เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 148 ลอบคิดบัญชี

            แม้อานหยางจะรู้ดีว่าในใจของไป๋ฝูฉวีมีแผนการบางอย่างอยู่เดิมทีเขาไม่ได้เอะใจอะไร แต่หากเขาติดต่อกับสตรีที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยอย่างนาง ถือเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของเขาอย่างยิ่ง

            ใบหน้าของไป๋ฝูฉวีแดงก่ำจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นซีดขาว นางเอียงศีรษะพร้อมใบหน้าที่น่าสงสารมองไปทางอานหยางเพื่อขอให้เขาช่วยทว่าทำให้พบว่าคนที่ปกติอ่อนโยนเอาอกเอาใจอย่างอานหยางได้ก้าวห่างตนไปกว่าหนึ่งก้าวแล้ว

            เป็นอย่างที่คิดไว้...

            ชาติกำเนิดถือเป็นจุดที่ไป๋ฝูฉวีรับไม่ได้มากที่สุดนางพยายามคาดเดาจิตใจของเฉินเหลียนเอ๋อร์อย่างระมัดระวัง คิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะมิพูดมันออกมาแต่วันนี้ทุกอย่างจบลงแล้ว

            นางคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะทำอะไรบางอย่างในการแข่งวาดภาพครั้งนี้เพื่อทำให้นางต้องอับอายแต่กลับคิดไม่ถึงว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์แม้แต่หน้าตาของตัวเองก็ไม่ต้องการแล้ว เปิดเผยความสัมพันธ์ของทั้งสองคนออกมาตามตรง

            นางลืมไปเสียสนิท เฉินเหลียนเอ๋อร์ในตอนนี้ไม่กลัวเรื่องขายหน้าที่ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องราวที่กล่าวออกมา เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็แค่มีพี่น้องนอกสมรสเพิ่มแต่เป็นนางที่ไม่อาจเหลือเศษเสี้ยวของหน้าตาเหลืออยู่เลย

            ใบหน้าของเฉินเหลียนเอ๋อร์แสดงการเยาะเย้ยแต่สีหน้าของไป๋ฝูฉวีเหมือนกับเถ้าที่ดับมอดไป

            ไป๋ฝูฉวีรู้สึกกังวลจนลำคอแห้งผากกลิ่นหอมของใบชาในมือนางตีขึ้นมา ทำให้นางอดไม่ได้ต้องหลับตาชิมไปหนึ่งอึกแต่นางกลับรู้สึกว่ามือและเท้าของตนชาไปหมดยากที่จะเป็นตัวเองจริงๆ

            อย่างไรก็ตามซ่งเสียวอวี่ที่เข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพครั้งนี้มองหน้าของทั้งสองคนอีกรอบราวกับว่าเป็นนักร้องงิ้ว อดไม่ได้จนต้องปาพู่กันในมือลงพื้นก่อนจะกล่าวออกมาพร้อมเสียงหัวเราะถึงสองครั้ง “สตรีชาติกำเนิดต่ำต้อยใจกล้ามาศึกษาที่สถานศึกษาตระกูลหยวนมิรู้เช่นกันว่าใครที่ให้หน้าเช่นนี้กับนางกัน!”

            เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจวนในใจของทุกคนต่างรู้ดี

            ปีก่อนเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีเป็นดั่งพี่น้องที่รักกันมากทว่าผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมต่างก็รู้ได้ในทันทีที่เห็นว่า ไป๋ฝูฉวีนั้นใช้เฉินเหลียนเอ๋อร์เป็นดั่งมีดประจำตัว

            เมื่อรวมความสัมพันธ์ของไป๋ฝูฉวีและเฉินเหลียนเอ๋อร์เข้าไปลองมองให้ละเอียดก็สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนถึงเจตนาที่ไป๋ฝูฉวีเข้าใกล้เยี่ยนเจาเจา

            สตรีที่ไม่อาจเทียบได้แม้แต่อนุภรรยานึกไม่ถึงเลยว่าจะมาศึกษาที่สถานศึกษาเดียวกับตนนานถึงเพียงนี้? ช่างเป็นความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวง

            แม้ซ่งเสียวอวี่จะไม่ชอบหน้าเฉินเหลียนเอ๋อร์แต่เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้หญิงสาวที่กำเนิดจากตระกูลสูงศักดิ์มิอาจมาคลุกคลีกับผู้ที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยเช่นนี้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีพฤติกรรมชั่วร้ายน่ารังเกียจเช่นนี้ ไม่อาจสร้างราศีดีๆได้เลย

            นางพูดเช่นนั้นคล้ายจะเป็นการพูดแทนเฉินเหลียนเอ๋อร์ทว่าในความเป็นจริงนางเพียงถากถางไป๋ฝูฉวีว่ามิใช่แม้กระทั่งสิ่งของ

            ในใจของไป๋ฝูฉวีตื่นตระหนกจนแทบไม่ไหวแล้วในหัวของนางราวกับก้อนแป้งเปียกที่ไม่สามารถคิดหาวิธีการใดๆ ออกมาได้เลย

            นอกจากซ่งเสียวอวี่ เสียงซุบซิบของคนอื่นๆก็ดูไม่ได้เบาลงเลย ความอับอายและลำบากใจทำให้น้ำตาของไป๋ฝูฉวีไหลออกมาภาพวาดในมือที่นางวาดไปแค่ไม่กี่เส้น ตอนนี้นางโยนมันไปทิ้งไปอีกด้าน ไม่ต้องการมันอีกแล้ว

            พู่กันหมุนวนอยู่บนกระดาษขาวสองรอบทิ้งไว้เพียงความเละเทะ

            ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาเต็มไปด้วยความชอบใจเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ทำให้ไป๋ฝูฉวีโกรธจนจากไป หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้คิดจะอยู่ต่อเพียงมองผู้คนที่อยู่รอบๆ ก่อนกล่าวเสียงเบา “เรื่องในครอบครัวเดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดความวุ่นวายที่นี่เพียงแต่สตรีผู้นี้น่ารังเกียจเกินไป เมื่อก่อนเพื่อนางแล้วข้าเคยสร้างปัญหาให้ทุกคนไม่น้อยข้าขอน้อมรับผิด”

            เป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริง เป็นการขอโทษของเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่มีต่อทุกคนเพียงแต่แววตาของนางมันไม่ได้มีความเต็มใจอย่างธรรมชาติอยู่เลยแม้แต่น้อย

            คำพูดเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะออกมาจากปากของคนเย่อหยิ่งเช่นเฉินเหลียนเอ๋อร์ใบหน้าของนางแข็งทื่อ หลังจากพูดประโยคนี้เสร็จไม่นานก็เดินจากไป

            เรื่องซุบซิบของตระกูลเฉินถือเป็นเรื่องน่าสนใจของเหล่าบัณฑิตหญิงยิ่งนักทุกคนต่างพากันสนทนากระซิบกระซาบเรื่องนี้มิมากก็น้อย

            การแข่งขันวาดภาพถูกรบกวนด้วยสิ่งนี้ก็มิอาจทำการแข่งต่อไปได้เหล่าบัณฑิตหญิงผู้เข้าร่วมที่เหลือจึงทำการวาดภาพตามใจไปอีกสองสามครั้งก็ถือว่าเป็นการเสร็จสิ้น

            เยี่ยนเจาเจาไม่ได้อยู่ในการตัดสินมองดูกลุ่มคนที่พากันพูดเสียงดังว่าผลงานของใครทำได้ดีกว่าจากนั้นก็โน้มเข้าไปใกล้หูของหนานหมิงเหอ กล่าวเสียงกระซิบ “ท่านพี่ สีหมึกและชามีปัญหาหรือเจ้าคะ?”

            นางคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์มิน่าทำสิ่งใดที่ไร้ผลโดยเฉพาะน้ำชาถ้วยนั้นจะต้องอยากให้ไป๋ฝูฉวีดื่มเข้าไปเป็นแน่

            ประโยคเหล่านั้นที่นางกล่าวมิใช่เพียงต้องการเปิดเผยสถานะของไป๋ฝูฉวีให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่เพราะต้องการบังคับให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกคอแห้งผากทำให้นางไม่เป็นตัวของตัวเองจนดื่มชาถ้วยนั้นเข้าไป

            หนานหมิงเหอเป็นผู้ที่มีสัมผัสทั้งห้ามากกว่าคนทั่วไปจึงรับรู้ได้ถึงยาและพิษอย่างรวดเร็ว

            เมื่อได้ยินคำถามของเยี่ยนเจาเจา เขาก็พยักหน้ารับพร้อมกล่าวตอบ “สีหมึกและน้ำชาหากวางไว้โดดๆ ก็ไม่มีปัญหาใด เพียงแต่แร่ผงที่นำมาใช้ในหมึกจะลอยตัวเป็นอากาศธาตุซึ่งถือเป็นพิษอยู่เล็กน้อย

            ชานั่นถือเป็นชาพิเศษที่มีชื่อเสียงในเมืองหยางโจวเพราะในกระบวนการคั่วใบชามีการเติมดอกไม้เข้าไปเลยทำให้มีกลิ่นหอมพิเศษแต่ดอกไม้เหล่านั้นมีพิษอยู่เล็กน้อยเช่นเดียวกัน หากใช้มันเพียงอย่างเดียวก็ไม่มีอันตรายต่อร่างกายของมนุษย์”

            ในแววตาของเยี่ยนเจาเจามีความประหลาดใจนางเอียงศีรษะไปมาพลางมองภาพที่เฉินเหลียนเอ๋อร์วาดให้ไป๋ฝูฉวี ก่อนเอ่ยถามอีกครั้งว่า “ก่อนที่เฉินเหลียนเอ๋อร์จะวาดภาพ นางเทน้ำจากไหเล็กๆของนางลงไปผสมสี หรือน้ำนั่นมีปัญหาเจ้าคะ?”

            ตั้งแต่เริ่มต้นนางให้การสนใจกับทุกพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเฉินเหลียนเอ๋อร์จดจำทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

            การใช้น้ำของตัวเองผสมสีเดิมทีเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยแต่เมื่อชาและสีหมึกล้วนมีปัญหา เยี่ยนเจาเจาจึงมีความสงสัยใหม่เกิดขึ้นมา

            “ใช่ น้ำนั่นเติมส่วนผสมพิเศษเข้าไปเมื่อครู่ข้าเห็นว่านางใช้นิ้ววนไปที่ขอบถ้วยชาของไป๋ฝูฉวีรอบหนึ่ง คงทำเช่นนั้นกับปากถ้วยด้วยจุดประสงค์ก็น่าจะต้องการกระตุ้นพิษในตัวชาและสีหมึกให้ทำงาน”

            “ใช้เวลานานแค่ไหนผลของมันเป็นอย่างไรเจ้าคะ?”

            “ยังขาดตัวยาสำคัญไปอีกหนึ่งอย่างมารอดูว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะนำมันออกมาตอนไหน พิษทั้งสามเมื่อนำมารวมกันจะมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการวิงเวียนสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวอย่างอิสระไป”

            หลังจากที่เยี่ยนเจาเจาได้ยินถึงผลลัพธ์ของยาตัวนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าหลังจากนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์จะต้องมีไม้เด็ดอยู่อีก นางโกรธแค้นเรื่องนี้มายาวนานคงเตรียมการเรื่องนี้อย่างลับๆ มานานมากแล้ว

            “ยามนี้ยังไม่นำตัวยาที่สามออกมา...บางทีอาจจะแค่รอเวลา” มีแสงของความมืดมิดอยู่ในแววตาของเยี่ยนเจาเจาจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้น “ข้าเดาว่าจะเป็นช่วงค่ำนี้ยามราตรีจักทำสิ่งใดก็เป็นเรื่องง่าย”

            หนานหมิงเหอหัวเราะอย่างมิเปิดปากออกมาเขาอยู่ใกล้เยี่ยนเจาเจา เสียงหัวเราะทุ้มต่ำ หน้าอกสั่นไหวเล็กน้อยทำให้ใบหูของเยี่ยนเจาเจารู้สึกคันยุบยิบเล็กน้อย

            “เจาเจาอยากไปดูหรือไม่?”

            โดยปกติแล้วหนานหมิงเหอจะไม่พูดเช่นนี้แต่หน้าที่ที่เยี่ยนเจาเจามอบให้ตัวเองในปีนี้มันสำคัญและหนักหนามากยิ่งขึ้น เขาจึงเพียงต้องการทำอะไรบางอย่างที่สามารถทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายได้บ้าง

            “ได้เจ้าค่ะ”

            เยี่ยนเจาเจาสนใจขึ้นมาทันที

            ต่อจากนั้นทั้งสองคนทำสิ่งใดขอยังไม่กล่าวเป็นการชั่วคราวเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วไม่นานก็ถึงตอนค่ำ ยามค่ำคืนนั้นกัวซีฉือหลับลึกยิ่งนักเยี่ยนเจาเจาและนางอยู่คนละเตียง เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่ายสงบลง ก็รู้ได้ทันทีว่านางหลับสนิทแล้ว

            ช่วงกลางคืนมีผู้คุ้มกันยืนเวรอยู่เยี่ยนเจาเจาเปลี่ยนชุด พยายามหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คุ้มกันทั้งสองคนจากนั้นก็ไปพบหนานหมิงเหอได้สำเร็จ

            ครั้งก่อนหนานหมิงเหออุ้มนางและใช้วิชาตัวเบามันเป็นช่วงเมื่อปีกลายในเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่กลับจากการลอยโคมตอนนั้นนางถูกซ่อนเอาไว้ในเสื้อคลุมตัวใหญ่ของหนานหมิงเหอ ได้ยินเพียงเสียงลมที่ดังหวีดหวิวอยู่ภายนอกเท่านั้น

            ในครั้งนี้หนานหมิงเหออุ้มนางเอาไว้ในอ้อมแขนขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายครั้งก็อุ้มนางมาถึงสถานที่ที่ไป๋ฝูฉวีพักผ่อน

            เพราะความสัมพันธ์ของไป๋ฝูฉวีมิสู้ดีสักเท่าไรเมื่อรวมกับเหล่าบรรดาสตรีชนชั้นสูงที่ปลีกตัวห่าง นางจึงทำได้เพียงออกมาพักยังที่พักที่ห่างไกลออกไปยามนี้พระจันทร์ขึ้นตรงศีรษะ ไป๋ฝูฉวีน่าจะหลับไปแล้ว

            หนานหมิงเหอดูลาดเลาทั้งหมดเขามิได้ตรงไปด้านหน้า แต่อุ้มเยี่ยนเจาเจาและซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มไม้ตรงมุมสวนสถานที่มืดมิด ผู้คนที่อยู่ด้านนอกมิอาจมองเห็นได้ว่ามีคนซ่อนตัวอยู่

            ทั้งสี่ทิศเงียบสนิท ได้ยินเพียงเสียงของเหล่าแมลงในฤดูใบไม้ร่วงที่ส่งเสียงร้อง

            ทั้งสองคนมิได้ส่งเสียงออกมาบนกำแพงค่อยๆ มีเสียงฝีเท้าเดินใกล้เข้ามาอย่างระมัดระวัง ครู่หนึ่งเยี่ยนเจาเจาก็เห็นเงาหนึ่งโค้งตัวลงที่หน้าสวนเล็กๆและปรากฏตัวออกมาจากประตูบานเล็กที่มีอยู่แค่บานเดียว

            คนผู้นี้เอาผ้าเช็ดหน้าปกปิดใบหน้าของตนเอาไว้ทว่าเยี่ยนเจาเจาก็ยังมองออกได้ง่ายๆ... นี่มิใช่เฉินเหลียนเอ๋อร์ที่ลงมือกับไป๋ฝูฉวีเมื่อช่วงกลางวันหรอกหรือ?

            นางมิส่งเสียงดัง ค่อยๆเดินไปยังบานหน้าต่าง หยิบวัตถุเรียวยาวคล้ายต้นกกออกมา จากนั้นก็เป่ามันผ่านรอยแยกของหน้าต่างหลายครั้ง

            ใช้เวลาประมาณสองถ้วยชา เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็เลียนเสียงร้องของแมวแต่ก็ไม่มีเสียงขยับตัวจากไป๋ฝูฉวีที่อยู่ในห้อง นางจึงหันกลับมาพร้อมกับลากกระสอบป่านเข้าไป

            สิ่งที่อยู่ในกระสอบป่านส่งกลิ่นฉุนของสุราโชยออกมาไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีสิ่งใด แต่ดูไปแล้วคงมีน้ำหนักไม่น้อย แม้แต่เฉินเหลียนเอ๋อร์ที่มีพละกำลังเช่นนี้ก็ยังต้องใช้แรงมหาศาลถึงจะสามารถทำให้มันขยับได้

            นางลากกระสอบไปที่หน้าประตูหยิบของออกมาจากแขนเสื้อของตน สำรวจรอยตรงประตู จากนั้นบานประตูก็โดนงัดเปิดออกจากด้านนอก

            มีกลิ่นหอมลอยออกมาจากห้องหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจายกมือขึ้นปิดจมูกของตนทันที

            เฉินเหลียนเอ๋อร์ลากกระสอบป่านเข้าไปประตูปิดลงพร้อมกับเสียงตึงๆ ตังๆ มิรู้ว่าทำสิ่งใด ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เดินออกมาปิดประตูลงและทำเช่นเดิมอีกครั้ง ประตูด้านนอกจึงถูกปิดเอาไว้จนสนิท

            นางถ่มน้ำลายไปสองสามครั้งเยี่ยนเจาเจาได้ยินประมาณว่าหญิงร้ายชายชั่ว น้ำเสียงไม่ค่อยชัดเจน จากนั้นเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็จากไป

            เยี่ยนเจาเจาเดาว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์คงพาใครบางคนเข้ามาในตอนที่คิดอยากเข้าไปดูใกล้ๆ ก็โดนหนานหมิงเหอรั้งเอาไว้คว้าร่างของนางกลับออกไปทันที

            “ของสกปรกเช่นนี้สกปรกดวงตาเปล่าๆมิมีสิ่งใดให้ดูหรอก”

            น้ำเสียงของหนานหมิงเหอดูไร้ความรู้สึกเขาไม่อยากให้เยี่ยนเจาเจาเห็นเรื่องพวกนี้

            เยี่ยนเจาเจาเคยต่อต้านพี่รองของตนได้ที่ไหนทำได้เพียงทำตามอย่างเชื่อฟังเท่านั้น

            ทว่าเยี่ยนเจาเจาก็ยังนึกสงสัยว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์จะจัดการเรื่องราวต่อจากนี้อย่างไรหากทำให้ตกอยู่ในกรอบประเพณีแบบเดิม เช่นนั้นก็เป็นที่น่าเสียใจสำหรับเยี่ยนเจาเจาที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้มาอย่างยาวนานแล้ว

            วันต่อมา

            ไป๋ฝูฉวีตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกที่เจ็บปวด

            นางลูบศีรษะที่รู้สึกวิงเวียนของตน เห็นแสงสว่างจ้าด้านนอกก็คิดว่าเหตุใดตนถึงได้หลับยาวนานถึงเพียงนี้

            สติสัมปชัญญะของไป๋ฝูฉวียังไม่ทันได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่นางก็ได้ยินเสียงพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ

            มันเป็นเสียงที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งชัดเจนว่าเป็นเสียงของอานหยาง!

            แล้วเหตุใดเสียงของอานหยางถึงได้มาอยู่ที่เตียงนอนของนาง?

            ร่างกายนางแข็งทื่อในตอนที่จะลุกเดินออกจากเตียงก็มีมือยื่นมาจับนางเอาไว้

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592