เมื่ออาจารย์ฟังผมรายงานจบก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แค่สองตน?”
ผมพยักหน้า “ครับ แค่สองตน ยืนอยู่บนเรือคนละลำแถมยังชวนให้ผมขึ้นเรือ บอกว่ายี่สิบเอ็ดหยวน สิบห้าหยวนอะไรแบบนั้น…”
ผมเล่าทั้งหมดที่เห็นและได้ยินอย่างละเอียด
เมื่อจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วได้ยิน สีหน้าพลันแข็งค้างก่อนหันไปสบตากัน
ซุนโหย่ว ผู้จัดการใหญ่เอ่ยว่า “ประธานจั่วหรือว่าจะเป็นสองพนักงานที่ทำงานเรือขจัดซากของเราเอง? สองคนนั้นที่ลักลอบรับผู้โดยสารจนเกิดอุบัติเหตุเรือล่มจมน้ำตาย?”
จั่วต้าเหนียนพยักหน้า “อาจารย์ซ่งอาจารย์เสี่ยวเจียง… ผีสองตนนั้นน่าจะเป็นพนักงานเก่าของเราพวกเขาทำงานเก็บซากในทะเลสาบ แต่เกิดอุบัติเหตุ แล้วก็หาศพไม่เจอจนถึงทุกวันนี้”
อาจารย์ลูบเคราบางๆ ที่ปลายคางของตัวเอง เอ่ยพึมพำเบาๆ ว่า “ผีที่อยู่บนบกกับใต้น้ำ พอจะจัดการได้ไม่ยาก แต่พวกที่อยู่บนเรือนี่สิ...น่าสนใจทีเดียว”
พูดจบ ท่านก็ยิ้มกับตัวเอง
เห็นอาจารย์ยิ้ม ผมจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ อะไรน่าสนใจเหรอ หรือว่าจัดการยากกว่าปกติ?”
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย “ถ้าเทียบกันแล้วก็จัดการไม่ง่ายเท่าปกติจริงๆแต่ในเมื่อมีฉันอยู่ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลนัก”
ได้ยินเช่นนี้ ผมก็เบาใจลงไปมาก
ต่อจากนี้ก็แค่รอดูว่าอาจารย์จะจัดการอย่างไร
อาจารย์ไม่รีบร้อนอธิบาย แต่เหมือนนึกอะไรบางอย่างออกจึงหันไปมองจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วทั้งสอง
แววตาของอาจารย์ทำเอาทั้งคู่ขนลุกซู่
จั่วต้าเหนียนถึงกับใจสั่น “อา… อาจารย์ซ่งท่านมองพวกเราแบบนั้นทำไมล่ะครับ”
“ใช่ๆ อาจารย์ซ่ง ท่านจ้องพวกเราทำไมกัน”
อาจารย์หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ฉันพอจะคิดออกแล้วว่าควรทำยังไง…พวกคุณสองคน ถอดเสื้อซะ”
“หาาา?”
“ไม่จริงน่า!”
ทั้งสองคนทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก ผมเองก็ไม่รู้ว่าอาจารย์จะทำอะไร
หวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยมองพวกเราด้วยสีหน้าฉงน
อาจารย์เป็นคนติดบุหรี่ ตอนนี้ก็จุดขึ้นมาอีกมวน พอสูดเข้าปอดไปคำหนึ่งแล้ว จึงเอ่ยว่า “ฮวงจุ้ยของทะเลสาบหนานเทียนเรียกกันว่า‘น้ำเต้าย้อนกลับ’ ถือเป็นรูปแบบที่เก็บทรัพย์เรียกโชคตามหลักฮวงจุ้ย
"แม้รูปทรงจะดี เก็บพลัง เรียกทรัพย์ซ่อนลมรวมธารา แต่ฮวงจุ้ยแบบนี้มีทั้งดีและร้าย ส่วนที่ร้ายคือ น้ำเต้าย้อนกลับเป็นแบบไหลเข้าแต่ไม่ไหลออก ผีที่ตายในทะเลสาบจึงยากที่จะไปผุดไปเกิด โดยเฉพาะพวกที่ตายไปด้วยความแค้นจะยังมีแรงอาฆาตฝังอยู่
"จากข้อมูลที่เรามีศพทั้งหมดที่หายไปล้วนกลายเป็นศพอาฆาต ดวงวิญญาณยังวนเวียนอยู่ในทะเลสาบกลายเป็นผีพราย
"ยิ่งไปกว่านั้น พื้นที่ทะเลสาบด้านนอกกว้างใหญ่ หากจะให้หาศพที่เหลือและจับผีให้หมดคงเป็นงานยาก เพราะเมื่อพวกเราลงเรือไปในทะเลสาบจะเคลื่อนไหวลำบากมาก…”
ฟังถึงตรงนี้ ผมรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เมื่อกี้ที่ท่าเรือ แค่ผมกับหวังเหมิ่งช่วยกันลากศพในน้ำลึกสิบกว่าเมตรก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้วแถมยังไม่สำเร็จด้วยซ้ำ
หากเข้าไปถึงทะเลสาบด้านนอกที่มีพื้นที่กว้างขนาดนั้น แล้วเจอพวกผีอาฆาตเล่นงานเข้า เราจะเคลื่อนไหวได้ลำบากมาก
ผมจึงไม่พูดอะไรต่อ ตั้งใจฟังอาจารย์ต่อไป
อาจารย์พ่นควันออกมาอีกครั้งก่อนกล่าวต่อ “ผีสองตนที่อยู่บนเรือนั่นแหละ คือตัวช่วยที่ดีที่สุด พวกเรานั่งเรือ ให้พวกผีพายเรือ แบบนี้ไม่ต้องเปลืองแรงสักนิดประหยัดพลังไปได้มาก”
ให้ผีพายเรือ?
แผนของอาจารย์ทำเอาพวกเราทุกคนสะดุ้งในใจ
แต่อาจารย์ไม่หยุดแค่นั้น กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกคุณไม่ได้บอกหรือว่า ผีสองตนนั้นเคยเป็นพนักงานของพวกคุณ?
"ฉันให้พวกคุณถอดเสื้อก็เพื่อจะปลอมตัว ผีทั้งสองจะได้ยอมเชื่อฟังคำสั่งและยอมพายเรือให้เรา”
ได้ยินถึงตรงนี้ พวกเราทุกคนเข้าใจแผนของอาจารย์ทันที
“อะไรนะ บังคับให้ผีพายเรือ…”
“อาจารย์ซ่ง พวกเขาตายไปแล้ว ซ้ำยังกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ถึงแม้พวกคุณจะแต่งตัวเหมือนพวกเราไปก็ไม่แน่ว่าจะได้ผลนะครับ?”
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วรีบพูดขึ้นพร้อมกัน
แต่อาจารย์กลับโบกมือกล่าว “ถ้าพวกคุณไปแน่นอนว่าย่อมไม่ได้ผลแต่หากเป็นพวกเราที่แต่งตัวเหมือนพวกคุณ ซ้ำยังมีพลังเหนือกว่า ต่อให้เป็นวิญญาณอาฆาตก็สามารถควบคุมได้ ไม่ต้องกังวล”
“ถอดเสื้อออกให้หมด เครื่องประดับทั้งหลายก็ด้วยโดยเฉพาะแหวนกับนาฬิกาข้อมือ ส่งมาให้พวกเราซะ”
หลังจากฟังคำของอาจารย์ ทั้งสองคนก็ไม่ลังเลอะไรมาก รีบถอดเสื้อคลุม นาฬิกา และแหวนออกมายื่นให้เรา
อาจารย์ใส่เสื้อของประธานจั่ว ปลอมตัวเป็นประธาน
ผมสวมเสื้อของซุนโหย่ว รับบทเป็นผู้จัดการใหญ่
แม้เสื้อจะไม่ค่อยพอดีตัวนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ผมใส่แหวนหยกสีเขียวเข้มวงหนึ่งนาฬิกาบนข้อมือก็เป็นยี่ห้อโรเล็กซ์สุดหรู
ส่วนอาจารย์ แม้ไม่มีนาฬิกา แต่มีสร้อยข้อมือลูกวอลนัทลูกเล็กๆขัดจนเงาวับ ดูก็รู้ว่าราคาไม่น้อย
เมื่อแต่งตัวเสร็จทั้งจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วก็หนาวจนตัวสั่นไม่หยุด
แถวทะเลสาบหนานเทียนนี้เต็มไปด้วยไอเย็นหม่นหมองพอร่างกายไม่แข็งแรงก็ยิ่งทนหนาวไม่ไหว
แต่อาจารย์ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
หลังจากเราสวมชุดเรียบร้อยแล้ว ท่านหยิบกระดาษเหลืองออกมาสองแผ่น ให้ทั้งสองใช้เลือดของตัวเองเขียนชื่อลงไป
ผมยื่นกระบี่กระดูกปลาให้พวกเขา แม้มันจะทำจากกระดูกปลาแต่คมกริบไม่ต่างจากมีดจริง
ประธานจั่วยังดี ไม่แสดงท่าทีอะไร แค่กรีดนิ้วเบาๆแล้วเขียนชื่อของตัวเองลงบนกระดาษทันที
แต่ซุนโหย่วนี่สิ เหมือนพวกคุณชายอ่อนแอกว่าจะกรีดนิ้วได้ก็ทำท่าทางงอแงอยู่นาน จนหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยอย่างหวังเหมิ่งถึงกับมองด้วยสายตาดูถูก
หลังจากพวกเขาใช้เลือดเขียนชื่อเสร็จแล้ว
อาจารย์ก็คีบกระดาษเหล่านั้นไว้ในมือ ผสานมุทรากระบี่แล้วท่องคาถา “ฟ้ามีสามมหัศจรรย์ สุริยัน จันทรา ดารา มนุษย์มีสามวิญญาณ ฟ้า ดินมนุษย์…”
ขณะท่อง อาจารย์ก็ใช้อีกมือเขียนบางอย่างลงบนกระดาษเหลือง
แม้จะมองไม่เห็นว่าเขียนอะไรแต่ผมรู้สึกได้ว่าพลังจากร่างของอาจารย์กำลังไหลเข้าไปในกระดาษ
เมื่อเขียนเสร็จ ท่านยื่นกระดาษเหล่านั้นให้ทั้งสองคนเป่าลมหายใจใส่
ทั้งคู่หนาวจนกอดอก ก่อนจะเป่าลมหายใจออกมาเบาๆ
อาจารย์บิดกระดาษที่ถือไว้ แล้วตะโกนเสียงหนักแน่นออกมาคำหนึ่ง
“บัญชา!”
เพียงชั่วพริบตา กระดาษเหลืองที่มีเพียงชื่อเปื้อนเลือดบนนั้น พอได้ยินคำว่า "บัญชา" จากอาจารย์ชื่อที่เขียนไว้ด้วยเลือดก็เริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด
สุดท้ายกลับกลายเป็นอักขระยันต์ราวกับแปรเปลี่ยนกลายเป็นคาถาเต็มรูปแบบ
ผมไม่รู้ว่าคาถานี้เรียกว่าอะไร
แต่แค่มองรู้แล้วว่าโคตรจะเท่เลย
จั่วต้าเหนียน ซุนโหย่ว และหวังเหมิ่งต่างจ้องมองภาพนั้นตาค้างพูดไม่ออกสักคำ
แค่นี้ก็มองออกได้เลยว่าอาจารย์เชี่ยวชาญด้านยันต์และคาถามากเพียงใด
แต่อาจารย์ยังคงสีหน้าสงบนิ่ง
เขายื่นกระดาษยันต์ที่กลายมาจากชื่อของซุนโหย่วให้ผม “เอาไป แปะไว้ที่อก พวกที่รู้จักซุนโหย่ว พอเห็นนายจะคิดว่าเป็นเขา”
“รับทราบครับ อาจารย์”ผมรับยันต์มาแล้วรีบแปะไว้ด้านในเสื้อ เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกทั้งหลายมองเห็น
ส่วนอาจารย์ก็แปะยันต์ที่มีชื่อของประธานจั่วไว้ตรงอกตนเองเช่นกัน
เมื่อแปะเรียบร้อย ผมไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติใดๆ
และจั่วต้าเหนียนกับพวกเองก็ไม่เห็นว่าพวกเราจะเปลี่ยนแปลงตรงไหน
แต่ว่าหากสิ่งชั่วร้ายที่รู้จักประธานจั่วหรือซุนโหย่วมาเจอพวกเราเข้า พวกมันจะเข้าใจผิด คิดว่าเราเป็นพวกเขาจริงๆ…