เช้าวันศุกร์สดใสในเดือนมกราคม กับชีวิตที่รีบเร่งในเมืองกรุงวันนี้เป็วันสุดท้ายในการทำงานของ มาลิตา ปัญญาชัย หรือมาตา สาวเหนือ วัย 25 ปีที่คิดว่าตัวเองถูกอาถรรพ์เบญจเพสเข้าครอบงำ ทำให้มีเื่ต้องระเห็จออกจากที่ทำงานแห่งนี้ ไม่ใช่ว่าเธอทำงานผิดพลาด หรือถูกไล่ออก
แต่เป็เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งเดียวของเธอผู้ที่เป็ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ อย่างคุณยาย มาลัย ดีพร้อมคุณยายผู้ที่เลี้ยงดูเธอมาั้แ่เด็ก อยากให้เธอกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะเธอสูญเสียคุณพ่อและคุณแม่ไปั้แ่อายุ 6 ขวบจากอุบัติเหตุครั้งที่พวกท่านไปร่วมงานบุญที่ต่างจังหวัด วันนั้นฝนตก ฟ้าร้องมาตาตัวน้อยกลัวเสียงฟ้าร้องมากและเฝ้ารอคอยให้แม่มาคอยปลอบเหมือนทุกครั้งที่ได้ยินเสียง แต่ครั้งนี้เธอรอแล้วรอเล่าจนฝนหยุดตกพ่อกับแม่ก็ยังไม่กลับมา สักพัก เธอได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านเรียกหายายของเธอพอยายออกไปหาพูดคุยอะไรกันสักอย่าง ยายก็ร้องไห้ฟูมฟายเสียงดัง จนเธอรีบวิ่งลงมาดู มาตาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเธอรู้เพียงว่าคืนนี้พ่อกับแม่จะไม่กลับมาหาเธออีกแล้ว ยายบอกว่าพ่อกับแม่อยู่ที่โรงพยาบาลและยายต้องไปจัดการรับตัวท่านทั้งสองมาทำพิธีที่บ้านบ้านที่ต่อจากนี้ไปจะเหลือเพียงแค่ ยายกับมาตา
ลุงชิดชอบ ลูกชายของยายอีกคน ได้พา ตรีภพลูกชายของเขามาช่วยงานศพของพ่อกับแม่ของมาตาเด็กน้อยรู้เพียงว่าต่อไปจะไม่ได้เจอกับพ่อและแม่อีกแล้ว ยายขอให้ลุงชิดมาอยู่ด้วยกันเพราะลุงชิดเพิ่งเลิกราจากภรรยาและอาศัยอยู่บ้านเช่าใกล้ที่ทำงาน ลุงชิดจึงยอมลาออกจากงานมาอยู่บ้านกับยายและมาตาเขาพา ตรีภพมาด้วย ตรีภพกับ มาตา อายุเท่ากันและสนิทกันมาก ลุงชิดมาดูแลสวนลำไยของยาย และยายก็กลายเป็ผู้ปกครองของเธอกับตรีภพั้แ่นั้นมา
ยายมาลัย ของมาตา มีโรคประจำตัวคือความดันและเบาหวานปกติแล้วยายแข็งแรงที่สุดในวัยเดียวกัน ในระหมู่บ้าน แต่่นี้ยายเข้าโรงพยาบาลบ่อย ลุงกับยายเลยอยากให้เธอกับตรีภพกลับมาอยู่บ้านสวนด้วยกันมาตาอิดออดขอเวลาอีก 1 เดือนเพื่อทำเื่ขอลาออกและจะย้ายไปอยู่กับยาย แต่ทางด้านตรีภพ เขาเข้ารับราชการเป็ตำรวจ่นี้จึงยังไม่สามารถขอย้ายกลับได้
จนมาถึงวันนี้ วันสุดท้ายแล้วที่เธอจะทำงานที่นี่มาตาเข้าทำงานที่บริษัทนี้ั้แ่เรียนจบ จึงมีความผูกพันอยู่บ้าง
“วันนี้เลิกงานแล้วไปเจอกันที่ร้านเดิมนะมาตา พวกพี่ ๆที่แผนกจะเลี้ยงส่งแกน่ะ” จีจี้ หรือ จารุจี ผดุงมาศ เพื่อนสนิทของมาตา พวกเธอคบกันั้แ่เข้า ปี 1 แล้ว เพราะเป็สาวเหนือเหมือนกันเลยสนิทกันเร็วมาก
“เออ ขอบใจนะแก ฉันคงคิดถึงที่นี่มากแน่ ๆ”
“เอาน่า...ใช่ว่าจะไม่ได้เจอกันสักหน่อยเอาไว้ปีใหม่เมืองฉันกลับบ้านจะไปแวะหาแกที่สวนด้วยดีไหม พูดแล้วอยากกินลำไยขึ้นมาทันที” จีจี้สาวร่างอวบผู้ชื่นชอบในการกินมากกว่าออกกำลังกาย พูดไปยิ้มไป
งานเลี้ยงส่งตอนเย็นเป็แบบลูกทุ่งมาก พวกพี่ ๆ พามากินที่ร้านหมูกระทะเ้าเด็ดที่พวกเธอพากันมาเป็ขาประจำอยู่ทุกสิ้นเดือน ก่อนกลับ พวกพี่ ๆที่แผนกพากันมอบของที่ระลึกไว้ให้คนละชิ้น มาตารับไว้และไหว้ขอบคุณพร้อมน้ำตาคลอ
“กลายเป็คนขี้แยไปได้ยัยมาตามามะมาให้เพื่อนสุดที่รักแกกอดหน่อยซิ” จีจี้รีบเบี่ยงเบนเพื่อไม่ให้มาตาร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ เธอไม่ค่อยเห็นมาตาในมุมอ่อนแอแบบนี้บ่อยนัก จึงรู้สึกแปลกๆ ปกติแล้วมาตาเป็คนสนุกสนาน มีอัธยาศัยดี ยิ้มเก่ง และที่สำคัญ เพื่อนรักของเธอเป็คนสวยแต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน เธอมักจะสวมแว่นตาอันใหญ่ซึ่งเป็แค่แว่นกันแสงธรรมดา ไม่มีการแต่งหน้าแค่ทาครีมใส่แป้งเด็กแล้วก็ลิปกลอสเท่านั้นการแต่งตัวก็มักจะใส่ชุดที่ใส่สบาย คล่องตัว ไม่แฟชั่นจ๋าเหมือนพี่ ๆ ที่แผนกมาตามักพูดว่า ‘ี้เีแต่งหน้า แต่งตัวสวยงามมันเสียเวลาทำมาหากิน’ ดังนั้นในสายตาพี่ ๆ ที่แผนกมาตาจึงเป็คนที่เรียบง่าย ไม่มีปัญหาที่สุดในทีม
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา หลังจากแยกย้ายกันกลับแล้ว จีจี้จึงมานอนเป็เพื่อนมาตา สองสาวใช้เวลาพูดคุยกันเกือบทั้งคืนจีจี้มาช่วยมาตาเก็บของเสร็จั้แ่เมื่อวานแล้ววันนี้พวกเธอจึงสามารถนอนคุยกันได้อย่างเต็มที่ พรุ่งนี้เธอจะกลับไปใช้ชีวิตในบ้านสวนของเธอ กลับไปอยู่ดูแลยายกับลุง ลาก่อนเมืองกรุงบ้านสวนจ๋า เตรียมตัวพบกัน มาตามาแล้วเน้อเ้า
ณ สถานีขนส่งจังหวัดเชียงใหม่
“ยายจ๋า”
มาตาเรียกด้วยความดีใจยายมาลัยของ มาตา ปีนี้อายุได้ 70 ปีแล้ว ยายคงคิดถึงเธอมากจนถึงกับมารอรับเธอที่สถานีขนส่งเชียงใหม่มาตาพนมมือไหว้ยายมาลัยและลุงชิด ทั้งสามคนยิ้มแย้มให้กันอย่างมีความสุขเกือบปีแล้วที่มาตาไม่ได้กลับบ้าน เพราะมัวแต่ทำงานเก็บเงินพอมีวันหยุดก็อยู่ห้องเช่าอ่านหนังสือนิยายเล่มโปรด ไม่ก็ดูซีรีย์กะไว้ว่าวันหยุดสงกรานต์นี้จะกลับบ้านไปกอดยายให้หนำใจไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้มากลับมาก่อนกำหนดและจะอยู่ยาวอย่างนี้เลย
“ปิกมาได้ละกามาตา นี่ยายตั๋วเปิ้นรอจนจะบ่าไหวฮื้อลุงไปตวยหาตี้กรุงเทพ ฯ ละเน้อ” ลุงชิดพูดจบก็ได้รับฝ่ามืออวยพรจากยายไป 1 ที
“อะล้า...มาตีเฮาจะอี้เฮาก่ออายหลานมันเน้อ”ลุงชิดยังไม่หยุดหยอกยายมาลัย
“ก็คนมันกึดเติงหากันผ่อลอบ่าปะกั๋นเมินผอมลงแหมแล้วอี่หล้า”
ยายมาลัยเป็คนลำพูนและได้แต่งงานกับตาซึ่งเป็คนภาคกลาง แต่ยายไม่ยอมพูดภาษากลาง พูดแต่ภาษาถิ่นเท่านั้นในขณะที่เธอและทุกคนในครอบครัวพูดภาษากลางบ้างเหนือบ้างตามแต่โอกาส
“ลุงชิดนี่ช่างกล้านะคะทำให้สิ่งศักดิ์ประจำบ้านมอบพรให้แต่เช้าแบบนี้” มาตากระซิบบอกลุงชิดเสียงเบาก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อ ทั้งสามคนก็มาถึงรถกระบะ รุ่นเก๋าในตำนาน
“ลุงชิดไอ้แดงนี่มันจะพามาตากลับบ้านได้แน่นะไม่ใช่ว่ามาดับกลางทางเน้อ” ไอ้แดงกระบะรุ่นเก๋าที่ตาของเธอใช้มาั้แ่สมัยหนุ่มๆ วันดีคืนดีก็ออกอาการรวนตามสภาพการใช้งานเดือดร้อนถึงลุงชิดจนต้องยอมให้ตรีภพซื้อคันใหม่มาไว้ใช้เวลาส่งของแทนแต่ยายยังไม่ยอมให้มันได้เกษียนง่าย ๆยายควักเงินซ่อมมันให้พอใช้งานได้เล็กน้อยตามสภาพไม่รู้วันนี้ยายคิดยังไงยอมพามันออกมาข้างนอกแบบนี้
“ก่อกันใหม่เขาเอาไปส่งผักตี้กาด จะลวดไปซื้อปุ๋ยหมักตี้บ้านกำนัน จะมามะใดบ่าฮู้เตื้อยายกลัวมาตามารอเมิน ก่อเลยเอาไอ่แดงออกมาฮับน่าก่า”
“ไป ๆอู้กันในรถเอา ตังนอกเริ่มฮ้อนละเน้อ” ลุงชิดรีบเปิดประตูให้ยายหลานเข้ามานั่งเบียดกันในรถ ก่อนรถจะเริ่มเคลื่อนที่ไป จุดหมายอยู่ที่บ้านสวนของยายที่ลำพูน
“บ่าถ้ากั๋วมันดับเน้ออี่หล้ายายเป่าคาถาใส่มันแล้ว รับรองถึงบ้านแน่ๆ”
นั่นไงที่มาของคำว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน ยายมาลัยผู้ที่อ้างว่าตัวเองมีของดีแกคงคิดว่าแค่เป่าคาถาใส่แล้วไอ้แดงสุดที่รักของแกจะไม่รวนกลางทางมาตาได้แต่คิดไม่กล้าออกความเห็น
หลายครั้งที่อะไรในบ้านเสียเช่นทีวี คลื่นหาย แกก็พึมพำอะไรซักอย่างแล้วเป่าลงทีวีประจวบเหมาะที่ทีวีกลับมาเล่นได้เป็ปกติ หรืออย่างตอนที่พัดลมไม่ยอมหมุนส่ายยายลงทุนถอดออกมาซ่อมเองก่อนจะเป่าคาถาในตอนที่จะลองเปิดดูปรากฏว่าพัดลมส่ายได้เป็ปกติ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ยายลืมสร้อยพระไว้ในห้องน้ำ แกวนหาทั่วบ้านไม่เจอ ถามลุงชิดก็ไม่เห็นยายเลยนั่งยกมืออธิษฐานขอให้ได้เจอ แล้วเป่าคาถาซ้ายขวาไปมาๆ สักพักแกปวดท้องจะเข้าห้องน้ำสายตามองเห็นสร้อยพระถูกถอดวางที่ชั้นวางของในห้องน้ำ นับจากนั้นมายายมาลัยก็คิดว่าตนเป็ผู้มีของ เป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านหลังนี้ไปแล้วสำหรับเธอและลุงชิด อะไรที่ยายทำแล้วมีความสุขก็ปล่อยให้แกได้ทำไปแต่ถ้ามันเกินกำลังยายก็ค่อยช่วยเหลือและแก้ไขต่อไป
ลุงชิดใช้เวลาไม่นานก็พามาตากับยายมาถึงบ้านสวนโดยสวัสดิภาพ บ้านสวนของยายมีเนื้อที่ประมาณ5 ไร่ เมื่อก่อนตากับยายทำสวนลำไยอย่างเดียว พอตาเสียไปยายทำคนเดียวไม่ไหวก็เลยแบ่งให้เขาเช่าเหมาสวนลำไยเป็รายปียายนั่งรอรับเงินอย่างเดียว แต่พอแม่ของมาตาแต่งงานกับพ่อก็มาปรับปรุงสวนลำไยของยายให้เป็สวนแบบผสมผสาน พ่อโค่นต้นลำไยออกไปเกือบครึ่งแล้วปลูกผลไม้หลากหลายพันธุ์เข้าไปแทน ยายชอบพ่อมากเพราะพ่อเป็คนขยันและมีหัวทางการค้า
จากเหตุการณ์อุบัติเหตุในครั้งนั้นทำให้ลุงชิดมารับ่ต่อจากพ่อและแม่ของมาตา ลุงชิดเป็คนสมัยใหม่พอตัวเขาค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอยู่นาน จึงลองทำฟาร์มผักออร์แกนิก ทดลองทำแปลงเล็กๆ ควบคู่ไปกับสวนผลไม้ พอได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ จึงขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจนทำให้ในปัจจุบัน ‘บ้านสวนคุณยาย’ จึงมีสินค้าคุณภาพมากมายส่งออกขายไม่ว่าจะเป็ผักปลอดสารพิษและผลไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ เป็ที่้าของตลาดอย่างมากในปีที่แล้ว
ลุงชิดจึงต้องรับสมัครคนงานมาเพิ่มเพราะทำเองไม่ไหว จนกระทั่งตอนนี้ บ้านสวนคุณยาย มีลูกจ้างรวมกันแล้วเกือบ 30คน ยายแบ่งที่ให้คนงานทำบ้านพักใกล้ ๆ สวน ซึ่งมีเพียง 2 หลังเท่านั้น เพราะเป็คนต่างถิ่นมาทำงานกับยายที่เหลือก็ล้วนเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ทำงานแบบไปเช้าเย็นกลับ
“เอาของขึ้นไปเก็บก่อนเน้ออี่หล้ายายจะไปบอกไอ่คำขุดหน่อ กับเก็บผักมา สองสามอย่าง มะแลงยายจะแกงหน่อ กับแกงแคฮื้ออี่หล้าเน้อ”
ยายบอกพลางเดินไปบอกลุงคำซึ่งเป็คนงานในสวนให้เตรียมวัตถุดิบมาทำอาหารเย็นให้กับมาตา
เมื่อขึ้นมาถึงบนห้อง มาตามองไปรอบ ๆ อย่างคิดถึง ที่นี่คือบ้านของเธอ บ้านที่มีความรักความอบอุ่นให้เธอเสมอเธอไม่ได้อยู่ที่นี่อย่างจริงจังั้แ่จบชั้นมัธยมปลายแต่ทุกอย่างในห้องกลับเหมือนเดิม พร้อมให้เธอใช้งานอยู่ตลอดสงสัยยายคงจะเตรียมไว้ให้เธอแน่ ๆ
เธอมองเห็นกรอบใส่รูปถ่ายของพ่อกับแม่ยิ้มให้อย่างอบอุ่นตั้งอยู่บนหัวเตียงรูปตอนเธอรับปริญญาที่มียาย ลุงชิด แล้วก็ตรีภพ ใส่กรอบใหญ่ติดที่ฝาผนังห้องนอนมองเหรียญทองหลายเหรียญที่แขวนอยู่ราวแขวนเมื่อสมัยเรียนมัธยมเป็เป็นักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนได้เหรียญมามากมายพอเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็เข้าชมรมว่ายน้ำและได้เป็ตัวแทนของมหาวิทยาลัยเข้าแข่งขันต่างๆ ได้เหรียญบ้างไม่ได้บ้าง แต่เธอถือว่าคุ้มแล้วกับชีวิตเด็กมหาลัยเธอสามารถเรียนไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย คิดแล้วก็อดภูมิใจไม่ได้จึงยิ้มให้กับเหรียญเ่าั้อย่างอารมณ์ดี
มาตาจัดของเข้าตู้ไปด้วยฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุขั้แ่พรุ่งนี้เป็ต้นไป เธอจะเป็ชาวสวนอย่างเป็ทางการดังนั้นวันนี้เธอจะจัดห้องแล้วพักผ่อนให้เต็มที่เธอเหลียวมองดูรูปคู่พ่อกับแม่อีกครั้ง ‘พ่อจ๋าแม่จ๋า มาตากลับมาอยู่บ้านเราแล้วจ้า’