยๆ หักเปลือกส่วนที่เปิดแล้วออกเพิ่มเพียงเท่าที่จำเป็ ระวังไม่ให้ขอบคมบาดลำตัวเล็กด้านใน ทุกการเคลื่อนไหวช้าจนแทบเหมือนหยุดนิ่ง
พอช่องกว้างพอ ลูกัตัวน้อยก็หลุดพรวดออกมาทั้งตัวในท่าที่ไม่สง่างามเลยแม้แต่น้อย มันลื่นแหมะลงบนผ้ารอง เปียก ชื้น สั่น และดูอ่อนแรงราวกับลมแรงนิดเดียวก็ปลิวได้
ลูคัสรีบใช้ผ้าสะอาดรองตัวมันขึ้นมาทันที
น้ำหนักแทบไม่มี
ตัวเล็กยิ่งกว่าลูกแมวแรกเกิดเสียอีก ปีกบางๆ สองข้างแนบลู่ติดลำตัว หางสั้นยังขดงอเพราะอยู่ในเปลือกมานาน เกล็ดสีแดงเข้มตามแนวสันหลังเปลี่ยนเป็สีสว่างกว่าตรงปลาย คล้ายมีเถ้าไฟบางๆ แต้มอยู่ตามขอบ
ดวงตาของมันยังไม่เปิด
แต่มันขยับจมูกอีกครั้ง
แล้วศีรษะเล็กๆ ก็หันตรงมาหามือของเขา
ลูคัสหยุดนิ่งทั้งตัว
ลูกัตัวจิ๋วส่งเสียงแ่มาก
เสียงเดียวกับที่ดังลอดเปลือกเมื่อคืน เพียงครั้งนี้ไม่มีเปลือกคั่นอยู่แล้ว
"ใช่"
คำตอบหลุดจากปากเขาเองอย่างไม่รู้ตัว
"ฉันอยู่นี่"
เหมือนมันฟังเข้าใจ ศีรษะเล็กนั้นดันเข้าหาฝ่ามือเขาอีกนิด แล้วพยายามยกตัวขึ้น
ผลคือมันล้มหน้าเกือบทิ่มผ้ารอง
ลูคัสรีบประคองไว้ด้วยสองมือ ก่อนเสียงหัวเราะเบาๆ จะหลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เดี๋ยวสิ"
"เพิ่งออกมาก็จะลุกแล้วหรือ"
เขาใช้ปลายนิ้วซับของเหลวตามสันหน้าอย่างระวัง จากนั้นจึงห่อตัวมันด้วยผ้าสะอาดอีกชั้น เหลือเพียงศีรษะเล็กๆ ไว้ด้านนอกเพื่อไม่ให้มันอึดอัด ลูกัขยับน้อยลงทันทีเมื่อได้ความอุ่นเพิ่ม
ดวงตาของมันค่อยๆ ปรือลืมขึ้นเป็ครั้งแรก
แคบมาก
สั่นนิดหนึ่งเหมือนยังไม่ชินกับแสง
แล้วก็มองเห็นเขา
ดวงตาคู่นั้นสีเข้มกว่าที่เขาคิด
เหมือนถ่านไฟที่เพิ่งเริ่มจับแสงจากข้างใน
ลูกักระพริบตาช้าๆ ครั้งหนึ่ง แล้วพยายามขยับเข้าหาเขาอีก
ลูคัสยื่นมือรองรับไว้ทัน
มันปีน
ถ้าจะเรียกว่าปีน ก็คือการใช้แรงทั้งหมดที่มีดันขาหน้าเล็กๆ สองข้างกับขอบผ้า แล้วไถตัวช้าๆ มาทางฝ่ามือเขาเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ทั้งเหนื่อยทั้งดื้อ และมั่นใจอย่างประหลาดว่าสถานที่ที่ต้องไปให้ถึงคือมือคู่นี้
ลูกัส่งเสียงอือเบาๆ ในลำคอเมื่อแตะฝ่ามือเขาได้เต็มตัว มันดันหัวเข้าใต้ข้อนิ้วเขาเหมือนหาที่ซุกตามสัญชาตญาณ แล้วก็หยุดนิ่งลงราวกับแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ลูคัสมองมันค้างอยู่หลายวินาที
ใจเขาเหมือนถูกแตะเบาๆ ตรงจุดที่อ่อน จนแม้แต่การหายใจก็เบาลงไปเอง
"นาย..."
เขาเริ่มต้นเช่นนั้น แต่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ลูกักระพริบตาอีกครั้ง สีเข้มในดวงตาคู่เล็กสะท้อนแสงเตาผิงวาบนิดหนึ่ง ก่อนศีรษะจะเอียงอย่างไม่มั่นคงตามแรงง่วง
ลูคัสรีบขยับตัวให้มันพิงมือได้สบายกว่าเดิม แล้วใช้ผ้าอีกชายหนึ่งคลุมหลังให้
"โอเค"
"ไม่ต้องพยายามแล้ว"
"นายออกมาได้แล้ว"
ลูคัสมองเปลือกที่แตกออกคาผ้ารอง แล้วหันกลับมาหาลูกัในมืออีกครั้ง
มันเล็กมากจริงๆ
เล็กจนเขากลัวว่าถ้าขยับผิดนิดเดียวจะทำให้มันเจ็บ
เขาจึงตรวจดูทั้งตัวอย่างช้าๆ ตามนิสัยของคนคุ้นงานรักษา ลูบผ่านแนวปีกที่ยังพับแนบอยู่ เช็กปลายหาง ปลายเล็บเล็กๆ แนวสันหลัง และจังหวะหายใจ
มันอ่อนแรง
แต่มั่นคงกว่าที่เขากลัว
หายใจได้สม่ำเสมอ
ไม่มีร่องรอยาเ็จากเปลือก
เพียงแค่เหนื่อยจนแทบหมดแรงจะลืมตา
"เก่งมาก"
คำชมออกมาเบาและจริงใจจนเกือบเป็เสียงกระซิบ
ลูกัขยับจมูกเหมือนรับรู้ แล้วซุกเข้าใกล้ฝ่ามือเขาอีกนิด
ลูคัสพาเ้าตัวเล็กเข้ามาใกล้อกเล็กน้อย เพื่อให้มันได้รับความอุ่นจากร่างกายมากกว่าเดิม เขานั่งพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ คอยประคองหัวและลำตัวของมันให้มั่นคงที่สุด
ลูกัไม่ขัดขืนเลย
พอได้ตำแหน่งที่อุ่นและมั่นคง มันก็ปล่อยแรงตึงออกจากตัวทีละนิด
ลูคัสหัวเราะในลมหายใจ
"ทีอย่างนี้ล่ะยอม"
เขานึกขึ้นได้ว่าควรเช็ดตัวให้แห้งกว่านี้ จึงพยายามขยับผ้าซับแนวคอและหน้าท้องเบาๆ แต่ทุกครั้งที่มือเขาเลื่อนห่าง ลูกัจะขยับตามทันทีอย่างอ่อนแรง เหมือนไม่้าเสียัันั้นไป
สุดท้ายลูคัสจึงต้องเช็ดไปทีละนิดในท่าที่อีกฝ่ายยังเกาะนิ้วเขาอยู่
มันเป็งานที่ทั้งยากและน่าขันอยู่หน่อย
เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องมานั่งเช็ดตัวให้ัแรกเกิดที่ทั้งเล็ก ทั้งตัวอุ่นนิดๆ และดื้อเงียบๆ อยู่หน้าเตาผิงในบ้านร้าง
แต่พอเป็จริงเข้า เขากลับรู้สึกประหลาดๆ ว่าภาพนี้เหมือนควรเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้ว
หลังเช็ดจนแน่ใจว่าเกล็ดไม่ชื้นเกินไป ลูคัสก็ห่อมันด้วยผ้าสะอาดอีกครั้ง แล้วรองไว้บนสองมือเพื่อดูให้ชัดในแสงเช้า
ลูกัลืมตาขึ้นอีกรอบ คราวนี้นานกว่าเดิมนิดหนึ่ง
มันมองเขา
มองหน้า
มองมือ
มองตรงมาที่ดวงตาเหมือนพยายามจดจำ
"เห็นฉันชัดหรือยัง"
ลูกักะพริบตาช้าๆ
จากนั้นมันก็อ้าปากเล็กๆ อย่างงุ่มง่าม เหมือนจะส่งเสียง แต่สิ่งที่ออกมามีเพียงลมหายใจอุ่นวาบหนึ่งกับเสียงแหบจิ๋วๆ ที่ฟังคล้ายความพยายามมากกว่าคำร้อง
ลูคัสยกคิ้ว
"เสียงยังไม่มาเต็มสินะ"
เขาเอานิ้วแตะใต้คางมันเบาๆ ลูกัเงยหน้าตามัันั้นอย่างไม่มั่นคง แล้วหลับตาลงสั้นๆ คล้ายพอใจ
ภาพนั้นน่าเอ็นดูเกินต้านจนลูคัสต้องหลบสายตาไปมองกองเปลือกไข่แทนอยู่ชั่ววินาที ราวกับกลัวว่าถ้ามองตรงๆ ต่ออีกนิด เขาจะเผลอยิ้มกว้างเกินตัวเองไป
แสงเช้าภายนอกขาวขึ้นเรื่อยๆ หมอกเริ่มจางจากหน้าต่างด้านหนึ่ง ทำให้เงาของเตาผิงกับโต๊ะไม้บนพื้นชัดขึ้นทีละน้อย
ลูคัสก้มลงมองชีวิตเล็กๆ ในมืออีกครั้ง
ลูกัทำเสียงครางเบาๆ แล้วขยับขาหน้าหนึ่งขึ้นมาวางบนข้อนิ้วเขาอย่างเงอะงะ
เขายกนิ้วโป้งลูบเบาๆ ตรงเหนือสันหัวเล็กโดยไม่ทันคิด
ลูกันิ่งไป
จากนั้นก็ซุกหัวเข้าหาัันั้นอีก
ลูคัสชะงักนิดหนึ่งก่อนยิ้มออกมาจริงๆ เป็ครั้งแรกของเช้านี้
"ชอบแบบนี้เหรอ"
เขาลูบอีกครั้ง เบาและช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
เ้าตัวเล็กส่งเสียงในลำคอสั้นๆ เหมือนพึงพอใจ แล้วเปลือกตาก็หนักลงทันที ร่างทั้งร่างดูเหมือนปล่อยตัวเต็มที่หลังได้ัันั้น
ลูคัสมองมันเงียบๆ อยู่พักใหญ่
ความคิดหนึ่งค่อยๆ ลอยขึ้นมาในใจอย่างเป็ธรรมชาติ จนเขาเองยังแปลกใจว่าทำไมเพิ่งนึกถึงตอนนี้
ชื่อ
ลูคัสกวาดตามองเกล็ดสีแดงเข้มที่ยังชื้นอยู่ตามแนวสันหลัง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังกองเปลือกแตกกับเถ้าถ่านอุ่นในเตาผิง สีของมันไม่เหมือนไฟสดจัด หากเป็สีของความร้อนที่ผ่านคืนมาแล้ว ยังไม่ดับ แต่ลึกและนุ่มกว่าเดิม
เขามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในใจเงียบๆ
แอช
ลูคัสก้มลงมองลูกัในมือ
"แอช"
เขาเรียกเบามาก
ลูกัขยับหูเล็กๆ นิดหนึ่ง ราวกับเสียงนั้นแตะถูกตัวเองเข้าโดยตรง
ลูคัสลองเรียกอีกครั้ง
"แอช"
คราวนี้เ้าตัวเล็กพยายามลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง ก่อนจะดันหัวเข้าหาฝ่ามือเขาแล้วปล่อยน้ำหนักทั้งหมดลงมาในที่สุด
มันหลับ
ก่อนจะปล่อยให้แอชหลับลึกไปกว่านี้ ลูคัสยังไม่กล้าวางใจเต็มที่ เขาขยับผ้าที่ห่อไว้อีกนิดเพื่อดูจังหวะหายใจให้ชัดขึ้น ซี่โครงเล็กๆ ใต้เกล็ดชื้นยกขึ้นลงเบามาก แต่สม่ำเสมอ เขาเอาหลังนิ้วแตะแนวท้องของมันอีกครั้ง รับรู้ถึงความอุ่นคงที่ที่เริ่มนิ่งกว่าเมื่อครู่
ดีขึ้น
ยังอ่อนแรงอยู่มาก
แต่ดีขึ้นจริง
ลูคัสปล่อยลมหายใจออกช้าๆ เหมือนเพิ่งอนุญาตให้ตัวเองหายใจเต็มปอดได้เป็ครั้งแรกของเช้าวันนี้
เขาก้มมองเปลือกไข่ที่แตกคาผ้ารองอีกหนหนึ่ง แล้วตัดสินใจใช้เท้าเขี่ยโต๊ะเตี้ยให้ใกล้ตัวขึ้นเล็กน้อย เพื่อจะได้วางของทุกอย่างอยู่ในระยะเอื้อมโดยไม่ต้องขยับมือที่ประคองแอช
ผ้าสะอาด
ถ้วยน้ำอุ่น
สมุดบันทึก
ชิ้นเปลือกไข่ที่แตกออกมาแล้ว
ทั้งหมดถูกจัดไว้รอบตัวเขาอย่างเงียบเชียบ ราวกับห้องโถงเล็กๆ หน้าเตาผิงกลายเป็โลกเล็กๆ ที่มีไว้สำหรับเด็กเพิ่งเกิดเพียงตัวเดียว
หลังจัดทุกอย่างเสร็จ ลูคัสก็นึกขึ้นได้ว่าควรบันทึกเวลาเอาไว้ เขาจึงเอื้อมไปเปิดสมุดด้วยมือข้างที่ยังพอขยับได้ โดยระวังอย่างที่สุดไม่ให้แอชลื่นจากอ้อมประคอง
เช้าตรู่
ฟักตัวสำเร็จ
อ่อนแรง แต่ตอบสนองดี
อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าเปลือกด้านนอกตามปกติ
ตอบสนองต่อคนที่อยู่ใกล้ทันที
เขาหยุดปลายดินสออยู่ตรงบรรทัดสุดท้าย
ก่อนจะแก้คำเดิมขีดทับอย่างเบามือ
ไม่ใช่ผู้ดูแล
ลูคัสมองคำที่ขีดทิ้งนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเขียนใหม่ใต้ลงไป
ตามหาฉันทันทีหลังลืมตา
เขาปิดสมุดก่อนปลายดินสอจะลากบรรทัดต่อ
แอชขยับตัวนิดหนึ่งตอนเขาวางสมุดคืน
เปลือกตาที่เพิ่งปิดลงเมื่อครู่สั่นน้อยๆ เหมือนจะตื่น ลูคัสจึงวางนิ้วโป้งไว้เหนือสันหัวเล็กแล้วลูบลงช้าๆ ในจังหวะเดียวกับที่ทำก่อนหน้านี้
ผลลัพธ์เกิดขึ้นแทบจะทันที
แรงเกร็งเล็กๆ ในตัวแอชคลายลง
เสียงครางในลำคอเบาจนแทบเป็ลมหายใจ
แล้วมันก็ซบกลับลงที่เดิมเหมือนไม่มีอะไรน่ากังวลอีก
ลูคัสนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนขยับนิ้วช้าลงอีกนิดเหมือนกลัวทำัันั้นหลุด
เขาเหลือบมองแนวปีกเล็กๆ ของแอชอีกครั้ง พอแห้งขึ้นนิดหน่อย สีของเกล็ดก็ดูชัดขึ้นกว่าเดิม แดงเข้มตรงสันหลัง ไล่เป็แดงอมส้มตรงขอบปีกและปลายหาง ราวกับมีประกายไฟอ่อนๆ ซ่อนอยู่ใต้สีหม่นนั้น
สวย
และเล็กเหลือเกิน
ลูคัสมองปลายปีกเล็กๆ นั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนสายตาจะเลื่อนไปที่ปลายหาง
นอกหน้าต่าง แสงขาวของเช้ายกขึ้นอีกระดับ หมอกเริ่มเปิดให้เห็นแนวรั้วด้านหน้าและก้อนหินก้อนใหญ่ข้างบ่อชัดกว่าเดิม เสียงนกสองสามตัวดังแว่วไกลๆ จากชายป่า ขณะที่ในบ้าน กลิ่นควันไม้เก่าปะปนกับกลิ่นอุ่นจางๆ ของเ้าตัวเล็กแรกเกิดจนบรรยากาศทั้งห้องดูต่างไปจากทุกชั่วโมงที่ผ่านมา
ลูคัสหันมองรอบห้องช้าๆ เป็ครั้งแรกนับจากแอชฟักออกมา โต๊ะเอียงตัวเดิม ผนังไม้มีรอยฝนเก่า หน้าต่างยังสั่นเบาๆ เวลาโดนลม เตาผิงก็เป็เตาผิงเก่าอันเดิมที่เขาเพิ่งจุดขึ้นใหม่เมื่อวาน
เขาก้มลงมองแอชอีกครั้ง
"นายเลือกเกิดที่นี่จริงๆ สินะ"
คำพูดนั้นเบาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่ยังค้างอยู่มุมปาก
"งั้นเราคงต้องทำให้มันดีพอ"
แม้แอชจะหลับอยู่ แต่ลูคัสก็ยังพูดต่ออย่างช้าๆ เหมือนอยากให้เสียงตัวเองกลายเป็ส่วนหนึ่งของเช้านี้
"ห้องบนซ่อมได้"
"รั้วก็ซ่อมได้"
"โรงนาก็คงซ่อมได้เหมือนกัน"
"ถ้าขยันพอ แปลงดินข้างบ้านก็คงปลูกอะไรขึ้น"
เขาเหลือบมองกองเปลือกไข่ที่แตกคาผ้า
"ส่วนเื่เลี้ยงั..." เขาหลุดหัวเราะบางๆ "อันนั้นคงต้องเริ่มเรียนั้แ่วันนี้"
แอชขยับปากเล็กๆ คล้ายฝันหรือคล้ายรับรู้อะไรในห้วงหลับ ลูคัสจึงใช้ปลายนิ้วลูบหัวอีกครั้ง คราวนี้เบายิ่งกว่าเดิม ราวกับเพียงแตะไว้ให้รู้ว่ามือคู่นี้ยังอยู่ตรงเดิม
เขานึกขึ้นได้อีกอย่างว่าควรย้ายเศษเปลือกออกจากใกล้ตัวแอชเผื่อมันสะดุ้งตื่นแล้วโดนขอบคมบาด แต่ปัญหาคือเขาไม่อาจใช้สองมือได้โดยไม่รบกวนการหลับนั้นมากเกินไป
ลูคัสจึงต้องค่อยๆ ขยับทีละขั้น ใช้มือซ้ายรองแอชให้ชิดอกขึ้นอีกนิด แล้วเอื้อมมือขวาเก็บชิ้นเปลือกทีละชิ้นลงถาดไม้เล็กที่อยู่ข้างกล่อง ทุกจังหวะช้ามาก จนแม้แต่เสียงกระทบของเปลือกกับถาดยังเบาราวกับไม่อยากให้ใครตื่น
พอเก็บชิ้นสุดท้ายออกจากผ้ารองได้ เขาก็เลื่อนถาดไปไกลจากข้อศอกตัวเองอีกนิด
เมื่อจัดตรงนั้นเสร็จ เขาจึงหันไปดึงผ้าผืนบางจากพนักเก้าอี้มาพับซ้อนเพิ่มบนตัก กลายเป็ที่รองนุ่มขึ้นอีกชั้นสำหรับน้ำหนักเล็กจิ๋วที่หลับอยู่ เขาไม่รู้ว่าท่านั่งนี้จะต้องคงไว้อีกนานเท่าไร แต่หากแอชจะหลับอยู่อย่างนี้ต่อ เขาก็อยากให้มันหลับสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้
แอชถอนลมหายใจอุ่นๆ ใส่ฝ่ามือเขาครั้งหนึ่ง
ลมหายใจนั้นเบามาก
แต่ชัดพอจะทำให้ลูคัสหยุดมองอยู่พักหนึ่ง
เขารู้ตัวอีกทีตอนมือขยับลูบหัวแอชซ้ำอย่างเคยชินแล้ว
เ้าตัวเล็กยังไม่ตื่น
กลับซบลึกลงกว่าเดิมนิดหนึ่งด้วยซ้ำ
ลูคัสนิ่งไปแทบทั้งตัวทันที
ศีรษะเล็กๆ ของแอชซบอยู่ตรงโคนหัวแม่มือเขา ขาหน้าข้างหนึ่งยังวางทับนิ้วเขาไว้อย่างอ่อนแรง ปีกบางๆ พับแนบข้างลำตัวเหมือนผ้าชิ้นเล็ก และลมหายใจร้อนนิดๆ ก็ขึ้นลงสม่ำเสมอจนเขาไม่กล้าแม้แต่จะเปลี่ยนท่านั่ง
เขาก้มมองภาพนั้นนานมาก
นานจนไฟในเตาผิงยุบตัวลงไปอีกนิด
นานจนแสงเช้าจากหน้าต่างไล่หมอกด้านนอกให้จางลงเรื่อยๆ
นานจนความเหนื่อยของทั้งคืนเริ่มกลับมาทวงร่างกายทุกส่วนพร้อมกัน
แต่ต่อให้หลังปวด แขนชา หรือคอเมื่อยแค่ไหน ลูคัสก็ไม่คิดจะขยับ
เขาแค่มองศีรษะเล็กๆ ที่ซบอยู่ตรงโคนหัวแม่มือเขา
ลูคัสค่อยๆ ใช้นิ้วโป้งลูบเหนือหัวแอชอีกครั้ง คราวนี้เบายิ่งกว่าก่อน
เ้าตัวเล็กขยับนิดเดียวเหมือนจะซุกลึกขึ้น แต่ไม่ตื่น
มุมปากเขาคลายออกอย่างอ่อนโยน
"ยินดีต้อนรับนะ"
"บ้านยังไม่ค่อยดีเท่าไร"
"ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเลี้ยงัยังไง"
เขาหลุดหัวเราะน้อยๆ อยู่ในลมหายใจ
"แต่เราค่อยๆ เรียนไปก็แล้วกัน"
แอชยังหลับอยู่
ข้างนอก หมอกยกตัวช้าลงจากแนวรั้วไม้
แสงเช้าส่องผ่านกระจกเก่าเข้ามาเป็แถบยาวบนพื้น
เสียงลมอ่อนลงจนเหลือเพียงการพัดแ่ๆ รอบบ้าน
ลูคัสเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้อย่างระวังที่สุด สายตายังคงจับอยู่ที่แอช เขารู้ว่าตัวเองควรคิดเื่อาหาร เื่ที่นอน เื่อุณหภูมิ และทุกอย่างที่ต้องใช้ดูแลลูกัแรกเกิดให้รอดพ้นวันแรกไปให้ได้
แต่ตอนนี้เขาเพียงขยับตัวให้น้อยที่สุด
เขาจึงนั่งอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแสงเช้าและกลิ่นควันอุ่น ทิ้งตัวลงบนบ่า
แล้วในที่สุด ดวงตาของลูคัสก็อ่อนลงช้าๆ
เขาไม่ได้หลับเต็มที่
เพียงปล่อยเปลือกตาหนักลงครู่หนึ่ง โดยที่มือทั้งสองยังประคองแอชไว้อย่างเดิม
หน้าเตาผิง ชายคนหนึ่งกับลูกัตัวจิ๋วนิ่งอยู่ในท่าเกือบเดียวกัน
ข้างหนึ่งเป็ลมหายใจยาวช้าๆ ของคนที่ไม่ได้นอนทั้งคืน
อีกข้างเป็ลมหายใจสั้นอุ่นของตัวเล็กที่เพิ่งออกจากเปลือก