สเตลล่ากับวิลพากันไปนั่งที่เนินใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมวางคริสตัลขับไล่สัตว์เวท’ไว้โดยรอบด้วย ภายในความมืดมีพียงแสงจากเวทมนตร์ที่ลอยอยู่เหนือศีรษะพวกเขาเท่านั้นเลยยิ่งทำให้บรรยากาศแถวนั้นยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่
“นั่งรอเงียบๆแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไปแล้วเ้าช่วยพูดอะไรบ้างสิ”
“ก็เข้าใจอยู่นะว่ามันน่าเบื่อ แต่จะให้ผมพูดอะไรดีละ?”
“เอาเื่เกี่ยวกับตัวเ้าก็ได้แดนต้องสาบที่เ้าจากมาถึงมันจะไม่มีเวทมนตร์ แต่มันก็ไม่มีพวกสัตว์เวท’หรืออะไรที่อันตรายแบบนี้ด้วยเพราะงั้นมันก็น่าจะเป็ที่ที่สงบสุขไม่ใช่เหรอแล้วเ้าจะเดินทางมาลำบากที่นี่ทำไม?”
สเตลล่าที่ทนกับความเงียบไม่ไหวจึงทักบอกให้วิลคุยเื่เกี่ยวกับตัวเขาบ้างวิลเองนั้นเพราะเป็คนที่มักจะคิดก่อนพูดอยู่เสมอทำให้ตอนแรกที่พบเจอกับกลุ่มของสเตลล่าเขาคิดว่าจุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ของเขากับสถานะการณ์ของครอบครัวเขามันไม่น่าไว้วางใจพอที่จะเอาพูดใครคนอื่นฟังได้ง่ายๆแต่เพราะสเตลล่ามองเขาด้วยดวงตาสีทองกลมโตที่แลดูสวยเป็ประกายสดใสเมื่อดวงตานั้นกระทบกับแสงจันทร์อ่อนๆพร้อมสายตาที่คาดหวัง มองมาสบสายตาของวิลมันทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวจนเกือบเผลอพูดชมสเตลล่าออกไป ถึงอย่างงั้นก็ยังทำให้เขายอมแพ้จนต้องถอนหายใจออกมาก่อนจะเริ่มพูดเื่ของเขาให้เธอฟัง
“ถ้าจะให้เล่าคงต้องเริ่มั้แ่ตอนที่ผมเกิดเลยละมั้ง ผมโดนทิ้งไว้หน้าประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยอายุเพียงหกเดือนได้ หากนับตามชื่อและวันเกิดที่เขียนใส่กระดาษแนบไว้กับตัวผม พร้อมกับของมีค่าที่บอกว่าเป็ค่าเลี้ยงดูผมติดมาด้วยในความคิดผมนะ พ่อกับแม่ท่านคงมีความจำเป็อะไรบางอย่างถึงได้เอาผมมาทิ้งไว้แบบนั้นเพราะของมีค่าที่ติดตัวผมมามันสามารถเลี้ยงดูผมจนโตได้สบายๆเลยละแต่ผมก็ไม่เหงาหรอกนะ ที่สถานลี้ยงเด็กกำพร้ามีทั้งพี่ๆน้องๆที่น่ารักทุกคนเลยที่นั้นมีคุณแม่เทเรซ่า...เออ ผอ.เทเรซ่ากับเหล่าซิสเตอร์แม่ชีคอยสั่งสอนเลี้ยงดูพวกเราอย่างดี”
“ถ้าตามที่เ้าเล่ามาถึงจะเป็แค่สถานลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ดูเหมือนว่าที่นั้นเป็สถานที่ที่ดีมากแล้วทำไมเ้าถึงยังเดินทางข้ามมายังที่ดินแดนเวทมนตร์แห่งนี้กันละ”
“ที่จริงแล้วก็ยังมีอีกอย่างใส่มาพร้อมกับค่าเลี้ยงดูนั้นคือจดหมายที่บอกให้ผมเดินทางมาที่นี่เพื่อพบกับพ่อและแม่ของผมถึงในจดหมายจะบอกให้ผมออกเดินทางเมื่ออายุครบ 15 ปีก็เถอะแต่เพราะว่าผมที่กำลังเรียนอยู่แล้วยังเรียนไม่จบ ท่าน ผอ. เทเรซ่า ที่อยากให้ผมเรียนจบก่อนจึงบอกเื่นี้กับผมทีหลังเมื่อผมเรียนจบแล้วมันเลยทำให้ผมได้ออกเดินทางจริงๆเมื่ออายุได้ 17 ปี เข้าไปแล้วผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่ผมออกเดินทางช้าไปสองปีจะมีผลอะไรรึเปล่า”
“อืม.....ถ้าจะพูดถึงเื่อายุ15 ปี สำหรับธรรมเนียมที่ดินแดนเวทมนตร์แล้วละก็ เมื่ออายุครบ 15 ปีนั้นเท่ากับว่าคนคนนั้นได้โตเป็ผู้ใหญ่แล้วไงล่ะ”
“อย่างงี้นี่เองเหรอถ้างั้นการที่ผมพึ่งออกเดินทางก็คงไม่น่าจะมีปัญหาสินะแถมยังเกิดเื่ระหว่างที่เดินทางข้ามมาที่นี่อีกด้วย โดยรวมแล้วถึงผมจะไปช้าอีกนิดก็คงไม่มีผลอะไรหรอกมั้งฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“เ้าเนี้ยนะจะบอกว่าโชคดีที่จะได้เจอพ่อแม่ที่แท้จริงดีหรือจะบอกว่าโชคร้ายที่ต้องมาใช้ชีวิตในสถานะการณ์ที่ผ่านการเสี่ยงตายมาแบบนี้ขนาดข้าที่เป็นักผจญภัยมาได้สามปี ยังไม่เคยเจออะไรที่บ้าได้ขนาดเ้าเลย”
สเตลล่าหันมามองวิลเมื่อเธอพูดจบด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายพร้อมกับถอนหายใจใส่เขาคงเพราะว่าทุกอย่างที่วิลเจอมามันน่าจะเป็เื่ที่หนักหนามากสำหรับคนอายุ 17อย่างเขาแต่การแสดงออกของเขากลับเป็เพียงการทำตัวปกติแม้ว่าเขาจะผ่านเื่เสี่ยงตายมาหลายครั้งภายในวันสองวันนี้
“แล้วเ้าก็ยังทำตัวปกติได้นะเ้าไม่กลัวตายบ้างหรือไง?”
“กลัวสิกลัวมากๆด้วย แต่พอรอดมาได้มันก็ไม่มีเวลาให้มากลัวแล้วละถึงผมจะเป็คนที่คิดก่อนทำก็เถอะ นั้นทำให้บางสถานการณ์มันทำให้ผมแก้ปัญหาไม่ทันท่าน ผอ.เทเรซ่า จึงแนะนำผมว่า หากเกิดปัญหาขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว“จงทำก่อนที่จะคิดมากซะ จงใช้สัญชาตญาณตัดสินใจซะแล้วค่อยคิดหาทางแก้ทีหลังเมื่อมีเวลาคิด” นั้นละมันทำให้ผมสามารถเดินหน้าไปได้จนไม่มีเวลามากลัว แต่พอมากลับคิดดูทำให้รู้สึกเลยว่าทุกอย่างที่ผ่านมามันน่ากลัวมาก จนน่าแปลกใจที่ผมรอดมาได้เลย.....”
“แล้วคุณสเตลล่าละ”
“หือ?”
“ก็คุณที่อายุน่าจะพอๆกับผมแต่ทำไมถึงมาเป็นักผจญภัยที่ต้องเสี่ยงอันตรายอยู่ตลอดแบบนี้”
วิลรีบเปลี่ยนเื่คุยกับสเตลล่าทันทีโดยที่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาพยายามที่จะไม่คิดถึงเื่ร้ายๆที่เขาเจอมาเพื่อหลีกเลี่ยงความกลัวภายในใจของเขา
“อืม.....ก็ตามที่เคยบอกนะว่าที่นี่ทุกคนจะนับว่าเป็ผู้ใหญ่เมื่ออายุครบ15 ปีซึ่งนั้นก็หมายความว่าเราสามารถเลือกเส้นทางชีวิตหรือการทำงานเป็ของตัวเองได้แล้วแล้วงานนักผจญภัยก็เป็งานที่เรียบง่ายมากๆเลยถึงแม้มันจะมีความเสี่ยงตามภารกิจที่รับมาก็เถอะ”
“แต่ว่านะเท่าที่ผมเห็นการคิดการกระทำของทุกคนแล้ว ก็ไม่น่าจะยอมมาเสี่ยงตายกับงานแบบนี้เลยนะถึงผมจะไม่รู้ว่าความสามารถขนาดนี้ของทุกคนจะมีมากหรือน้อย หากนับตามมุมมองของคนที่นี่นะเพราะั้แ่มาที่นี่ผมก็ยังไม่เคยเจอใครนอกจากพวกคุณสเตลล่าเลยเปรียบเทียบไม่ได้แต่กลับกันผมคิดว่าทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้โดยการที่ไม่ต้องมาเป็นักผจญภัยเสี่ยงอันตรายแบบนี้เลย”
“เ้านี่ก็คิดเก่งสมกับที่พี่ข้ายอมให้เ้าช่วยจริงๆเลยนะแต่เพราะว่าพวกข้ามีเป้าหมายที่ไม่สามารถบอกกับคนนอกแบบเ้าได้นั้นทำให้พวกข้าจำเป็ต้องมาเป็นักผจญภัยแบบนี้ยังไงล่ะ”
“งั้นเหรอถึงจะไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไร แต่ผมขอให้สำเร็จดังที่หวังนะ”
วิลพูดและยิ้มให้กำลังใจสเตลล่าอย่างไม่มีการลังเลใดนั้นทำให้สเตลล่ารู้สึกถึงได้ว่าที่วิลพูดมามันไม่ใช่การเสแสร้งแต่อย่างใดสเตลล่าจึงพูดขอบใจวิลและยิ้มตอบอย่างเป็มิตรแล้วบรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนดูอบอุ่นเป็กันเองมากขึ้น
“อ๊ะ! บานแล้ว ดอกหญ้าลูเซตเริ่มบานแล้ว ดูสิ”
วิลหันไปมองกลุ่มดอกหญ้าลูเซตที่เริ่มบานทีละดอกทีละดอกเมื่อเห็นดังนั้นสเตลล่าจึงรีบจูงมือวิลเพื่อเดินเข้าไปเก็บแต่ทันใดนั้นเองเนินหญ้าโดยรอบตัวพวกเขาได้มีแสงจันทร์สาดส่องขยายกว้างขึ้นพร้อมกับดอกหญ้าลูเซตที่เริ่มบานตามแสงจันทร์ที่ส่องลงมาเป็วงกว้างเพราะก่อนหน้านี้ได้มีเมฆลอยบดบังแสงจันทร์ไว้ดอกหญ้าลูเซตสีเหลืองที่บานจนอยู่รอบเนินดินโดยรอบต่างสะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับสวยงาม ทำให้วิลและสเตลล่าหยุดยืนดูรอบตัวด้วยความประทับใจกับความงดงามรอบตัวอย่างละสายตาไม่ได้
“สวยจังเลยข้าไม่เคยเห็นดอกลูเซตบานพร้อมกันมากขนาดนี้มาก่อนเลยคงเพราะว่าหญ้าพวกนี้อยู่ในป่าลึกมากจนไม่มีใครมาเก็บไป และนักเวท’น้อยคนนักที่จำเป็ต้องใช้บ่อยๆ”
สเตลล่าเอ่ยขึ้นมาแล้วจึงชวนวิลเก็บหญ้าลูเซตทันทีจากนั้นไม่นาน
“เอาละแค่กำสองกำคงพอแล้วละ อ๊ะ พอแล้วๆ เราไม่ได้ใช้เยอะขนาดนั้นนะ”
“หือแค่นั้นก็พอเหรอ? แต่ว่านะ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมีดอกหญ้าเยอะขนาดที่ว่าเก็บเท่าไรก็ไม่หมด แถมเป็ของฟรีด้วยผมที่ตอนนี้เป็คนตัวเปล่าไม่มีเงินติดตัวสักเหรียญ ขอเก็บจนกว่าจะพอล่ะกันเผื่อว่าถ้าได้เข้าเมืองแล้วจะได้เอาไปขายได้ ยังไงมันก็เป็วัตถุดิบในการทำยาไม่ใช่เหรอมันน่าจะมีราคาใช่รึเปล่า แถมผมยังมีกระเป๋าเวทมนตร์ที่ใส่ของได้เยอะด้วย”
“มันก็พอมีราคาแต่มันรับซื้อในราคาถูกมากเลยหากเ้าเก็บไปเยอะๆก็คงพอได้เงินเยอะอยู่ งั้นข้าไปนั่งเตรียมของทำน้ำยาฟื้นเวท’รอนะ”
วิลจึงตั้งหน้าตั้งตาเก็บอยู่คนเดียวโดยที่สเตลล่ากลับไปนั่งยังจุดที่วางคริสตัลขับไล่สัตว์เวท’เอาไว้ แล้วเตรียมอุปกรณ์ทำน้ำยาฟื้นเวท’รอ จนผ่านไปสักพักใหญ่ ดอกหญ้าลูเซตที่บานอยู่โดยรอบได้หายไปเกินครึ่งหนึ่งของทั้งหมดวิลกลับเข้าไปหาสเตลล่าอย่างเหน็ดเหนื่อย
“สรุปว่าเ้าฉลาดหรือบ้ากันแน่เล่นเก็บดอกหญ้าลูเซตคนเดียวเกือบหมดทุ้งเนี้ย?”
สเตลล่ายืนเท้าสะเอวเหนือหัววิลที่นอนหงายแผ่หลาหายใจเหนื่อยหอบพร้อมกล้มหน้ามองลงมาบ่นใส่วิลแต่กลับมองหน้าเธอและยิ้มเจื่อนๆตอบกลับมา สเตลล่าได้แต่ถอนหายใจออกมาแล้วลากตัวเขาลุกขึ้นไปยังอุปกรณ์ที่เตรียมไว้
“เอาละมาเริ่มทำน้ำยาฟื้นเวท’กันเถอะเริ่มจากเอาดอกหญ้าลูเซตไปบดก่อน จากนั้นก็เอาไปต้มจนเปื่อย แต่ระหว่างกำลังต้มไปสักพักเราต้องร่ายคาถาส่งพลังเวท’ลงไปด้วย ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะว่าหม้อที่ข้าใช้อยู่นี่เป็หม้อสำหรับปรุงยาโดยเฉพาะจึงมีการลงสลักวงเวท’พื้นฐานเพื่อสะดวกในการใช้งานไว้หมดแล้ว”
“ดูเหมือนง่ายดีจังนี่พกต้องพกของใช้พวกนี้ไว้ตลอดเลยเหรอ?”
“ก็มันเป็ของใช้พื้นฐานสำหรับผู้ใช้เวทมนตร์น่ะถึงจะไม่ค่อยได้ใช้แต่จะให้ทิ้งไปเลยมันก็น่าเสียดาย เพราะเป็ของขวัญที่ได้รับมาตอนที่เริ่มหัดเรียนเวทมนตร์ตอนเด็กๆเลยไม่อยากทิ้ง”
วิลมองดูสเตลล่าที่เริ่มใช้เครื่องบดยาเก่าๆรวมถึงหม้อขนาดเล็กและอุปกรณ์ทุกอย่างที่ดูเหมือนจะผ่านการใช้งานมานานมากแล้วแต่ก็ยังคงสภาพดีสะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ พอบดดอกหญ้าลูเชตได้ประมาณหนึ่งสเตลล่าจึงใช้เวท’เสกน้ำใส่หม้อ และจุดไฟใส่ใต้หม้อเธอรอให้น้ำเดือดแล้วเอาดอกหญ้าที่บดเสร็จแล้วโยนลงไปในหม้อ พอคนน้ำในหม้อไปสักพักเธอก็เริ่มร่ายคาถาส่งพลังเวท’ลงไปด้วยทำให้เกิดแสงส่องสว่างจากภายในหม้อจนแสงค่อยๆอ่อนลงและเปลี่ยนสีฟ้าใสในที่สุด
“เอาละแค่นี้ก็เรียบร้อย เ้าเอาขวดที่เคยดื่มจนหมดแล้วมาใส่สิ”
สเตลล่ารับขวดใส่น้ำยาอันเก่าจากวิลมากรอกใส่จนหมดทุกขวดแต่น้ำยาที่ทำไว้ก็ยังเหลือเยอะอยู่
“เหลือเยอะจังทำยังไงดี จะเททิ้งก็เสียดาย”
“ถ้าอย่างงั้นเดี๋ยวผมใช้เวท’สร้างหิน สร้างขวดขึ้นมาใช้ล่ะกัน”
“เ้านี่ความคิดดีตลอดเลยนะชอบคิดอะไรที่คนอื่นเขาคิดไม่ถึงตลอดเลย”
“จะว่ายังไงดีละคงเพราะว่าผมไม่ใช่คนที่นี่มั้ง ถึงไม่ได้คิดตามสามัญสำนึกในเื่การใช้เวทมนตร์ในแบบของคนที่นี่”
“หากมองมุมนั้นก็คงจะเป็อย่างที่เ้าว่ามานั้นละ”
วิลเริ่มใช้เวท’สร้างหิน สร้างขวดใส่น้ำยาเพิ่มขึ้นมาอีกหลายขวดส่วนสเตลล่าก็ทำการกรอกน้ำยาใส่ขวดเรื่อยๆจนขวดหมด แต่ว่า...
“โอ้ยรู้สึกว่าพลังเวท’ผมจะหมดอีกแล้วสิขอใช้น้ำยาฟื้นเวท’ที่ทำมาใหม่นี่เลยล่ะกัน อุ๊บ! อะ...ค๊อก ๆๆๆ”
“อะ..อะไรกันเนี้ย?ปกติยามันก็รสชาติแย่อยู่แล้ว แต่ทำไมคราวนี้รสชาติมันถึงได้แย่สุดๆขนาดนี้”
“เอ่อใช่แล้ว ลืมบอกไปเลย ว่าหากใช้ดอกหญ้าลูเซตแบบสดๆ มันจะทำให้เกิดรสชาติที่เข้มข้นมากๆมันเป็แบบนี้นี่เอง”
“งั้นพอแค่นี้เถอะจะให้ดื่มน้ำยารสชาติเดิมก็แย่เต็มทีแล้วถ้ายังจะให้ดื่มไอ้ที่แย่กว่าแต่คุณภาพเท่าเดิมแบบนี้ลิ้นได้เดี้ยงจนรับรสอย่างอื่นไม่ได้กันพอดี”
“อืมมันรสแย่มากขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ว่ามันก็น่าเสียดายนะ ข้าอุตส่าห์ทำให้ขนาดนี้แล้ว”
“ยังไงผมก็เก็บดอกหญ้าลูเชตไว้เยอะมากแล้วไว้ผมเอาไปตากแห้งแล้วทำใหม่เองดีกว่านะ ตอนนี้ก็รู้วิธีทำทั้งหมดแล้วมันก็คงเหมือนการทำอาหารนั้นละมั้ง หากคนที่ทำอร่อยยังไงก็คงทำออกมารสชาติดีกว่าเดิมเองนั้นละ”
วิลที่พยายามพูดบ่ายเบี่ยงเพื่อที่จะไม่ต้องดื่มน้ำยาฟื้นเวท’รสชาติสุดแย่กลับพูดบางอย่างที่ไม่ควรพูดให้สเตลล่าฟังซะแล้วอย่างไม่รู้ตัว
“งั้นเหรอรสชาติจะดีไม่ดียังไงมันก็อยู่ที่คนทำละสินะ แต่ว่านะ ข้าไม่ได้ทำมาเพื่อดื่มเองซักหน่อยยังไงซะน้ำยานี้ก็ทำมาเพื่อเ้าโดยเฉพาะ เพราะอย่างงั้นเ้าก็ควรจะดื่มๆไปซะไม่ใช่มาโทษคนที่เขาทำให้แบบนี้”
สเตลล่าหยิบขวดน้ำยาฟื้นเวท’ขึ้นมาพร้อมเปิดฝาขวด เดินถือขวดน้ำยาเข้าหาวิลอย่างช้าๆด้วยหน้าตายิ้มแย้มแต่แววตาของเธอกลับไม่ได้ยิ้มตามเลย วิลที่รู้สึกถึงบรรยากาศไม่ดีที่ส่งออกมาจากสเตลล่ามันทำให้เขาเดินถอยหลังทีละก้าวช้าๆอย่างไม่รู้ตัว แล้วสเตลล่าก็เดินหน้าเข้าหาเขาทีละก้าวๆเหมือนกัน
“เดี๋ยวๆผมก็บอกแล้วไงว่ามันรสชาติแย่มากๆ ขื่นดื่มทีเดียวทั้งขวดได้ลิ้นพังกันพอดี”
“อะไรกันหาว่าข้าทำอาหารแย่ไม่พอ ยังจะว่าอาหารที่ข้าทำมันจะทำร้ายลิ้นเ้าด้วยงั้นเหรอ?”
“เฮ้ย! มันคนละเื่กันแล้วผมไม่ได้ว่าคุณทำอาหารแย่ซักหน่อย”
“ฮึถ้าเ้าไม่ได้ว่าข้า เ้าก็ควรดื่มเข้าไปเดี๋ยวนี้ซะเลยสิ”
วิลไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้พูดอะไรไม่ดีออกไปจนทำให้สเตลล่ามีท่าทีโกธรเคืองเขาได้ขนาดนี้ แม้ว่าเขาจะพยายามพูดอะไรออกมาก็ไม่สามารถหยุดการกระทำของสเตลล่าได้ มันเป็สถานการณ์ที่เขาไม่รู้จะแก้ยังไงดี
“ยอมดื่มซะดีๆ...”
วิละโพุ่งตัวเข้าใส่สเตลล่าอย่างรวดเร็วจนสเตลล่าใแบบไม่ทันตั้งตัว แค่นั้นยังไม่พอ วิลที่พุ่งเข้าตัวสเตลล่าได้โผกอดสเตล่าไว้แน้นจนใบหน้าของเธอแนบชิดกับหน้าอกของเขาเพราะแรงพุ่งตัวทำให้สเตลล่าล้มลงไปกับพื้นด้านหลัง ในท่าที่วิลอยู่้าและนอนนิ่งลงไปกับพื้น
“เฮ้ย! นี่เ้าคิดจะทำอะไรข้ากันเนี้ยข้าแค่ล้อเล่นนิดเดียวเอง ลุกออกไปจากตัวข้านะ!”
สเตลล่าที่หายจากอาการใในการกระทำของวิลได้รีบร้องโวยวายและพยายามผลักตัวเขาออกจากตัวเธออย่างเอาเป็เอาตาย แต่วิลกลับนอนนิ่งเฉยทับตัวเธออยู่อย่างนั้นสเตลล่าจึงง้างมือออกมาแล้วตบหน้าของวิลเข้าไปเต็มแรง แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นวิลยังคงกอดสเตลล่าไว้ท่าเดิมด้วยการที่วิลนอนทับอยู่้าทำให้สเตลล่ามองใบหน้าของวิลไม่เห็นเนื่องจากมีเพียงแสงจันทร์บนท้องฟ้าเท่านั้นที่ส่องเป็แสงสว่างลงมาให้เห็นทำให้ใบหน้าของวิลย้อนแสงจนมืด สเตลล่าเลยไม่รู้ว่าตอนนี้วิลทำหน้ายังไงอยู่ ดูเหมือนว่าเพราะสเตลล่าตบไปที่หน้าของวิลมันทำให้แขนทั้งสองที่กอดสเตลล่าไว้เริ่มคายตัวออก สเตลล่าจึงเริ่มพยายามใช้มือดันที่ใบหน้าของวิลให้ออกจากตัวเธอมากขึ้น
“อ๊ะ!”
สเตลล่ารู้สึกใบางอย่างที่ััโดนมือของเธอผ่านใบหน้าของวิลเธอค่อยๆจับที่ใบหน้าของเขาแล้วลูบมือไปข้างๆศีรษะของเขา มันเป็น้ำเหลวๆอะไรสักอย่างที่ไม่น่าจะใช่เหงื่อเธอจึงรีบผายมือออกไปทางที่แสงจันทร์ส่องถึง และสิ่งที่เธอเห็นก็คือ
“เื!”
สเตลล่าพลิกตัววิลให้ล้มลงไปด้านข้างทันทีนั้นทำให้เธอเห็นว่าสลบไม่ได้สติพร้อมเืที่อาบอยู่ที่หัวของเขาที่เริ่มไหลออกมาตามพื้น
“เกิดอะไรขึ้น! ทำไม?....อ๊ะ!”
สเตลล่าใหันไปมองจุดที่เกิดเสียงดังขึ้นเมื่อกี้และสิ่งที่เธอเห็นก็คือ สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ตัวเขียวๆ มีหน้าตาน่าเกลียดตัวผอมแต่ไม่สูงมากนัก มันใส่เศษผ้าปิดบังท่อนล่างของมันไว้ในมือของมันมีท่อนไม้ขนาดใหญ่พอดีที่มือเล็กๆของมันจะถือได้ที่ปลายท่อนไม้มีเืติดอยู่ มันทำให้สเตลล่าเข้าใจในทันทีว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้น ใช่แล้ว ที่เมื่อกี้วิละโพุ่งตัวเข้าไปกอดสเตลล่าไว้มันคือการที่เขาเอาตัวเข้าไปบังท่อนไม้ที่เหวี่ยงมาจากด้านหลังของสเตลล่านั้นเอง
“ก็อบลิน!”
สเตลล่าเอ่ยชื่อเ้าสัตว์ประหลาดนั้นออกมามันก็คือก็อบลินนั้นเอง พอเธอเห็นแล้วว่าทุกอย่างมันคืออะไรเธอจึงตั้งสติได้และรีบลุกขึ้นมาพร้อมกับหันกลับหลังเพื่อวิ่งตรงเข้าไปที่ไม้เท้าเวทมนตร์ของเธอที่วางไว้ใกล้ๆกับกองอุปกรณ์ปรุงยาของเธอ คงเพราะว่าเธอรู้ว่ามันคือตัวอะไรมันทำให้เธอรู้ในทันทีว่าก็อบลินมันคงไม่ทำอันตรายวิลต่อ เพราะปกติแล้วก็อบลินมันจะโจมตีผู้หญิงก่อนเหมือนที่มันพยายามจะจัดการเธอก่อนั้แ่แรก แต่กลับทำให้วิลเจ็บตัวแทน พอเธอเอื้อมมือไปจับคทาได้แล้วจะใช้เวทมนตร์เพื่อจัดการกับก็อบลินแต่เธอกลับยกคทาเวท’ไม่ขึ้น
“ยังมีอีกตัวงั้นเหรอ!”
สเตลล่าพยายามยื้อแย้งคทาเวท’จากก็อบลินอีกตัวที่จับปลายคทาเวท’ของเธอไว้ คงเพราะว่าก็อบลินอีกตัวมันไม่มีอาวุธ แต่มันก็ไม่ได้โง่พวกมันรู้ว่าเธอสามารถทำอะไรได้ มันจึงให้พวกอีกตัวเข้าไปแย้งอาวุธของเธอไว้พอตัวที่ถือท่อนไม้ไล่ตามสเตลล่ามา เห็นว่าเธอไม่สามารถทำอะไรพวกมันได้ มันจึงค่อยๆเดินเข้าไปหาเธออย่างช้าๆพร้อมทำหน้าตายิ้มเยาะชอบใจ
“ไม่น่ะ! แบบนี้จะทำยังไงดี?”