แสงแดดทอดทาบเข้ามาทางช่องหน้าต่างตกต้องลงบนพื้นพรมนำเสียงของมหานครลอนดอนในยามบ่ายใกล้ค่ำเข้ามาด้วยทั้งเสียงยวดยานที่สัญจรอยู่บนท้องถนนเสียงะโของเด็กเล่นกันอยู่ในสวนสาธารณะเสียงเครื่องผสมซีเมนต์ที่ดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง โจทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพรมเอื้อมไปหยิบถ้วยกาแฟมาถือไว้ยืดขาทั้งสองออกไปข้างหน้าพลิกสมุดจดบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ที่หยิบติดมือมาจากโต๊ะและลากโทรศัพท์ลงมาวางไว้บนเข่าขณะหมุนหมายเลขของพีทลีเวสัน
“พีทใช่ไหม? นี่โจนะ”
“โอ้โฮ”
น้ำเสียงที่ดังมาจากปลายสายบอกความแปลกใจ
“ว่าไงครับโจอันน่าคนสวยมีอะไรหรือ?”
“ขาดคู่ควงไปงานปาร์ตี้น่ะสิคุณอยากไปไหมล่ะ?”
“ปาร์ตี้ของใคร?”
“ทิมเฮชแชม”
พีทเงียบไปเป็ครู่ก่อนตอบกลับมาว่า
“ผมน่ะต้องรู้สึกเป็เกียรติอยู่แล้วล่ะแต่อยากถามเสียก่อนว่ามันหมายความว่าเวลานี้นิคไม่ใช่คู่ควงของคุณแล้วใช่ไหม?”
“ถูกต้อง”คำตอบห้วนๆ ของเธอทำให้พีทหัวเราะออกมา
“งั้นก็โอเคโจแต่ขอผมพาคุณไปกินอาหารเย็นก่อนนะ ตอนนี้งานเป็ไงบ้างล่ะ?”
“ก็น่าสนใจมากเชียวล่ะเออ.... ว่า แต่คุณเคยได้ยินชื่อบิลล์ วอลตันบ้างไหมพีท?”
เธอลดสายตาลงมองโน้ตที่จดบันทึกไว้
“เอ.....รู้สึกว่าไม่เคยรู้จักเลยนะแล้วผมควรจะรู้ไหมล่ะ?”
“คนนี้เขาเป็นักสะกดจิตทำให้คนที่รับการสะกดจากเขาให้ระลึกย้อนหลังไปถึงอดีตชาติได้ด้วยนะ”
เธอพยายามรักษาน้ำเสียงระมัดระวังให้มันเป็กลางอย่างที่สุดแต่แปลกใจอยู่ไม่น้อยที่พีทไม่ได้หัวเราะออกมา
“เพื่อการรักษาทางจิตหรือว่าทดลองเล่นสนุกๆ?”
“คุณว่าเพื่อการรักษาทางจิตอย่างนั้นหรือ?”
เธอย้อนถามเขาอย่างไม่เชื่อหู
“อย่าบอกฉันนะคะว่าคุณเห็นดีเห็นงามไปกับเื่นี้ด้วย”
เธอเหลือบตามองไปยังกองหนังสือและเอกสารที่กำลังใช้เป็ข้อมูลในการค้นคว้ายังมีอีกกว่าครึ่งที่ยังไม่ได้อ่าน
“ถ้าคุณอยากให้ผมพูดความจริงผมก็ยอมรับว่ามันเป็เื่ที่น่าสนใจมากทีเดียว”
เขานิ่งเงียบไปเป็ครู่เหมือนกับลืมโทรศัพท์ไปแล้วแต่เขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นี่คงเป็งานที่คุณกำลังสนใจจะทำสิใช่ไหม? ตอนนี้ผมเองก็กำลังหาหมายเลขโทรศัพท์อยู่คุณจำเดวิด ซิมมอนด์ได้ไหมล่ะน้องสาวของเขาทำงานอยู่กับจิตแพทย์คนหนึ่งผู้ใช้วิธีการสะกดจิตนี่แหละรักษาผู้ป่วยโรคจิตที่มีอาการกลัวอย่างรุนแรงการสะกดจิตของเขาก็ใช้วิธีนำเข้าสู่อดีตชาติเช่นเดียวกันถ้าคุณสนใจเื่นี้วันหลังผมจะเล่าให้ฟัง”
ตีหนึ่งครึ่งแล้วตอนที่มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นภายในห้องสตูดิโอจูดี้ คอร์สันสะดุ้งตื่นผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงผมเผ้ายุ่งเหยิง
“ใครกันนะโทรศัพท์มาดึกดื่นอย่างนี้”
เธอบ่นพึมพำ
นิคครางออกมาเบาๆเอื้อมมือไปหาเธอ
“อย่าไปสนใจกับมันเลยสงสัยต่อผิดเสียละมากกว่า”
แต่จูดี้ลุกขึ้นจากเตียงแล้วหาวออกมาพร้อมกับดึงผ้าห่มคลุมกายเขาออกมาพันร่างไว้ควานมือไปกดสวิตซ์ไฟหัวเตียง
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าดึกขนาดนี้จะมีใครโทรผิดสงสัยต้องมีใครตายแน่เลย”
เธอเดินออกไปยังห้องสตูดิโอ
นิคพลิกร่างกลับมานอนหงายยกมือขึ้นเสยผมพร้อมกับเงี่ยหูฟังไปพลางได้ยินจูดี้พูดแว่วๆเสียงเงียบไปเป็ครู่และจูดี้ก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าประตูห้องนอน
“พี่ชายของคุณเขาโทรมาจากเอดินเบิร์กเขาบอกว่าคุณโทรไปหาเขาแล้วก็สั่งไว้ว่าให้โทรกลับมาหาคุณให้ได้ไม่ว่าจะดึกดื่นสักแค่ไหนก็ตาม”
“ใช่ต้องขอโทษด้วยนะจูดี้ เมื่อวานนี้ผมต้องใช้เวลาทั้งวันพยายามติดต่อกับเขาให้ได้เดี๋ยวผมจะไปพูดในห้องนั่งเล่นจำเป็ต้องพูดกับเขาให้รู้เื่เดี๋ยวนี้เสียด้วยสิ”
เขาปิดประตูตามหลังเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“แซม......ได้ยินผมพูดไหมนี่ ?ก็เื่โจนั่นแหละผม้าคำแนะนำจากพี่นะ”
“เฮ้อ....นอนกับคนหนึ่งแต่กลับไปหลงรักอีกคนหนึ่งหรือนี่”
มีเสียงหัวเราะดังมาตามสาย
“แค่นี้ก็แน่ใจได้แล้วว่านายกำลัง้าคำแนะนำของฉันอย่างยิ่งทีเดียว”
“แซม.....มันเป็เื่ร้ายแรงนะเวลานี้โจกำลังเขียนสารคดีเื่หนึ่งเกี่ยวกับการสะกดจิตเพื่อระลึกชาติผมอยากรู้ว่าผมควรบอกให้เธอรู้เื่ที่มันเคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อนนั่นจะดีไหม?”
“ไม่ได้นะนิคอย่าทำเป็อันขาดมันเสี่ยงเกินไปคนที่จะพูดเื่นี้ควรเป็ฉันมากกว่าจะเป็นายเสียดายที่ฉันเลื่อนการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เสียด้วยสินายพยายามรั้งไว้ให้เธอรอจนกว่าฉันจะกลับมาเสียก่อนได้ไหมล่ะ? มันก็แค่อาทิตย์เดียวเท่านั้นจากนั้นฉันจะบินตรงไปลอนดอนเลยแล้วก็จะพูดเื่นี้กับเธอเอง พยายามรั้งเขาไว้ก่อนนะโอเคไหม? อย่าเพิ่งให้เธอทำอะไรลงไปอย่างเด็ดขาดนะ”
“ผมจะพยายามยับยั้งเขาไว้ให้ได้”
นิคพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“แต่พี่ก็รู้จักโจดีอยู่แล้วถ้าลงเธอกัดอะไรได้จะให้ปล่อยเห็นจะยาก.... ”
“นิคมันสำคัญมากนะ”
แซมพูดหนักแน่นจริงจัง
“ฉันอาจเข้าใจผิดไปเองแต่ฉันแน่ใจว่าตอนนี้มันมีความรุนแรงซ่อนเร้นอยู่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของโจฉันเคยปรึกษาเื่นี้กับมิชเชล โคเฮนมานับครั้งไม่ถ้วน เขาอยากให้โจกลับไปทดลองอีกครั้งนายก็รู้แต่ฉันพยายามเกลี้ยกล่อมไว้ชี้ให้เขาเห็นว่ามันเสี่ยงต่ออันตรายอย่างมาก”
เขาถอนหายใจเบาก่อนพูดต่อว่า
“แต่ถึงยังไงมันยังคงมีความจริงอย่างหนึ่งว่าตอนที่เธอรับการสะกดจิตครั้งนั้นหัวใจของเธอหยุดเต้นและลมหายใจก็หยุดสนิทเลยนะนิคถ้าเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นอีกแล้วคนที่ทำไม่รู้วิธีจัดการละก็...ฉันคงไม่ต้องพูดใช่ไหมว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้น แบบนี้จะปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ได้เป็อันขาดและการเตือนเธอให้รู้ตัวมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นถ้านายบอกเธอว่าภายหลังจากการถูกสะกดจิตครั้งนั้นแล้วเธอได้รับคำสั่งว่าให้ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเธอไม่มีทางเชื่อนายหรอกนายคงเห็นว่ามันเป็เื่เสี่ยงเกินไป มันอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาขึ้นในจิตใจของเธออย่างรุนแรงขึ้นมาก็ได้ทางที่ดีที่สุดก็คือนายต้องพยายามเหนี่ยวรั้งไว้ให้เธอคอยฉันก่อนฉันรับรองว่าพอเสร็จธุระแล้วจะรีบไปที่นั่นทันที”
“โอเคแซม ขอบใจมากนะสำหรับคำแนะนำ ผมจะพยายามทำดีที่สุดแต่ตอนนี้ปัญหายังมีอยู่ว่าเธอไม่ยอมพูดกับผมเสียด้วยสิ”
คำพูดของน้องชายทำให้แซมต้องหัวเราะออกมาอีก
“ฉันไม่แปลกใจหรอกในเมื่อนายนอนกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งอยู่แล้วนี่หว่า”
หลังจากนั้นนิคก็วางหูโทรศัพท์
“ลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิว่าทำไมคุณถึงต้องปรึกษาหารือเื่โจคลิฟฝอร์ดกับพี่ชายของคุณตั้งครึ่งค่อนชั่วโมงกลางดึกอย่างนี้?”
เขาหันไปมองจูดี้เคอร์สันซึ่งสวมเสื้อคลุมเรียบร้อยและกำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตูอย่างละอายใจ
“จูดี้....”
“ก็ใช่น่ะสิจูดี้....เวลานี้คุณนอนอยู่ในเตียงของจูดี้สิงสู่อยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของจูดี้แล้วก็ยังใช้โทรศัพท์ของจูดี้อีกด้วย”
“ฮันนี่”
นิคเดินเข้าไปหาวางแขนลงบนไหล่
“เื่นี้มันไม่เกี่ยวกับคุณ.... เอ้อ....หรือที่ถูกกับเราหรอกมันก็แค่....เอ้อ....” เขาพยายามค้นหาคำพูดอย่างรีบเร่ง
“คุณก็รู้ว่าแซมเป็หมอ”
“ฉันรู้ว่าแซมเป็จิตแพทย์”
เธอสูดลมหายใจลึก
“คุณพูดนี่หมายความว่าโจมีปัญหาทางจิตอย่างนั้นเหรอ?”
นิคพยายามแต่งสีหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใสที่สุดเท่าที่จะทำได้
“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกคุณเห็นอยู่แล้วนี่ว่าเธอไม่ได้มีอาการผิดปกติเลยแม้แต่น้อย ฟังนะจูดี้แซมกำลังเดินทางมาที่นี่เพื่อปรึกษาเื่อะไรบางอย่างกับเธอ มันก็แค่นั้นเขารู้จักกันมาตั้งสิบห้าปีแล้ว และแซมเป็คนแนะนำให้ผมได้รู้จักกับเธอเองโจชอบแซมแล้วก็ไว้วางใจในตัวแซมมากผมต้องพูดกับเขาคืนนี้ก็เพราะพรุ่งนี้เช้าเขาต้องเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์แล้วมันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก เขาจะมาช่วยโจเขียนสารคดีเื่หนึ่งต่างหาก”
แม้นิคอธิบายอย่างยืดยาวแต่สีหน้าของจูดี้ก็ยังบอกความระแวงสงสัยอยู่นั่นเอง
“แล้วเื่นี้มันมาเกี่ยวอะไรกับคุณด้วยล่ะ”
“ไม่มีอะไรผมไม่ได้เกี่ยวด้วยสักหน่อย นอกเสียจากว่าแซมเป็พี่ชายของผมและผมยังคิดว่าโจเป็เพื่อนของผมอยู่เท่านั้นเอง”
มีอะไรบางอย่างในสีหน้าของเขาที่ทำให้จูดี้กล้ำกลืนความน้อยเนื้อต่ำใจลงไว้เธอเพียงแต่ยิ้มให้เขาแต่เป็ยิ้มของคนเสียขวัญอย่างสิ้นเชิง
นิคพยายามหักห้ามใจตัวเองไว้ไม่รั้งร่างเธอเข้ามากอด....