หลังจากพักฟื้นที่เซฟเฮาส์ได้สองวัน ริวตัดสินใจพาไคออกเดินทางไปตามล่าต้นตอของศัตรูที่ยังซ่อนตัวอยู่ ข่าวลือจากโทมะบอกว่าหัวหน้าลับของแก๊งเสือแดงหลบซ่อนอยู่ในป่าสนที่ทอดยาวไปทางทิศเหนือของเมืองทมิฬ ป่าผืนนี้ขึ้นชื่อเื่ความลึกลับและอันตราย เต็มไปด้วยโขดหินสูงชัน หนองน้ำที่ปกคลุมด้วยหมอก และเสียงหอนของสัตว์ป่าที่ดังก้องในยามค่ำคืน
รถตู้สีดำของทั้งคู่หยุดลงที่ขอบป่า ฝุ่นจากล้อรถฟุ้งกระจายเมื่อล้อกระทบพื้นกรวดแห้งที่เต็มไปด้วยรอยแตก ริวเปิดประตูรถ มือหนึ่งถือปืนลูกโม่สีเงินที่ขัดเงาจนสะท้อนแสงแดดยามบ่าย อีกมือหนึ่งถือมีดพร้าสั้นที่มีรอยบากจากการใช้งานหนัก เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำที่ขาดวิ่นและกางเกงยีนสีเข้มที่เปื้อนโคลนจากภารกิจก่อนหน้า
ไคลงจากรถตามหลัง แม้แผลที่ท้องของเขาจะยังไม่หายดี เขาก็ยืนหยัดด้วยความมุ่งมั่น เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้มที่ซ่อมแซมด้วยผ้าปะชุ่ยชาย และมีดสั้นสองเล่มเหน็บอยู่ที่เอว รอยสักงูที่คอของเขาดูเด่นชัดยิ่งขึ้นเมื่อแสงแดดส่องกระทบ “พร้อมแล้ว” เขาพูด มองริวด้วยรอยยิ้มมุมปาก
ป่าสนที่อยู่เบื้องหน้ากว้างใหญ่และเงียบสงัด ต้นสนสูงตระหง่านเรียงตัวหนาที่ยอดเข็มสนสีเขียวเข้มบังแสงแดดจนแทบไม่ถึงพื้น กลิ่นหอมของยางสนผสมกับกลิ่นดินชื้นลอยคละคลุ้งในอากาศ พื้นป่าปกคลุมด้วยใบสนแห้งที่กรอบแกรบ ส่งเสียงดังกรอบแกรบทุกครั้งที่เท้าของทั้งคู่เหยียบลงไป หมอกบาง ๆ ลอยต่ำเหนือพื้นดิน ทำให้ทัศนวิสัยเลือนรางราวกับอยู่ในความฝัน
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปในป่า เงาของต้นสนทอดยาวตามแสงแดดที่ค่อย ๆ ลับขอบฟ้า เสียงนกป่าที่ร้องเจื้อยแจ้วเมื่อตอนเช้าถูกแทนที่ด้วยความเงียบที่หนักอึ้ง มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านยอดสน ส่งเสียงหวีดเบา ๆ คล้ายคำเตือนจากธรรมชาติ
“ระวังเท้า” ริวพูด ขณะใช้มีดพร้าตัดกิ่งไม้ที่ขวางทาง ใบไม้สีเขียวเข้มที่ถูกตัดหล่นลงพื้น ปล่อยกลิ่นน้ำยางขม ๆ ออกมา เขาหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงกิ่งไม้หักดังมาจากด้านขวา มือของเขาคว้าปืนขึ้นเล็งทันที ดวงตาสีเทาสอดส่ายไปรอบ ๆ
ไคหยุดตาม มือหนึ่งวางบนด้ามมีดสั้น เขาก้มลงมองพื้น เห็นรอยเท้าขนาดใหญ่ที่ฝังลึกในดินโคลน “ไม่ใช่คน” เขากระซิบ “หมาป่า หรืออาจจะแย่กว่านั้น”
ไม่ทันที่ริวจะตอบ เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทางด้านซ้าย ต้นไม้เล็ก ๆ สั่นไหวเมื่อร่างขนาดใหญ่เคลื่อนผ่าน หมาป่าสีเทาขนดกสองตัวก้าวออกมา ดวงตาสีเหลืองของมันเรืองรองในเงามืด ปากของมันเปื้อนคราบเืแห้งจากเหยื่อก่อนหน้า
ริวผลักไคไปด้านหลังทันที “อยู่ข้างหลังข้า” เขาพูด ก่อนจะยิงปืนลูกโม่ใส่ตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด เสียงปืนดังสนั่นสะท้อนไปทั่วป่า ะุเจาะเข้าที่หัวของหมาป่า มันล้มลงทันที เืสีแดงเข้มไหลซึมลงบนใบสนแห้ง
ตัวที่สองกระโจนเข้าหาริวด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ กรงเล็บของมันตะกุยอากาศ ริวหลบได้ทัน แต่ถูกมันข่วนที่แขนจนเสื้อหนังขาดเป็ทางยาว เขากัดฟันแน่นจากความเจ็บ ก่อนจะใช้มีดพร้าฟันเข้าที่คอของมันเต็มแรง เืสาดกระจายไปทั่วใบหน้าและหน้าอกของเขา
ไครีบวิ่งเข้ามา ใช้มีดสั้นแทงซ้ำที่ลำตัวของหมาป่าจนแน่ใจว่ามันตายสนิท เขาหอบหายใจ มองริวด้วยความกังวล “เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม?”
ริวเช็ดเืจากใบหน้าด้วยหลังมือ “แค่รอยข่วน” เขาพูด แต่แววตาของเขาอ่อนลงเมื่อเห็นความห่วงใยในดวงตาของไค
ทั้งสองนั่งพักชั่วครู่ข้างโขดหินใหญ่ที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม กลิ่นคาวเืจากหมาป่าผสมกับกลิ่นดินและยางสนทำให้อากาศหนักอึ้ง ไควางมือบนแขนของริว ตรวจดูรอยข่วน “ต้องล้างแผล” เขาพูด หยิบขวดน้ำจากเป้สะพายหลังที่โทมะเตรียมไว้ให้
น้ำเย็นจากขวดไหลลงบนแผลของริว เขาสะดุ้งเล็กน้อยจากความแสบ “ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็ไร” เขาพูด แต่ยอมให้ไคฉีกผ้าจากเสื้อของตัวเองมาพันแผลให้
ไคมองริวขณะพันผ้า “เ้าไม่ต้องแกล้งเข้มแข็งกับข้าตลอดก็ได้” เขาพูดเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเ้าเจ็บ”
ริวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับคางของไคให้เงยหน้าขึ้น “และข้าก็รู้ว่าเ้ากำลังฝืนตัวเอง” เขาตอบ “แผลของเ้ายังไม่หายดี แต่เ้าก็ยังตามข้ามา”
ไคยิ้ม “เพราะข้าสัญญาแล้วไง” เขาขยับเข้าใกล้ วางหน้าผากพิงหน้าผากของริว “และข้าจะไม่ยอมให้เ้าตายในป่านี้แน่”
ริวหัวเราะเบา ๆ เสียงแหบพร่า “เ้ามันดื้อ” เขาพูด ก่อนจะก้มลงจูบไคสั้น ๆ ริมฝีปากของทั้งคู่เย็นจากลมในป่า แต่ัันั้นอบอุ่นราวกับแสงแดด
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ป่าผืนนี้ถูกปกคลุมด้วยความมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สีเงินที่ลอดผ่านช่องว่างของยอดสนลงมาเป็เส้นบาง ๆ อากาศเย็นลงจนลมหายใจของทั้งคู่กลายเป็ไอขาว กลิ่นยางสนเริ่มจาง ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นน้ำค้างและดินชื้น
ริวและไคตั้งแคมป์ชั่วคราวในโพรงหินที่ซ่อนอยู่ใต้รากต้นสนขนาดั์ รากไม้สีน้ำตาลเข้มโค้งงอเป็กำแพงธรรมชาติ ปกป้องทั้งคู่จากลมหนาว ริวก่อกองไฟเล็ก ๆ โดยใช้กิ่งไม้แห้งที่เก็บได้จากรอบ ๆ แสงไฟสีส้มส่องสว่างใบหน้าของทั้งคู่ และสะท้อนกับโขดหินที่เต็มไปด้วยรอยแตก
ไคนั่งพิงรากไม้ มือหนึ่งกุมท้องที่ยังเจ็บอยู่ เขามองริวที่กำลังใช้มีดพร้าปอกเปลือกกิ่งไม้เพื่อเติมไฟ “เ้าเคยคิดไหม ว่าถ้าเราไม่ใช่มาเฟีย ชีวิตเราจะเป็ยังไง” เขาถาม
ริวหยุดมือ มองเปลวไฟที่เต้นระริก “บางทีข้าอาจเป็แค่คนตัดไม้” เขาพูด “ส่วนเ้า … คงเป็นักล่าที่เก่งที่สุดในป่า”
ไคหัวเราะ “ข้าคงล่าเ้าเป็คนแรก” เขาพูดติดตลก แต่ดวงตาของเขาอบอุ่น
ริววางมีดลง ขยับมานั่งข้างไค “ถ้าเ้าจะล่าข้า ข้าก็ยอมให้จับ” เขาพูด ดึงไคเข้ามากอด แขนของเขาััผ้าพันแผลที่หยาบกร้าน “แต่เ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ปล่อยข้าไป”
ไคพิงอกของริว ฟังเสียงหัวใจที่เต้นสม่ำเสมอ “ข้าสัญญา” เขากระซิบ “ไม่ว่าจะในป่านี้หรือที่ไหน ข้าจะอยู่กับเ้า”
ทั้งคู่นั่งกอดกันอยู่นาน เสียงไม้ที่ไหม้ในกองไฟดังเปรี๊ยะ ๆ ผสมกับเสียงลมที่พัดผ่านยอดสน ความมืดของป่าล้อมรอบ แต่ความอบอุ่นจากกันและกันทำให้ทั้งสองรู้สึกปลอดภัย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากระยะไกล เงาดำ ๆ เคลื่อนไหวในหมอก ริวและไคเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน มือของทั้งคู่คว้าอาวุธทันที ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในป่ากำลังใกล้เข้ามาแล้ว