CHAPTER 08
ฝากเธอไว้ให้พิจารณา
.
.
FEI FARIS PART
บริษัท ดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์ กรุ๊ป
‘ผมมาทำอะไรที่นี่ในเช้าวันหยุดแบบนี้’
ขณะที่นั่งอยู่ในรถสายตาของผมก็ทอดมองไปยังตึกสูงเกือบยี่สิบชั้นตรงหน้าพร้อมกับความคิดที่ว่าผมมาทำอะไรที่นี่ ถึงแม้จะคิดแบบนั้นแต่ตัวผมก็รู้ดีว่าเป็เพราะอะไร
เมื่อลงจากรถแล้วผมก็ตรงเข้าไปในตัวอาคารทันทีถึงแม้จะไม่ได้ทำงานที่นี่แต่ก็รู้ดีว่าควรไปพบผู้บริหารของบริษัทนี้ที่ชั้นใด
“เฟย…เหรอ” ระหว่างที่รอลิฟต์หญิงสาวในชุดสูทสีครีมรวบผมมัดเป็หางม้าที่ยืนข้างกันก็เรียกชื่อผม “เฟยจริงด้วย”
ถึงแม้จะแปลกใจที่เธอรู้จักผมแต่เมื่อมองเธอดีๆ ก็รู้สึกคุ้นมากเหมือนรู้จักเธอเช่นกัน “เอ่อ…”
ติ๊ง
“ไม่ไปเหรอ” เธอก้าวเข้าไปในลิฟต์แล้วถามผม “จะไปหาฟานใช่ไหม”
“พี่ศนิ?” ในที่สุดผมก็นึกออกว่าเธอคือใคร
“อะไรกันจำพี่ไม่ได้ซะแล้วเหรอ…เข้ามาก่อน” เธอเรียกให้ผมเดินตามเข้าไปก่อนจะกดชั้นที่้าขณะที่ประตูลิฟต์ปิดลง “ที่ยืนนิ่งเมื่อกี้คือเฟยจำพี่ไม่ได้เหรอ”
“ผมขอโทษครับ” ผมก้มหัวขอโทษอีกคนที่จำเธอไม่ได้ “พี่สวยจนผมตะลึงเลย”
“จะบอกว่าเมื่อก่อนพี่ไม่สวยสินะ”
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ”
พี่ศนิเป็เพื่อนเฮียฟานและก็ยังเป็หุ้นส่วนของบริษัทนี้อีกด้วย คุณแม่ของพี่ศนิกับแม่ของผมท่านเป็เพื่อนกันความสัมพันธ์ที่แแ่จึงถูกส่งต่อมาถึงเฮียฟานกับพี่ศนิพอสมควร แต่สำหรับผมแล้วคนทั้งสองไม่น่าจะเป็แค่เพื่อนกันอย่างที่ปากบอก
“แล้วตกลงมาหาฟานใช่ไหม” ผมพยักหน้ารับ “หมอนั่นน่ะใช้งานพี่เหมือนทาสเลยวันหยุดยังให้มาประชุม”
“นั่นสิครับ วันหยุดแท้ๆ”
“เห็นฟานบอกว่ากลับมาคราวนี้อยู่นานเหรอ”
“ก็ครึ่งปีครับ” พี่ศนิเธอสนิทกับเฮียฟานมากเลยรู้เื่ทุกอย่างในครอบครัวของเรา “ถ้าบริษัทลูกทางนี้แก้ไขปัญหาได้เร็วก็อาจจะกลับก่อนกำหนด”
“คุณป้าเอาแต่บ่นคิดถึงเฟย ความจริงเฟยทำเื่ขอกลับมาประจำสาขาที่ไทยไม่ได้เหรอ”
“ไม่รู้สิครับ” ผมรู้สึกว่าการได้ทำงานที่ต่างประเทศเป็โอกาสที่ดีได้ทำงานร่วมกับคนเก่งๆ จากหลายประเทศถือว่าเป็การพัฒนาตัวเองด้วยเหมือนกัน “การไปๆ มาๆ แบบนี้ก็ไม่ได้แย่สักเท่าไหร่”
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นสูงสุดของตึกพี่ศนิก็เดินนำออกมาผมจึงเดินตามระหว่างนั้นเราสองคนก็ยังคงคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนาน
“ว่าแต่ มาหาฟานมีเื่อะไรเหรอ” คนด้านหน้าหยุดเดินแล้วหันมามองผม “สำคัญขนาดที่ต้องมาด้วยตัวเองเลยเหรอทำไมไม่โทร.คุยกันล่ะ”
“ก็ค่อนข้างสำคัญครับ”
“โอเค” เธอพยักหน้าเข้าใจพร้อมกับเคาะประตูห้อง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เมื่อให้สัญญาณคนในห้องแล้วเธอจึงเปิดประตูเข้ามาในห้องโดยมีผมตามไม่ห่าง “ฉันพาแขกนายมาน่ะฟาน”
“อ้าวมาจริงเหรอเฟย”
“วันหยุดก็ไม่เว้นนะเฮีย” ผมเอ่ยทักคนที่กำลังอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน “ขยันจนยุ่งแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะมีเวลาไปหาแฟนล่ะ”
ผมตั้งใจพูดให้พี่ศนิได้ยินแล้วก็ได้เห็นปฏิกิริยาของคนทั้งคู่ที่เผลอสบตากันโดยไม่รู้ว่าผมลอบมองอยู่ “พี่ศนิก็เหมือนกันนะครับถ้าเฮียฟานใช้งานหนักจนไม่มีเวลาไปหาแฟนจะแย่เอานะ”
“พี่ก็จะให้ฟานรับผิดชอบชีวิตที่เหลือของพี่ไง” ผมน่ะพอมองออกว่าพี่ศนิคิดยังไงกับเฮียฟาน แต่เฮียฟานนี่สิคิดยังไงกันแน่ขนาดแม่ผมยังบอกว่าเฮียน่ะปากแข็ง
“ว้าว น่าสนใจแฮะ”
“พอกันเลยทั้งคู่ ว่าแต่มีอะไรน้องรักถึงได้พาตัวเองมาหาเฮียถึงที่นี่ได้ แกสัญญาว่าจะไปหาคุณแม่บ่อยๆ แต่ก็ไม่โผล่มาเลยนะ”
“ใจเย็นๆ สิเฮียเื่นั้นเดี๋ยวผมจัดการเองน่า”
“พวกนายสองคนคุยธุระกันไปก่อนก็แล้วกัน” พี่ศนิเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวฉันไปจัดการเื่ห้องประชุมก่อนนะฟาน”
“ขอบใจนะนิ” เมื่อพี่ศนิออกไปเฮียฟานก็หันมามองผม “ว่าไงมีเื่อะไร”
“เฮียรู้ตัวไหมว่าเฮียกับพี่ศนิเหมาะกันมากเลยนะ” ผมยิ้มล้อเลียนคนที่นั่งทำหน้านิ่ง “ถ้าเฮียแต่งงานกับพี่ศนิแล้วมีหลานให้คุณแม่ ท่านก็จะได้เลิกจับคู่ให้ผมสักที”
“ฉันกับนิเป็แค่เพื่อนกัน”
“เฮียดูไม่ออกเหรอว่าพี่ศนิเขาไม่ได้คิดกับเฮียแค่เพื่อนน่ะ…ส่วนเฮียเองก็อาจจะยังไม่รู้ตัว”
“ตกลงแล้วที่แกมาหาเฮียนี่ เื่ศนิ?” เฮียฟานลุกขึ้นแล้วกอดอกยืนพิงโต๊ะทำงานมองผม
“ไม่ใช่ครับ”
“แล้วมีอะไร”
“คือว่าตอนนี้ที่บริษัทเฮียพอมีตำแหน่งว่าง” ผมเริ่มเข้าประเด็น “หรือเปิดรับสมัครพนักงานไหมครับ”
“ถามทำไม เฟยจะกลับมาทำงานที่บริษัทเหรอ?” เฮียฟานเลิกคิ้วมองผม “ถ้าเฟยจะกลับมาต่อให้ไม่มีตำแหน่งว่างเฮียก็ให้เฟยเข้ามาทำงานได้อยู่ดี อยากเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะแล้วเื่บริษัทที่อเมริกาจัดการแล้วเหรอ…”
“ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้จะมาทำงานที่บริษัท” ผมรีบปฏิเสธ “แต่มีคนที่ผมรู้จักเธอกำลังตกงาน”
“เธอเหรอ? คนรู้จักเป็ผู้หญิง?” เฮียฟานทำหน้างงแล้วเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม “เฮียจำได้ว่าเฟยแทบจะไม่มีเพื่อนผู้หญิงที่ไทยเลยนะ เพื่อนคนไหน”
“ก็เพื่อนที่รู้จักกันนี่แหละครับ” ถ้าผมบอกว่าเธอคือสาวขี้เมาที่อ้วกใส่ผมเฮียจะต้องใกว่านี้แน่ “ตอนนี้เธอตกงานผมเลยอยากจะช่วยเธอหางานใหม่ผมไม่ค่อยรู้จักใคร จะมีก็แต่เฮียฟานเท่านั้นที่จะช่วยผมได้”
“สนิทกันมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฮียฟานมองผมอย่างจับผิด “ดูน้องชายเฮียร้อนใจอยากช่วยจนต้องมาถึงนี่ด้วยตัวเอง”
ผมรู้สึกเหมือนว่าเฮียฟานกำลังคิดอะไรสักอย่างแต่ดูแล้วไม่น่าจะใช่เื่ที่ดีต่อตัวผมสักเท่าไหร่ จะว่าไปที่ผมมาช่วยหางานให้เธอมันก็เป็เพราะตอนที่เธอเมาแล้วพรั่งพรูความเ็ปในใจออกมา มันทำให้ผมเหมือนเห็นตัวเองเมื่อหลายปีก่อน การถูกคนที่เรารักหักหลังมันก็แย่อยู่แล้ว แต่เธอกลับโดนกลั่นแกล้งจากคนที่แย่งแฟนเธอไปอีกด้วย
“เธอเป็คนเก่งผมเชื่อว่าถ้าเฮียได้เธอมาทำงานด้วยมันน่าจะเป็เื่ที่ดีต่อบริษัทไม่ใช่เหรอครับ?”
“เธอที่ว่า…คือใครเหรอบอกเฮียได้ไหม”
“คนนี้ครับ” ผมยื่นนามบัตรของเธอที่เคยเก็บไว้ให้เฮียฟาน “ชื่อเมริณ วัชรพินิจ”
“เมริณ วัชรพินิจ” เฮียฟานไล่สายตาอ่านนามบนในมือ “เอ๊ะ นี่มันบริษัทของพ่อเพื่อนเฮียนี่”
ถ้าหากยังกันจำได้ตอนเกิดเื่ที่เธอไปพังงานแต่ง ซึ่งงานแต่งนั้นคืองานแต่งน้องสาวหุ้นส่วนของเฮียฟานคนที่มีหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าหุ้นส่วนของเฮียฟานคือพี่ชายของคนที่แย่งแฟนเธอ ดังนั้นบริษัทที่เธอเคยทำงานก็คือบริษัทของพ่อหุ้นส่วนคนนั้น “ตกลงเพื่อนเฟยคนนี้คือใครกันแน่”
“คนที่ไปพังงานแต่ง เธอคนนั้นแหละครับ” ตอนแรกว่าจะไม่บอกแต่พอโดนเฮียถามแบบนี้สุดท้ายผมก็ต้องเฉลยความจริง “เธอชื่อหมวย”
“อะไรนะ!” เฮียฟานหน้าตาตื่นใ “เฮียงงไปหมดแล้ว ทำไมเฟยกับผู้หญิงคนนั้นถึงเป็เพื่อนกันได้ แล้วทำไมถึง”
“เื่มันยาวครับเฮีย” ผมรีบเบรกพี่ชายเอาไว้ก่อนที่เขาจะซักไซ้มากกว่านี้ “เอาเป็ว่าไว้ผมจะเล่าแบบละเอียดให้เฮียฟังเอง”
“…”
“แต่ตอนนี้ผมฝากเธอไว้ให้เฮียพิจารณาด้วยนะครับ ผมอยากให้เธอมีงานทำ”
“หึ นี่น้องชายเฮียกำลังทำอะไรอยู่แน่”
“ผมกับเธอตกลงเป็เพื่อนกัน ตอนนี้ผมก็เลยกำลังช่วยเพื่อนหางานครับ”
“แล้วทำไมไม่ให้ไปทำที่บริษัทเฟยล่ะ?” เฮียฟานถาม “เฮียว่าเฟยก็น่าจะมีอำนาจในมือมากพอจะเอาเธอเข้าทำงานนะ”
“เพราะที่นี่เป็บริษัทของเฮียฟานไงครับ เพราะเป็เฮียผมถึงวางใจ” ผมคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะที่นี่ผมมั่นใจว่าเธอจะปลอดภัยและเฮียฟานก็คงจะไม่เชื่อฟังคำสั่งของใครง่ายๆ เหมือนกับบริษัทอื่นที่ไม่รับเธอเข้าทำงาน “ผมฝากด้วยนะครับ”
“เดี๋ยวสิเฟย มาเพื่อแค่นี้จริงๆ น่ะเหรอ” เฮียฟานเรียกผมในตอนที่ผมลุกขึ้น
“ครับ ขอบคุณล่วงหน้าที่จะช่วยนะครับเฮีย” ผมส่งยิ้มให้อีกคนก่อนจะเดินไปยังประตู แต่เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ก็หันกลับไปมองพี่ชายอีกครั้ง “แต่มีข้อแม้หนึ่งอย่างนะครับเฮีย”
“ข้อแม้?”
“อย่าให้เธอรู้ว่าผมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้ ช่วยทำให้เนียนที่สุดด้วยนะครับ”
“อ้าวเดี๋ยวสิเฟย นี่เฮียเป็พี่แกนะ”
ผมไม่ได้หันกลับไปฟังคำบ่นของเฮียฟาน เมื่อออกจากห้องมาได้ผมก็เดินตรงไปยังลิฟต์ทันที รอไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก
“อ้าวคุยกันเสร็จแล้วเหรอ” พี่ศนิก้าวออกมาจากลิฟต์พร้อมกาแฟในมือสองแก้ว “พี่อุตส่าห์ลงไปซื้อกาแฟมาให้”
“ครับ ไม่ได้มีอะไรมากขอตัวนะครับ” ผมก้าวเข้ามาในลิฟต์เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของพี่ศนิผมก็นึกอะไรดีๆ ได้ “ฝากพี่ศนิดูแลเฮียฟานด้วยนะครับ ผมอยู่ข้างพี่นะ”
“อะ…เดี๋ยวสิเฟย”
ไม่ใช่แค่ผมหรอกที่เชียร์พี่ศนิคุณแม่เองก็เช่นเดียวกันจะว่าไปท่านก็ลุ้นคู่นี้มานานแล้วแต่เพราะเฮียฟานทำให้มันดูไม่มีหวังคุณแม่เลยเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็ผมแทน ถ้าหากเฮียฟานลงเอยกับพี่ศนิได้คุณแม่คงจะปล่อยให้ผมเป็อิสระ
หลังจากที่ขับรถออกมาจากบริษัทเฮียฟานผมก็ตั้งใจว่าจะกลับไปหาคุณแม่ที่บ้านสักหน่อยไหนๆ ก็ออกมาแล้วถ้าไม่ไปให้ท่านเห็นหน้าเลยเดี๋ยวท่านก็จะน้อยใจเอาอีก ขณะที่รถกำลังติดไฟแดงสายตาผมก็เลื่อนไปเห็นป้ายโฆษณาLEDขนาดใหญ่ที่มีพรีเซนเตอร์เป็หญิงสาวหน้าตาดีในชุดว่ายน้ำกำลังโพสต์ท่ากับผลิตภัณฑ์ในมือ
ปรี๊นๆ
ผมเลิกให้ความสนใจกับป้ายโฆษณานั้นเมื่อรถคันหลังบีบแตรให้ผมเคลื่อนรถเนื่องจากตอนนี้ไฟจราจรเปลี่ยนเป็เขียวเรียบร้อย
‘ยังดูมีความสุขดีกับเส้นทางที่เลือกสินะ’
END PART
ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” ผมมองคนที่เปิดประตูเข้ามาพร้อมแก้วกาแฟในมือ
“เฟยมาคุยธุระอะไรเหรอ” เธอเดินเอาแก้วกาแฟหนึ่งแก้ววางตรงหน้าผม “สำคัญมากสินะ”
“นั่นน่ะสิ สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”
ผมมองนามบัตรในมือพร้อมกับคำถามและความสงสัยเต็มหัวไปหมดแถมเ้าตัวก็ไม่ยอมเล่าให้ฟังอีก
“นั่นอะไรน่ะ” ศนิเดินมานั่งตรงข้ามผมในตำแหน่งที่เฟยเคยนั่งก่อนหน้านี้ “นามบัตรใครเหรอ”
“เื่สำคัญของเฟย” ผมไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าน้องชายกำลังทำอะไรอยู่ “ว่าแต่เื่ห้องประชุมเป็ยังไงบ้าง”
“อือ ฉันให้คุณเนตรจัดการความเรียบร้อยแล้ว” คุณเนตรที่ศนิกำลังพูดถึงคือเลขาของผม “อาทิตย์หน้าคุณเนตรก็จะไปแล้วนายจะเอายังไงต่อ”
“ก็คงต้องหาเลขาคนใหม่” ผมตอบพลางยกแก้วกาแฟขึ้นดื่ม “ใครจะไปห้ามคนที่กำลังจะแต่งงานได้ล่ะ”
“นั่นสิน่าอิจฉาเนอะ” ศนิพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “แต่ก็น่าเสียดายที่เราไปงานแต่งคุณเนตรกันไม่ได้”
คุณเนตรหรือเนตรนภาคือเลขาที่ทำงานกับผมมาเกือบสิบปีเธอเป็คนที่ทำงานเก่งและเธอก็คอยสอนงานผมใน่ที่ผมเริ่มมารับตำแหน่งใหม่ๆ อีกไม่นานเธอก็จะไม่ใช่เลขาของผมอีกต่อไปแต่จะเป็ภรรยาของคุณโจคู่ค้าของผมแทน ผมไม่รู้ว่าความรักของคนทั้งคู่เกิดขึ้นตอนไหนรู้อีกทีก็ตอนที่คุณเนตรมาบอกกับผมว่าเธอจะแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่ไต้หวันกับคุณโจในอาทิตย์หน้านี้แล้ว
“คุณโจลูกค้านายก็ได้เลขาคนเก่งของนายไปเป็ภรรยาแล้ว” ศนิเริ่มออกความเห็น “แบบนี้นายจะทำยังไงต่อ? หาเลขาคนใหม่เหรอ”
“ก็คงต้องเป็แบบนั้น”
“ให้ฉันเป็เลขาให้ไหม” สิ่งที่เธอเสนอทำเอาผมแปลกใจ “ไหนๆ ฉันก็ทำงานกับนายมานานแล้ว”
“เธอนี่ก็พูดติดตลกอยู่เรื่อย” ผมส่ายหัวให้กับคนที่ชอบพูดล้อเล่น “เธอถือหุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยนะนิจะมาเป็เลขาได้ยังไง”
“ก็ถ้าเป็เลขาของนายฉันเป็ได้สบายมาก” เธอยิ้มจริงใจจนผมอดที่จะยิ้มตามไม่ได้ “ฉันพูดจริงนะ”
ผมกับศนิรู้จักกันมานานเราสนิทกันเหมือนคนในครอบครัวแม่ของเธอกับแม่ของผมเป็เพื่อนรักกันเลยก็ว่าได้หุ้นยี่สิบเปอร์เซ็นต์นี้เธอก็รับ่ต่อมาจากแม่ของเธอ เพราะแบบนี้ไงแม่ถึงอยากจะจับคู่ให้ผมกับเธอ
‘ฝากเธอไว้ให้เฮียพิจารณาด้วยนะครับ ผมอยากให้เธอมีงานทำ’
ขณะที่กำลังคิดเื่ระหว่างผมกับศนิจู่ๆ คำพูดที่น้องชายพูดก่อนหน้านี้ก็ดังก้องเข้ามาในโสตประสาทจนผมต้องวางแก้วในมือก่อนจะหยิบนามบัตรที่เฟยให้ไว้ออกมาดูอีกครั้ง ‘เมริณ วัชรพินิจ’
“หึ” ผมหลุดยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงน้องชาย “อย่างกับมีตาเห็นว่าเฮียอาจจะต้องหาพนักงานใหม่”
“มีอะไรเหรอ พึมพำอะไร” คนตรงข้ามให้ความสนใจมาที่ผม “พนักงานใหม่? ใครเหรอ”
“ฉันว่าฉันน่าจะหาเลขาคนใหม่ได้แล้วล่ะ”
“เลขาคนใหม่…ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะ” ศนิขมวดคิ้วงุนงง “ไหนว่ายังไม่ได้หาไง”
“พอดีว่ามีคนที่อยากร่วมงานด้วยน่ะ”
ผมพลิกนามบัตรในมือไปมาด้วยความคิดที่หลากหลายเหมือนจังหวะทุกอย่างจะลงตัวให้ผมรับเพื่อนของน้องชายเข้ามาทำงานที่บริษัท ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าผู้หญิงคนนี้เป็คนยังไงทำไมเฟยน้องชายของผมถึงต้องออกตัวช่วยเหลือขนาดนี้ “เดี๋ยววันจันทร์ฉันจะลองเรียกเธอเข้ามาสัมภาษณ์”
FANN END PART
ฉันนอนมองเพดานห้องอย่างเลื่อนลอยในหัวของฉันตอนนี้มันโล่งไปหมด ปกติแล้วฉันจะเก็บเกี่ยวความสุขจากวันหยุดอย่างคุ้มค่าเพื่อที่วันจันทร์จะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพให้สมกับตำแหน่งพนักงานดีเด่น แต่แล้วยังไงล่ะตอนนี้ฉันไม่มีงานให้ทำแล้วด้วยซ้ำดังนั้นวันหยุดก็คงไม่ได้ต่างจากวันธรรมดา ฉันนอนนิ่งมานานแค่ไหนแล้วนะ ไม่รู้จะเอายังไงต่อกับชีวิตเลย นังโป้ก็ยังไม่กลับจากเกาหลีชีวิตของฉันเลยวนเวียนอยู่แค่ในห้องไม่ได้ออกไปสังสรรค์ที่ไหนเลย … แต่จะว่าไปเมื่อวันก่อนฉันก็ได้สังสรรค์อยู่บ้างนี่นา
ภาพเมื่อวันก่อนฉายวนมาอีกครั้งในความคิดของฉัน ตอนนั้นน่ะก็สนุกดีนะได้รู้จักกับคนใหม่ๆ ที่สำคัญฉันรู้สึกว่าคนเ่าั้เป็มิตรและเชื่อใจได้ทั้งๆ ที่เพิ่งเจอเพิ่งรู้จักกันด้วยซ้ำผิดกับความรู้สึกตอนที่ทำงานเลยแฮะ เพราะแบบนี้สินะตอนนั้นในรถฉันถึงบอกนายเฟยว่าอยากจะทำงานที่อู่รถของเขา แต่นายนั่นก็ดับฝันของฉันอย่างไร้เยื่อใย ไอ้เด็กบ้า
ตอนนั้นฉันไม่ได้เมามายอะไรมากนัก เพราะถูกนายเฟยห้ามเอาไว้ไม่ให้ดื่มเยอะ ฉันเลยเลือกที่จะเดินไปคุยกับคนอื่น แทนที่จะคุยกับทั้งนายเฟยและอีตาลูกครึ่งที่ชื่อฌอห์ณนั่น สมาชิกที่อู่รถของนายเฟยต้อนรับฉันเป็อย่างดีแต่ดูเหมือนจะมีหนึ่งคนที่ไม่ค่อยชอบฉันเท่าไหร่คนที่นิ่งๆ ที่ชื่อพี่ฉันอะไรนั่นแหละ แต่จะว่าไปตอนนั้นก่อนกลับนายฌอห์ณเขาก็เข้ามาคุยกับฉันนะ
‘คุณหมวยครับผมกำลังจะกลับ’
‘อ่อ อือๆ’ ฉันพยักรับก่อนจะหันกลับไปคุยต่อ แต่พอเห็นว่าคนที่มาลายังยืนนิ่งก็เกิดความสงสัย ‘มีอะไรหรือเปล่าคะ จะกลับก็กลับสิ’
‘จะเป็อะไรไหมถ้าผมอยากขอเบอร์คุณเอาไว้’ ฉันไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ได้ยินที่หนุ่มลูกครึ่งคนนี้กำลังพูดไหม แต่เดาว่าคงจะไม่ได้ยิน ‘เผื่อเอาไว้คุณมาเที่ยวชลบุรีผมจะพาเที่ยวเอง’
มาขอเบอร์ฉันเนี่ยนะ ทีตอนนั่งดื่มด้วยกันเขาเอาแต่ขัดคอฉันตลอดเลย ขณะที่ฉันกำลังมองอีกฝ่ายอย่างประเมินจุดประสงค์ของการมาขอเบอร์ เขาก็ยื่นมือถือมาให้ฉัน ฉันมองก่อนจะรับมันมาแวบหนึ่งฉันเห็นรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของคนตัวสูง
‘ไม่ดีกว่า ถ้าฉันจะมาอีกก็คงมากับนายเฟยคงไม่ต้องให้คุณพาเที่ยวหรอก’ ฉันยื่นมือถือคืนเขา ‘จะจีบฉันใช่ไหม’
เขาหลุดยิ้มกับสิ่งที่ฉันพูดแล้วมองฉันด้วยดวงตาที่เป็ประกาย ฉันก็อายุเลยเลขสามมาแล้วทำไมจะมองไม่ออกว่าสิ่งที่เขาทำมันคืออะไร ‘อืม เอาเป็ว่าถ้าครั้งหน้าคุณมาอีกผมจะให้คำตอบนะครับ’
อะไรกัน อีตาลูกครึ่งคนนี้ฉันกอดอกมองคนยิ้มจนแก้มแทบปริที่เพิ่งเดินจากไป…
RRRR
เสียงมือถือเรียกสติของฉันให้กลับมาก่อนจะรีบหยิบเครื่องมือสื่อสารที่ดังไม่หยุดมาดูว่าใครโทร.มา…เบอร์ไม่คุ้นเลยแฮะ
“สวัสดีค่ะ เมริณพูดสายค่ะ”
[สวัสดีครับ] ฉันดันมือถือออกมาดูเบอร์ที่โทร.อีกครั้ง [คุณเมริณ]
“ไม่ทราบว่านั่นใครเหรอคะ”
[อ๋อ ขอโทษที่ไม่ได้แนะนำตัวนะครับ] คนปลายสายตอบกลับมาเสียงเรียบแต่ฟังดูสุขุม [ผมโทร.จากบริษัทดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์ กรุ๊ปครับ]
“ดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์ กรุ๊ปเหรอคะ” ฉันขมวดคิ้วงุนงง ชื่อบริษัทนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน “เอ่อ ไม่ทราบว่าโทร.มามีอะไรหรือเปล่าคะ?”
[บริษัทเราสนใจอยากจะสัมภาษณ์งานคุณเมริณครับ]
“เอ๊ะ!” ฉันดีดตัวลุกขึ้นนั่งด้วยความใ “สะ…สัมภาษณ์งานเหรอคะ”
[ครับ…จากประวัติที่คุณเมริณลงไว้ในเว็บหางาน เอ่อ บริษัทเราเห็นว่าประวัติการทำงานของคุณน่าสนใจดีครับ]
“จริงเหรอคะ” ฉันจิกผ้าปูที่นอนแน่นเพื่อสกัดกั้นอารามความดีใจที่ใกล้จะะเิออกมาเต็มที นี่หมายความว่าฉันจะได้ไปสัมภาษณ์งานแล้วใช่
[ครับ ไม่ทราบว่าพรุ่งนี้เวลาเก้านาฬิกาคุณเมริณสะดวกมาสัมพะ…]
“สะดวกค่ะ สะดวกมากเลยค่ะ” ฉันรีบตอบตกลง “จะให้ไปสัมภาษณ์ที่ไหนบอกมาได้เลยค่ะ”
[อ่อ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับพรุ่งนี้เก้านาฬิกาที่บริษัทดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์ กรุ๊ปชั้นสิบแปดห้องผู้บริหารครับ]
“คะ? ห้องผู้บริหาร…เหรอคะ” ปกติเวลาสัมภาษณ์งานฉันไม่ค่อยเห็นผู้บริหารระดับสูงเป็คนสัมภาษณ์เองสักเท่าไหร่ ถ้าไม่ใช่ฝ่ายบุคคลก็จะเป็ระดับหัวหน้าหรือไม่ก็ผู้จัดการ “เอ่อ ได้ค่ะ”
[โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เจอกันนะครับ] ฉันขมวดคิ้วอีกครั้งกับการพูดของคนในสาย [ผมจะรอ]
“คะ? อ่าค่ะขอบคุณนะคะ” ถึงจะข้องใจแต่เมื่ออีกฝ่ายวางสายไปฉันก็วางมือถือลงข้างตัวก่อนจะหันไปหยิบหมอนใบใหญ่มาปิดหน้าจากนั้นก็…
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด
ฉันดีดดิ้นไปมาด้วยความดีใจในที่สุดฟ้าก็มีตา์เป็ใจให้คนอย่างฉันมีงานสักที…เอ่อ แต่แค่เรียกไปสัมภาษณ์นี่นา พอคิดได้แบบนั้นความดีใจที่มีก่อนหน้านี้ก็สลายหายไป แค่เรียกไปสัมภาษณ์ไม่ได้บอกว่าจะได้งานสักหน่อยนี่นาฉันดีใจนำไปก่อนแบบนี้ถ้าแห้วขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ ระหว่างที่คิดไปต่างๆ นานาฉันก็นึกได้ว่าเคยได้ยินชื่อบริษัทนี้ที่ไหนมาก่อน
ฉันหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชชื่อบริษัทดังกล่าวเพื่อหาข้อมูล หลังจากกรอกชื่อบริษัทไม่นานข้อมูลต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอฉันเลือกกดเข้าไปที่เว็บของบริษัทและก็ได้พบว่าบริษัทนี้เป็บริษัทที่เกี่ยวกับกิจการรถยนต์ มีคู่ค้าที่ทำธุรกิจร่วกันอยู่หลายประเทศฉันค่อยๆ เลื่อนปลายนิ้วเพื่อไล่อ่านรายละเอียดอื่นๆ จนมาสะดุดเข้ากับประวัติของผู้บริหาร
‘ชั้นสิบแปดห้องผู้บริหารครับ’
“พชร วรพัฒนภิญโญ ลูกชายคนโตของคุณหญิงแพรประไพร วรพัฒนภิญโญ” ฉันอ่านข้อมูลตรงหน้าอย่างตั้งใจ “ผู้บริหารอายุน้อยที่ถือหุ้นบริษัทมากที่สุดถึงหกสิบเปอร์เซ็นต์…”
ฉันกวาดตาอ่านเรื่อยๆ จนมาหยุดที่รูปภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ดูดีเลยเชียวแหละ ใต้ภาพนั้นระบุไว้ว่าเขาคือ พชร วรพัฒนภิญโญ …ทำไมถึงให้ผู้บริหารเป็คนสัมภาษณ์กันนะหรือเขา้าแบบนั้นแต่จะว่าไปเมื่อกี้เขาบอกว่าเห็นประวัติฉันในเว็บหางานอย่างนั้นเหรอ…
ไวเท่าความคิดฉันรีบเปิดเว็บหางานที่เคยฝากประวัติไว้ จำได้ว่าหลังจากตกงานฉันก็ยังไม่ได้เข้าไปอัปเดตข้อมูลในเว็บนั้นเลยนะแล้วที่ว่าเห็นประวัติการทำงานของฉันน่าสนใจนั่นมันหมายความว่าอะไรกัน…เอ๊ะ! พวกมิจฉาชีพหรือเปล่าเนี่ย
‘แต่เขารู้ชื่อฉันนี่นา บริษัทก็มีอยู่จริงแถมเป็บริษัทใหญ่ด้วยแฮะ’
ตอนแรกฉันก็มัวแต่ดีใจเลยไม่ทันได้คิดถึงเหตุผลต่างๆ พอมาลองทบทวนดูจะว่าไปมันก็แปลกๆ เหมือนกันั้แ่คนที่โทร.มาแล้วนะ สรุปฉันเชื่อได้ไหมเนี่ย…แต่เอาเถอะตอนนี้ชีวิตของฉันมันไม่ได้มีตัวเลือกเยอะแยะขนาดนั้นเื่จริงหรือหลอกเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้เอง!
18.30 น.
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นหนึ่งฉันก็เดินออกมาด้วยสภาพที่หิวโซ วันนี้ทั้งวันฉันเอาแต่นั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์งานวันพรุ่งนี้จนไม่ได้กินข้าวกินปลารู้ตัวอีกทีก็เย็นตะวันตกดินซะแล้ว เมื่อทนต่อความหิวไม่ไหวฉันจึงแบกร่างกายหอบหิ้วท้องอันว่างเปล่าของตัวเองลงมาหาซื้ออะไรกินที่ร้านสะดวกซื้อข้างคอนโด ขณะที่กำลังเลือกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหยิบใส่ตะกร้าอยู่นั้นก็รู้สึกได้ถึงสายตาของใครสักคนที่จับจ้องมาที่ฉัน ในตอนแรกก็คิดว่ารู้สึกไปเองแต่เมื่อฉันขยับไปเลือกซื้อของใช้อื่นความรู้สึกว่ามีคนกำลังมองก็ยังตามมากวนใจฉัน
นับหนึ่งถึงสามในใจอยู่ไม่กี่วินาทีฉันก็ตัดสินใจหันไปเผชิญหน้ากับคนที่เอาแต่เดินตาม “จะเดินตามอีกนานไหม?”
“หึ รู้ด้วยเหรอ” จะมีใครได้ที่คอยกวนประสาทฉันน่ะ ่นี้ก็มีแค่นายนี่คนเดียวเท่านั้นแหละ “เก่งนะเนี่ย”
“แล้วนายมาเดินตามฉันทำไม”
“ผมไม่ได้ตาม แค่เห็นคุณพอดีว่าจะเดินมาทักตามประสาคนเป็ ‘เพื่อน’ กันไง” นายเฟยพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “แต่เห็นคุณกำลังเลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยความตั้งใจอยู่ก็เลยไม่ทักดีกว่า”
“แต่เดินตามเป็ิญญาเนี่ยนะ” ฉันปรายตามองคนตัวสูง “พิลึกคน”
ฉันเลิกสนใจเขาแล้วหันกลับมาเลือกซื้อของแต่อีกฝ่ายก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้นจนฉันต้องหันไปถามเขาอีกครั้ง “แล้วจะยืนทำอะไร”
“ผมมีเื่อยากถาม”
“มีอะไรก็พูดมาสิ” ฉันพูดโดยไม่ได้มองเขาขณะที่หยิบนั่นจับนี่มาพลิกดูไปมา
“คุณได้งานทำหรือยัง”
“ถามทำไม” ฉันหันไปมองนายเฟยอีกครั้ง “หรือนายเสียดายฉัน อยากให้ฉันไปเป็เรซควีนให้เหรอ”
“คุณนี่คิดเองเออเองเก่งนะ”
“แล้วนายจะอยากรู้ไปทำไม”
“ก็ถามดู” เขาดูมีพิรุธนะ “นึกว่าหางานได้แล้ว”
“ยังหรอก…แต่ว่าพรุ่งนี้มีงานที่นัดฉันไปสัมภาษณ์อยู่” จะว่าไปนายเฟยก็น่าจะรู้จักบริษัทนั้นนะเพราะเขาก็เป็นักแข่งรถนี่ “ว่าแต่นายรู้จักบริษัทดับเบิ้ลยู.พี.วาย คาร์กรุ๊ปไหม?”
“อ๋อ ก็เคยได้ยินนะบริษัทใหญ่ด้วยนี่” เขาทำท่าใเล็กน้อยแต่ดูปลอมมาก “อย่าบอกนะว่าคุณได้งานที่บริษัทนั้นน่ะ”
“แค่ไปสัมภาษณ์ย่ะ”
“อ๋อ แบบนี้นี่เอง” เขาพยักหน้าหงึกหงัก “โอเคถ้างั้นผมไปก่อนนะ”
“อ้าว…” อะไรของหมอนี่กันบทจะมาก็มาบทจะไปก็ไป
ฉันมองคนที่เดินออกจากร้านสะดวกซื้อไปอย่างงงๆ เขามาทักฉันแค่เื่นี้น่ะเหรอ จะอยากรู้อะไรขนาดนั้น…แปลกคน