หลังจากกลับมาถึงเรือนนอนซูจินหลิงจึงนึกถึงชีวิตในชาติก่อนของตนเอง ในยามนั้นทำไมกงจวินถึงได้ยอมะโน้ำลงไปช่วยนางแล้วทำไมยามนี้ทุกอย่างถึงได้เปลี่ยนแปลงไปเสียหมด
พอนึกไปนึกมา ซูจินหลิงก็เหมือนจะจดจำอะไรบางอย่างได้เลือนรางหลังจากที่กงจวินช่วยนางขึ้นมาจากน้ำ ข้างกายของเขายังมีน้องสาวต่างมารดาของนางยืนอยู่ไม่ห่างหรือเป็เพราะตอนนั้น ซูจินเหยาขอร้องให้กงจวินช่วยเขาถึงได้ยอมะโน้ำลงไปช่วยนาง
ทว่านางกลับเอาเื่นี้มาบังคับข่มขู่เพื่อให้เขายอมหมั้นหมายกับนางนึกไปแล้ว นางในชาติก่อนช่างร้ายกาจยิ่งนัก ทั้งหมดเป็เพราะนางคิดแย่งบุพเพของผู้อื่นชีวิตของนางถึงได้พบกับจุดจบเช่นนั้น
และเมื่อนางได้มีโอกาสย้อนอดีตกลับมาอีกครานางจึงตั้งใจไว้ว่าชาตินี้จะไม่เข้าไปขวางทางรักของพวกเขาทั้งสองคนอีกแล้ว
ส่วนเซียวเหวินอวี่ที่เป็คนช่วยนางในครั้งนี้นางก็จะปล่อยเขาไป หากเขาไม่ได้มีใจให้นาง เพราะนางกลัวว่าจุดจบของนางจะไม่สวยงามเหมือนชาติที่แล้ว
“คุณหนู! เกิดเื่ใหญ่แล้วเ้าค่ะ!!!”
ในขณะที่ซูจินหลิงกำลังจะเอนหลังพักผ่อนเพราะนางพบเจอกับเื่ที่ชวนให้ปวดหัวมาเกือบทั้งวันแล้วมี่เอ๋อร์ก็วิ่งเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“มีเื่อะไรกันมี่เอ๋อร์ เหตุใดถึงได้ลุกลี้ลุกลนขนาดนี้”
“ก็เกิดเื่ใหญ่แล้วนะสิเ้าคะ”
“เื่อะไรกันที่ทำให้เ้าตื่นตระหนกได้ถึงเพียงนี้”
“ยามนี้ภายในร้านน้ำชาต่างล่ำลือกันไปทั่วเื่ที่คุณหนูตกน้ำที่งานเลี้ยงชมบุปผาเมื่อคืนนี้”มี่เอ๋อร์เอ่ยบอกซูจินหลิงถึงเื่ที่ได้ยินมา ข่าวลือที่กำลังเป็ที่พูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ทำให้นางร้อนใจแทบแย่ นางจึงได้รีบมารายงานให้คุณหนูได้รับรู้ทันที
ซูจินหลิงรู้ว่ายามนี้ผู้คนคงจะกำลังพูดถึงเื่ของนางอย่างสนุกปากเพราะในชาติก่อนก็เช่นกัน หลังจากที่นางตกน้ำ ข่าวลือนี้ก็แพร่สะพัดออกไปทันทีทว่ายามนั้นกงจวินยอมหมั้นหมายกับนาง ข่าวลือพวกนั้นถึงได้จางหายไปในที่สุด
และในยามนี้ เื่ที่ผู้คนกำลังพูดถึงนางก็คงจะหนีไม่พ้นเื่นั้นอย่างแน่นอนเพียงแต่เื่เล่าในครั้งนี้น่าจะแย่กว่าในชาติก่อน ทว่านางก็หาได้สนใจว่าผู้คนจะพูดถึงนางอย่างไรเพราะในเมื่อนางมีโอกาสอีกครา นางจะไม่ยอมทำผิดเป็ครั้งที่สองอีกเด็ดขาด
“หากเป็เื่นั้นเ้าอย่าได้ใส่ใจเลย”
“คุณหนูจะไม่ให้ข้าใส่ใจได้อย่างไรละเ้าคะในเมื่อตอนนี้ชื่อเสียงของท่านกำลังเสื่อมเสียท่านรู้หรือไม่ว่าคนข้างนอกเขาพูดถึงท่านกันอย่างไร”
“ข้าไม่อยากรู้” ซูจินหลิงเอ่ยบอกสาวใช้ของตนอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเอนหลังลงนอนอีกครั้ง
“แต่คุณหนูต้องรู้” มี่เอ๋อร์รีบคว้าร่างของซูจินหลิงที่กำลังจะเอนตัวลงนอนให้ลุกขึ้นนั่งทันทีจากนั้นน้ำเสียงร้อนรนจึงเอ่ยขึ้น “คนข้างนอกเขาล่ำลือกันว่า หลังจากที่ท่านแม่ทัพเซียวช่วยท่านขึ้นมาจากน้ำเขาก็ไม่คิดจะรับผิดชอบท่านด้วยการแต่งงาน เพราะท่านเคยถอนหมั้นกับเขาไปแล้วรอบหนึ่งทำให้เขาเกิดความไม่พอใจ อีกทั้งตอนนี้เขายังเดินทางกลับชายแดนไปแล้วไม่สนใจว่าชีวิตของท่านจะเป็อย่างไรต่อไป แล้วที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คนข้างนอกเขายังพูดกันอีกว่าท่านจะหาสามีไม่ได้อีกแล้ว เกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ คุณหนูยังจะนอนหลับลงอยู่อีกหรือเ้าคะ”
ซูจินหลิงได้ยินดังนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะเดือดเนื้อร้อนใจเลยสักนิดนางโบกมือให้มี่เอ๋อร์แล้วเอ่ยว่า “ช่างเถิด เ้าออกไปได้แล้ว ข้าอยากพักผ่อน”
“แต่คุณหนู…”
“ไม่ต้องตงต้องแต่อะไรทั้งนั้นในเมื่อข้าไม่ได้เดือดร้อน เ้าจะเดือดร้อนแทนข้าทำไม”
เมื่อเห็นว่าคุณหนูส่งสายตาดุมาให้ตนเองมี่เอ๋อร์จึงกลืนคำพูดที่กำลังจะพูดออกมาลงคอทันที จากนั้นจึงได้เดินออกจากห้องไปเพื่อให้คุณหนูได้พักผ่อน
หลังจากที่มี่เอ๋อร์จากไปแล้วซูจินหลิงจึงหลับตาลงและเอนตัวเพื่อพักผ่อนอีกครั้ง ทว่าทันใดนั้นในความทรงจำของนางก็เหมือนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างลอยแว่วเข้ามา เสียงนั้นทั้งนุ่มนวลและอ่อนโยนแม้สติของนางจะพร่าเลือนเพราะสำลักน้ำเยอะเกินไปแต่เสียงนั่นเป็ของเซียวเหวินอวี่ไม่ผิดแน่
ในตอนที่เขาช่วยนางขึ้นมาจากน้ำเขากระซิบที่ข้างหูของนางด้วยคำพูดหนึ่ง
ชาตินี้ขอเป็ข้าที่เคียงข้างเ้า…
*
*
อีกด้านหนึ่ง เซียวเหวินอวี่กำลังเดินทางกลับชายแดนขณะกำลังควบขี่อาชาไปตามเส้นทางอันคุ้นเคย รองแม่ทัพโจวก็เข้ามาพูดคุยบางอย่างกับเขา“ท่านแม่ทัพ ท่านเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงได้ปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่ซู”
รองแม่ทัพโจวหรือ โจวิหยาง รู้สึกขัดใจยิ่งนักที่ท่านแม่ทัพเซียวปฏิเสธการแต่งงานกับคุณหนูใหญ่สกุลซูทั้งๆ ที่มีโอกาสแล้วแท้ๆ
แม้นางจะส่งหนังสือถอนหมั้นไปให้เขาเมื่อครึ่งปีก่อนแต่สาเหตุที่ทำให้เซียวเหวินอวี่เดินทางมาที่เมืองหลวงในครั้งนี้ก็เป็เพราะ้าขอโอกาสจากนางอีกรอบมิใช่หรือและเมื่อได้รับโอกาสอีกครั้ง ทว่าเขากลับทิ้งโอกาสนั้นไป ช่างเป็บุรุษที่คาดเดาจิตใจได้ยากจริงๆ
“เหตุใดข้าต้องแต่งงานกับนาง ในเมื่อนางไม่ได้รักข้าที่นางอยากให้ข้ารับผิดชอบ เพราะนางแค่กังวลห่วงว่าชื่อเสียงของตนเองจะเสื่อมเสียก็เท่านั้น”
เซียวเหวินอวี่เอ่ยออกมาราวกับไม่ได้ใส่ใจเพราะเขารู้ดีว่าในหัวใจของซูจินหลิงไม่เคยมีเขา ส่วนสาเหตุที่นางอยากให้เขาแต่งงานกับนางหากมิใช่นางกลัวว่าชื่อเสียงของตนเองจะเสื่อมเสีย ชาตินี้นางคงไม่เอ่ยเช่นนั้นกับเขาดังนั้นเขาจึงไม่ยินดีที่จะแต่งงานกับนาง
เพราะเขาอยากให้นางแต่งงานกับเขาด้วยความรักมากกว่าการฝืนใจ…
โจวิหยางได้ยินคำพูดของเซียวเหวินอวี่ก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาด้วยความเหนื่อยใจจากนั้นจึงเอ่ยว่า “ถึงนางจะไม่ได้รักท่าน แต่ท่านรักนางมิใช่หรือ”
“…”
หลังจากที่โจวิหยางเอ่ยคำพูดนั้นออกมาเซียวเหวินอวี่ก็นิ่งค้างไปชั่วขณะ เพราะเขาปฏิเสธความรู้สึกที่มีต่อซูจินหลิงไม่ได้จริงๆ
เขารักนางอย่างนั้นหรือ?
โจวิหยางเห็นท่าทางเช่นนั้นของท่านแม่ทัพเซียวเขาจึงเผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา กล่าวว่า “นิ่งแบบนี้ แสดงว่าข้าพูดถูกท่านรักคุณหนูใหญ่สกุลซูจริงๆ”
แม้ภายในใจจะมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อซูจินหลิงจริงๆทว่าเซียวเหวินอวี่กลับพูดสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามออกมา
“มะ…ไม่ใช่เสียหน่อยข้าไม่ได้รักนาง เ้าอย่าได้พูดจาพล่อยๆ ออกมาเด็ดขาด”
เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของท่านแม่ทัพเซียวโจวิหยางก็มองออกจนทะลุปรุโปร่งแล้ว ว่าท่านแม่ทัพเป็คนที่ปากไม่ตรงกับใจ หากเขาไม่ได้รักซูจินหลิงเขาจะคอยติดตามนางอยู่ตลอดไปทำไม แม้จะต้องไปประจำการอยู่ที่ชายแดน แต่เขาก็มักจะหาเื่เดินทางมาที่เมืองหลวงเพื่อพบนางอยู่บ่อยครั้ง
และทุกครั้งเขาก็มักจะคอยติดตามมองนางอยู่ห่างๆไม่เคยแสดงตัวให้นางเห็น ทว่าครั้งนี้หลังจากที่เห็นว่านางตกน้ำเขาก็รีบพุ่งตัวลงไปช่วยนางอย่างไม่คิดชีวิต
การกระทำเช่นนี้ หากไม่เรียกว่ารัก แล้วจะให้เรียกว่าอะไร?
แต่ในเมื่อเขาเป็คนปากแข็ง เช่นนั้นก็คงต้องรอให้เสียนางไปก่อนเขาถึงจะยอมรับหัวใจตนเอง
“ในเมื่อท่านแม่ทัพบอกว่าไม่ได้รักนางเช่นนั้นก็น่าเสียดาย เพราะในงานเลี้ยงเมื่อคืน ข้าเห็นบุรุษรูปงามมองคุณหนูใหญ่ซูด้วยความสนใจอยู่หลายคน”
โจวิหยางเอ่ยขึ้นลอยๆ จากนั้นจึงควบอาชาจากไปทันทีทว่าคำพูดของเขากระตุ้นความอยากรู้ของท่านแม่ทัพได้เป็อย่างดี เซียวเหวินอวี่จึงรีบควบอาชาตามรองแม่ทัพคนสนิทไปก่อนน้ำเสียงดุดันจะเอ่ยถาม
“บุรุษรูปงามที่เ้าหมายถึงเป็ใคร?”
“ท่านไม่ได้รักคุณหนูใหญ่ซูมิใช่หรือ จะอยากรู้เื่พวกนี้ไปทำไมกันเล่า”
“โจวิหยาง!เ้าไม่อยากมีชีวิตกลับไปถึงชายแดนใช่หรือไม่!”