บทที่ 124 ร่วมสนุก
ชายหนุ่มมองเธอด้วยท่าทางเยาะเย้ย เขาทำเหมือนกับราชาที่กำลังให้โอกาสนางกำนัลคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น พอเห็นท่าทางของเขาแล้ว หวังเป่าเป้ยยิ่งนึกรังเกียจมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก
“ฉันยืนยันการเดิมพันนี้ และจะไม่มีวันพ่ายแพ้แน่นอน”
“โอ้ มั่นใจในตัวเองจังเลยนะ แต่ก็เอาเถอะ...เวลาที่ได้สยบม้าพยศแบบนี้แล้ว ฉันเองก็รู้สึกสนุกเหมือนกัน”
หวังเป่าเป้ยไม่อยากจะเสียเวลาฟังบทสนทนาพวกนี้อีก หญิงสาวเดินนำซูหยวนห่างออกไป ตอนนั้นเองที่รุ่นพี่อี้ทั้งสองเดินมาต้อนรับพวกเธอ
สีหน้าของทั้งสองคนดูไม่ดีนัก ราวกับเพิ่งรู้ข่าวการเดิมพันของน้องสาวร่วมอาจารย์
“รุ่นน้องหวัง เรื่องการเดิมพันของเธอ ฉันไม่เห็นด้วยเลยนะ”
“ใช่แล้ว รุ่นน้องหวัง...ถึงฝีมือของเธอจะยอดเยี่ยม แต่การแข่งขันน่ะ ไม่ได้อาศัยแค่ฝีมืออย่างเดียวหรอกนะ” เมื่อได้ยินอี้เหิงและอี้กังพูดแบบนั้น หวังเป่าเป้ยที่เชื่อมั่นมาตลอดก็ขมวดคิ้ว
“หมายความว่ายังไงคะ? หรือตระกูลอี้เปิดโอกาสให้โกงการแข่งขันได้?”
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่...มันก็มีหลายครั้งที่คนมีพรสวรรค์พ่ายแพ้ไป การแข่งขันเพื่อเอาชนะได้ติดอันดับ ฝีมือถูกคัดกรองมาตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนที่เหลือ...เป็นเรื่องของกลยุทธ์และการเอาตัวรอด ซึ่งบางครั้ง...โชคก็มีส่วนช่วยด้วยเหมือนกันนะ”
อี้เหิงไม่รู้ว่าจะอธิบายให้รุ่นน้องหวังเข้าใจได้ยังไง ปกติแล้วเธอเป็นคนฉลาดมาก แต่พอเป็นเรื่องธนู ราวกับเธอเชื่อมั่นว่าฝีมือธนูของตนเองจะนำความชนะมาให้
แน่นอนว่ามันก็มีเหตุผลที่หวังเป่าเป้ยจะคิดแบบนี้ เด็กสาวเป็นคนที่ถูกด้อยค่ามาตลอด ฝีมือที่ยอดแย่ของเธอทำให้ถูกทอดทิ้งจากตระกูล แต่จู่ๆ...ชีวิตก็พลิกกลับมาดีได้ เพียงเพราะถูกมองเห็นพรสวรรค์ในการใช้ธนู ดังนั้นที่ผ่านมา...หวังเป่าเป้ยใช้ฝีมือธนูของตนเองเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งได้ยศทางทหารเป็นสิบโท เป็นอย่างนี้แล้ว เธอจึงเชื่อมั่นมาตลอด ขอแค่เป็นเรื่องการใช้ธนู เธอก็จะเอาความพยายามเป็นที่ตั้งเพื่อไปข้างหน้าให้ได้
หวังเป่าเป้ยเม้มริมฝีปาก เวลานี้เธอยังกลัวอะไรได้อีกหรือ? มีแต่ต้องสู้เท่านั้น หนึ่งคนมา เธอก็สู้หนึ่งคน สองคนมา เธอก็แค่สู้สองคนเท่านั้น!
รอบการแข่งขันต่อไปนี้ กินเวลา 3 ชั่วโมง โดยจะให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนเข้าไปในเขตพื้นที่แข่งขันที่ถูกจำลองจากพื้นที่ล่าจริง แต่ไม่มีพวกกลายพันธุ์ มีเพียงหุ่นซ้อมอินทรีย์และกับดักต่างๆเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะต้องระวังกับดักที่วางเอาไว้ในพื้นที่แล้ว ศัตรูที่แท้จริงก็คือผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเอง
แน่นอนว่าในฐานะนักธนู สิ่งที่อยากทดสอบในด่านนี้มากที่สุดก็คือ การทดสอบทักษะในการพรางตัวและลอบสังหารศัตรู!
เนื่องจากนักธนูไม่ได้มีทักษะในการต่อสู้ซึ่งหน้า อีกทั้งหลายภารกิจ นักธนูจะต้องหาที่ซ่อนตัวที่เหมาะสม อำพรางจิตสังหารของตนเองไม่ให้ศัตรูค้นพบ หลังจากนั้นจะต้องมีสายตาที่ดีเพื่อจัดการศัตรูให้ได้ด้วย
วิธีที่จะผ่านการทดสอบเพียงอย่างเดียวก็คือ การที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องจัดการศัตรูให้ได้อย่างน้อย 5 ตัว ไม่จำเป็นต้องเป็นหุ่นรบอินทรีย์เท่านั้น การนับจำนวนนี้รวมถึงผู้เล่นด้วยกันเองด้วย หลังจากนั้นก็ต้องอยู่ให้ครบการแข่งขัน 3 ชั่วโมง หากขาดเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งก็ถือว่าไม่ผ่านแล้ว
จำนวนผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านรอบนี้มาได้มีหลายร้อยคน ซึ่งหลังจากรอบนี้จบ การแข่งขันวันนี้ก็หมดลงแล้ว หากผ่านการแข่งขันรอบนี้ พรุ่งนี้เช้าก็จะเป็นการแข่งขันประลองเป็นคู่ จนกว่าจะเหลือ 50 คนสุดท้ายตามกติกา แน่นอนว่าถ้าพวกเขาต้องการลดคู่แข่งให้ได้มากที่สุด การแข่งขันวันนี้...ก็ควรจะจัดการผู้เข้าร่วมการแข่งขันให้มากเท่าที่จะทำได้ ยิ่งจัดการคนเก่งไปได้มากเท่าไร โอกาสที่พวกเขาจะชนะการแข่งขันตัวต่อตัวก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก
“รุ่นพี่คะ ขอบคุณที่เตือนค่ะ แต่ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะทำให้ดีที่สุด” หากไม่มีทางรอดแล้ว ก็แค่ตายเท่านั้น
ประโยคสุดท้าย หวังเป่าเป้ยไม่ได้พูดออกไป ทว่าสายตาที่แน่วแน่จริงจังของเธอ ทำให้รุ่นพี่อี้ทั้งสองได้แต่ภาวนาให้เธอชนะการเดิมพันนี้ พวกเขากลัวว่าจะรับมือกับเหตุไม่คาดฝันไม่ได้
เนื่องจากมีเวลาพูดคุยไม่นานนัก อีกทั้งรุ่นพี่หวังก็ไม่อยากเสียสมาธิไปกับเรื่องอื่นๆ ดังนั้นซูหยวนจึงไม่ได้กวนใจเธอ รอเวลาไม่นาน กรรมการการแข่งขันก็เรียกผู้เข้าร่วมทุกคนไปรวมตัวกันแล้ว
เพราะนี่เป็นการเอาตัวรอดเพียงคนเดียว จึงมีกำหนดสุ่มปล่อยผู้เข้าแข่งขันเข้าไปในพื้นที่ โดยซูหยวนเข้าไปก่อนรุ่นพี่หวังสองช่วง และรุ่นพี่หวังก็โชคร้ายจริง เธอแทบจะกลายเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ถูกปล่อยเข้าไปในพื้นที่ นั่นหมายความว่า...การเคลื่อนไหวของเธอ เสี่ยงต่อการถูกจับตามองมาก
ซูหยวนรออยู่เขตรอบนอกพื้นที่แข่งขัน เนื่องจากเธอมีความตั้งใจจะช่วยรุ่นพี่ของตนเองอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อรุ่นพี่หวังเข้ามาในพื้นที่ หญิงสาวก็ติดตามอีกฝ่ายไป
เหมือนกับทุกครั้ง ซูหยวนคล้ายกับเจ้าของพื้นที่ล่าพวกนี้ เธอสามารถมองดูตำแหน่งของผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดผ่านแผนที่ได้ ดังนั้นด้านหลังรุ่นพี่หวังในตอนนี้ จึงมีจุดสีฟ้าเต็มไปหมดกว่าร้อยคน
เมื่อรุ่นพี่หวังเคลื่อนตัว พวกเขาก็ขยับตามไปด้วย ช่างเป็นภาพที่น่าประหลาดใจจริงๆ
ซูหยวนแค่นหัวเราะกับภาพที่เห็น ระหว่างทาง...เธอไม่ได้ล่าหุ่นซ้อมอินทรีย์เลย ก็เหมือนกับผู้เข้าร่วมการแข่งขันคนอื่นๆ เป้าหมายของพวกเขาชัดเจนมากว่าเป็นรุ่นพี่หวัง ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันที่แท้จริง รุ่นพี่หวังก็คือคนที่จะต้องจัดการเป็นพิเศษก่อน
ฟิ้ว!!
หลังจากผ่านไปได้หนึ่งชั่วโมง เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมง รุ่นพี่หวังที่เก่งกาจสามารถล่าหุ่นซ้อมอินทรีย์ได้ครบ 5 ตัวแล้ว หลังจากนี้เธอแค่ต้องหาที่ซ่อนตัวให้ดี แล้วอยู่ให้ครบ 3 ชั่วโมงตามกำหนดการแข่งขัน แต่น่าเสียดาย...ยังไม่ทันที่เธอจะได้เคลื่อนไหวไปหาที่ซ่อน ลูกศรดอกหนึ่งก็พุ่งผ่านหน้าของเธอไป ห่างเพียงคืบเดียวเท่านั้น!
“หยางเจาเจี้ยน!” รุ่นพี่หวังขมวดคิ้วมุ่น เธอเห็นร่างสูงของคุณชายหวังปรากฏขึ้น เขาเดินอาดๆเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัว หวังเป่าเป้ยยกธนูขึ้นมา เธอไม่คิดจะจัดการผู้เข้าแข่งขันด้วยกัน แต่ถ้ามีคนคิดจะทำร้ายเธอ หวังเป่าเป้ยก็ไม่ปล่อยไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หยางเจาเจี้ยนที่ได้เห็นภาพของเธอกลับหัวเราะออกมาเสียอย่างนั้น เขาไม่เกรงกลัวเลยว่าธนูของหวังเป่าเป้ยจะทำร้ายเขาหรือเปล่า แถมยังกล้าพูดจาอวดดีต่อหน้าเธออีก
“คุณหนูหวัง แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงมั่นใจว่าตัวเองจะเอาชนะได้อีกหรอ? เฮ้อ .... ช่างน่าสงสารจริงๆ” ชายหนุ่มยักไหล่ ท่าทางที่น่าหมันไส้ของเขาทำให้หวังเป่าเป้ยขมวดคิ้ว
เธออยากจะปล่อยศรในมือของตัวเองออกไปจริงๆ อยากให้คนน่ารังเกียจคนนี้หายไปให้พ้นสายตาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลย!
“คุณหนูหวัง เธอยอมแพ้เถอะ แม้ว่าเธอจะแข็งแกร่งมาก แต่เธอก็ไม่มีทางเอาชนะฉันได้”
“ถอยไป! อย่าให้ฉันต้องจัดการแกก่อน”
“ฮ่าๆ อะไรกัน? ดูเหมือนความอดทนของคุณหนูหวังจะหมดสิ้นแล้วใช่ไหม? ไม่อยากเล่นสนุกกันต่ออีกสักหน่อยหรือ?”
“คุณชายหยาง เชิญคุณไปเล่นสนุกที่อื่น ฉันไม่สนใจว่าคุณจะใช้วิธีไหนเพื่อเอาชนะฉัน พวกเราเป็นนักธนูเหมือนกัน ฉันแค่อยากสู้ด้วยธนูในมือของฉันนี้” หวังเป่าเป้ยพยายามกดข่มความโกรธของตนเองเอาไว้
อาจารย์เคยบอกว่า ในฐานะนักธนูแล้ว สมาธิเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากเธอถูกกระตุ้นโดยอย่างอื่น พลังในการคิดวิเคราะห์ก็จะด้อยลงไปด้วย ซึ่งนั่นจะนำมาซึ่งหายนะของนักธนูได้เลย
หวังเป่าเป้ยเชื่ออาจารย์ของตนเองเสมอ แต่น่าเสียดาย...ผลตอบแทนของความใจเย็นนี้ กลับไม่ใช่การต่อสู้ที่ภาคภูมิ
“ก็ได้ ก็ได้ ในเมื่อเธอต้องการแบบนั้น ฉันก็จะไม่เล่นด้วยแล้ว” หยางเจาเจี้ยนหัวเราะเยาะ ก่อนที่เขาจะปรบมือเป็นสัญญาณสามครั้ง
ตอนนั้นเอง บุรุษมากมายก็ปรากฏตัวขึ้นล้อมรอบหวังเป่าเป้ย พวกเขามาพร้อมกับธนูในมือที่พร้อมยิง หาหวังเป่าเป้ยขยับเพียงครั้งเดียว ลูกธนูพวกนั้นก็จะโจมตีเธอทันที
“คุณหนูหวัง ถ้าไม่อยากเจ็บตัว...ยอมแพ้เถอะ”
“แก!! แกทำแบบนี้เลยงั้นหรอ นี่เรียกว่าการแข่งขันรึไง!!” หวังเป่าเป้ยไม่อยากจะเชื่อ เธอมองบุรุษที่ล้อมรอบตัวเองด้วยความโกรธ รู้แล้วว่าเจ้าหยางเจาเจี้ยนที่น่ารังเกียจคนนี้ ถึงกับกล้าลงมืออย่างไร้ยางอาย
นี่เป็นการแข่งขัน! มันคือการแข่งขันที่ควรจะยุติธรรม เธอได้ใช้การแข่งขันนี้เพื่อชีวิตของตัวเอง แต่เจ้าหยางเจาเจี้ยนกลับต้องการฆ่าเธอด้วยวิธีนี้
เดิมที เธอก็คิดว่าการบังคับให้แต่งงานโดยที่ตัวเธอไม่รู้เรื่องนี้นับเป็นความอัปยศแล้ว คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าคนแซ่หยางคนนี้กลับมอบความอัปยศให้เธอมากกว่าเดิมอีก
“หยางเจาเจี้ยน! ต่อให้ฉันตาย ฉันก็จะไม่แต่งกับคนสารเลวอย่างแก!!” หวังเป่าเป้ยโกรธจนตาแดง แต่หยางเจาเจี้ยนมีหรือที่จะสนใจ
ตอนนี้เขาแค่อยากเอาชนะเธอเท่านั้น ถ้าเขาชอบเธอจริงๆ จะคิดจ้างวานให้คนมาทำร้ายเธอ ข่มขู่เธอด้วยวิธีแบบนี้หรือ?
“ตายก็ตายไปสิ มันคงจะดีกว่าถ้าฉันไม่ได้แต่งงานเพราะเธอตายน่ะ!” เขาแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง แสดงเจตนาที่น่ารังเกียจของตนเองออกมาจนหมด แม้แต่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันซึ่งยอมรับเงินของหยางเจาเจี้ยนก็ยังส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
ไอ้คนรวยแซ่หยางคนนี้น่ารังเกียจจริงๆ!!
“น้องสาว เธอยอมแพ้เถอะ เรื่องการแต่งงานหรือสัญญาหมั้นหมายอะไร ไปพูดกับครอบครัวดีกว่า”
“ใช่ๆ น้องสาว จะมาต่อสู้เป็นตายที่นี่ไม่เหมาะสมเลย”
“นั่นน่ะสิ น้องสาวเป็นคนมีพรสวรรค์ มันจะดีกว่าถ้าใช้พรสวรรค์นี้ในสนามรบให้ดี” แม้พวกเขาจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ลดธนูในมือลงเลย นี่ก็เพราะเงินที่พวกเขาได้รับ ถึงจะสงสารอีกฝ่าย แต่เงินที่จะได้คนละ 15,000 เครดิต เป็นจำนวนเงินที่มากพอให้พวกเขาใช้ชีวิตดีๆได้เลย
“ถ้าจะลงมือ อย่างนั้นก็จัดการเถอะค่ะ เพราะฉันไม่คิดจะยอมแพ้แบบนี้” หวังเป่าเป้ยแค่นหัวเราะออกมา ให้เธอตายยังจะดีกว่าทรยศความรู้สึกของตนเอง
หญิงสาวยกธนูในมือขึ้น ตั้งใจแน่วแน่ว่าต่อให้ต้องตาย เธอก็จะจัดการหยางเจาเจี้ยนด้วย ไม่ว่าเธอจะตายยังไง ก็ขอให้ตายโดยที่ไม่มีพันธะกับผู้ชายแบบนี้ เธอจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเอาชนะไปได้!
“อย่าขยับนะสาวน้อย!”
“ถ้าเธอขยับ พวกฉันยิงแน่!” ผู้ชายที่อยู่รอบๆและรับเงินจำนวนมากมาแล้ว พวกเขาไม่สามารถปล่อยให้เด็กสาวโจมตีออกไปได้ ดังนั้นจึงต้องเตือนเธอสักหน่อย
“...........” หวังเป่าเป้ยไม่เสียเวลาอธิบายอะไรอีก เธอไม่สนใจด้วยว่าตัวเองจะถูกยิงไหม เพียงยกธนูขึ้นอย่างมั่นใจต่อไป
“เธอรนหาที่เองนะ!” เมื่อเห็นแบบนั้น นักธนูคนอื่นๆก็พร้อมที่จะลงมือทันที หยางเจาเจี้ยนขยับหลบไปด้านหลัง เขาไม่เสี่ยงต่อสู้กับสตรีที่บ้าคลั่งไม่กลัวความตายแบบนี้
“ยิง!” หยางเจาเจี้ยนรีบบอกเมื่อเห็นลูกศรในมือของหญิงสาวเตรียมพร้อมแล้ว นักธนูคนอื่นเองก็เตรียมไว้แล้วเช่นกัน เมื่อหยางเจาเจี้ยนพูดแบบนั้น นิ้วของพวกเขาก็ปล่อยสายธนูทันที
ปัง!!
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าหวังเป่าเป้ยคงไม่รอดจากการโจมตีนี้แล้ว เสียงดัง “ปัง” ที่เกิดจากการกระแทกกันของลูกศรก็ดังขึ้น สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก
“รุ่นพี่ กำลังเล่นสนุกอะไรโดยไม่เรียกฉันหรอคะ”
วินาทีเป็นตาย เสียงของซูหยวนกลับดังขึ้นมา หวังเป่าเป้ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ถึงเธอจะไม่ได้เกลียดชังรุ่นน้องอันเท่าก่อนหน้านี้แล้ว แต่ความลำเอียงของอาจารย์เติ้งต่อเธอ ลึกๆแล้วหวังเป่าเป้ยก็ยังอิจฉาอยู่มาก ดังนั้น...ในสถานการณ์แบบนี้ เธอที่ก็ไม่ได้ดีต่อรุ่นน้องมากนัก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าก้าวออกมาเพื่อเธอ
“เธอไม่เกี่ยว ไม่ต้องมายุ่ง” หวังเป่าเป้ยปฏิเสธ นี่เป็นเรื่องของเธอ ต่อให้รุ่นน้องอันมีใจจะช่วย เธอก็ไม่ต้องการ
“ไม่เกี่ยวได้ยังไงคะรุ่นพี่ อาจารย์บอกให้รุ่นพี่แนะนำเกี่ยวกับการแข่งขันรอบต่างๆกันฉันนี่คะ สำหรับการแข่งขันรอบต่อไป ฉันยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยค่ะ” ซูหยวนส่ายหน้า ไล่เธอไปตอนนี้จะสนุกได้ยังไง
ดูสิว่า….ไอ้คนตระกูลหยางนั้นกำลังแสดงสีหน้าอะไรอยู่!
…………………………………