ในมือของเสี่ยวเตี๋ยคือถุงเงินที่หมิงเป่าจูมอบคืนไปก่อนหน้านี้กล่าวจบนางก็ยัดใส่มือของหมิงเป่าจูทันที และมีรถม้าคันหนึ่งกำลังมุ่งตรงมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก
“หนทางไกล ฮูหยินสั่งให้นำรถม้าส่งท่านกลับ นอกจากนี้ฮูหยินยังฝากมาขอบคุณท่านที่เสียสละเวลามารักษาในวันนี้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ฮูหยินเกรงใจไปแล้ว” หมิงเป่าจูพยักหน้า ไม่ปฏิเสธที่จะรับค่ารักษา
ไม่นานรถม้าก็มาถึงล้อรถหยุดลง หมิงเป่าจูก้าวขึ้นรถม้า หลี่ไหวฺอวี้ก็ก้าวตามขึ้นไป
กำลังกลุ้มอยู่ว่าแถวนี้เป็นสถานที่เปลี่ยวไกลห่างผู้คนจะกลับอย่างไร หากเดินกลับ นางซึ่งนั่งรถม้ามาคงจำทางกลับไม่ได้แน่
ส่วนหลี่ไหวฺอวี้แม้จะสะกดรอยตามมาตลอดทางแต่เขาก็ชอบหลงทิศ จะพึ่งพาได้อย่างไร บัดนี้ได้รับการอำนวยความสะดวกแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเล่นตัว
ภายในรถม้าหลังจากทั้งสองนั่งเรียบร้อยดีแล้ว หมิงเป่าจูก็แกว่งถุงเงินที่หนักอึ้งไปมาอย่างภาคภูมิใจเอ่ยออกมาคำเดียวด้วยความยินดีว่า “ได้!”
หลี่ไหวฺอวี้เห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของนางก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ จอมละโมบน้อย ตอนที่คืนเงินไปหัวใจคงจะหลั่งเลือดอยู่เป็นแน่
หลี่ไหวฺอวี้คาดเดาไม่ผิดหมิงเป่าจูรู้สึกเสียใจภายหลังเช่นกัน
พูดตามตรงตอนนั้นคำพูดของเหยียนเฟิงและหวังเฉินทำให้นางโกรธจนขาดสติ ยื่นเงินคืนไปโดยไม่ทันไตร่ตรอง
มาย้อนทบทวนดูแล้วก็แสนเสียดายนางเป็นหมอ ตรวจคนไข้ จ่ายยา ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสุดความสามารถ ทำดีที่สุดแล้วอะไรจะเกิดก็สุดแล้วแต่ชะตาลิขิตการรับค่าตอบแทนจึงเป็นเรื่องถูกต้องชอบธรรม
แต่คนไข้อาการรุนแรงถึงขั้นที่ไม่อาจควบคุมได้แล้วซึ่งไม่ใช่สิ่งที่นางคาดฝัน แล้วไยต้องทำเป็นหยิ่งในศักดิ์ศรีเพียงเพื่อคำพูดดูหมิ่นเหยียดหยันเพียงไม่กี่คำด้วย
ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่ผู้วิเศษที่สามารถรักษาทุกโรคให้หายได้หากทุกครั้งที่รักษาไม่หายก็ไม่รับค่าตอบแทนเฉกเช่นครานี้ นางมิต้องอดตายพอดีหรือ
“เท่าไร” หลี่ไหวฺอวี้ถามพลางกอดอกพิงรถม้าอย่างเอ้อระเหยดูท่าคงไม่น้อยทีเดียว
“ร้อยตำลึง!”
คนรวยนี่ใจป้ำจริงๆ ตอนที่นางรับมายังอึ้งไปครู่ใหญ่ นี่มากกว่าที่สกุลชวีให้เป็นเท่าตัวยังบอกอีกว่าหากรักษาหายขาดได้จริง ยังจะมีสินน้ำใจตอบแทนให้หนักๆ อีกต่างหาก
“ไม่เอาศักดิ์ศรีแล้วหรือ” หลี่ไหวฺอวี้หรี่ตาชำเลืองมองนาง
“ศักดิ์ศรีกินแทนข้าวได้หรือไม่เล่า” นางตอบกลับไปไม่ตกหล่นสักคำแต่รู้สึกว่ายังไม่พอจึงเสริมอีกประโยค “หากเจ้าให้ข้าร้อยตำลึงเรื่องยกน้ำชาส่งน้ำข้าก็ทำให้ได้”
หลี่ไหวฺอวี้เดาะลิ้นดังจิ๊นางคะเนเอาไว้แล้วว่าเขาไม่มีทางนำเงินจำนวนนั้นออกมาได้
“ได้ กลับไปข้าจะมอบตำราให้เจ้าหนึ่งเล่ม” พูดจบก็หลับตาลงแสร้งทำเป็นพักผ่อน
“ตำรา?” ตำราที่ไหนจะมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินร้อยตำลึง
“ทำไม ไม่เคยได้ยินรึ ว่าตำราในบ้านมีค่าดั่งทอง...”
หลี่ไหวฺอวี้ลืมตาขึ้นข้างหนึ่งอย่างเฉื่อยชาสายตาเต็มไปด้วยการกระเซ้าเย้าแหย่ พูดไปก็โคลงศีรษะเลียนแบบท่าทางของเหล่าปัญญาชน
หมิงเป่าจูรู้สึกฉุนแต่ทำได้เพียงเตะเขาไปทีหนึ่งทว่าคนผู้นี้ฝึกยุทธ์มาหลายปี กล้ามเนื้อขาแข็งแรงราวกับแผ่นเหล็ก
นอกจากเขาจะไม่ระคายเคืองกลับเป็นนางที่เจ็บเท้าเสียเอง จำต้องรั้งเท้ากลับ เบี่ยงตัวหันข้างทำตะบึงตะบอน
นางหน้ามุ่ยจนกลายเป็นซาลาเปาเสียงหัวเราะเบาๆ ดังมาจากฝั่งตรงข้าม หลี่ไหวฺอวี้หลับตาลงอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น ไม่รู้ว่าใครไปสืบถามมาจากที่ใดสักแห่ง ว่าเมื่อวานหมิงเป่าจูได้รับเชิญให้ไปรักษาภรรยาของคหบดีใหญ่เพียงข่าวแพร่กระจายออกไป คนไข้ที่มาหมิงเฉ่าถังก็เพิ่มขึ้นมากมายในพริบตา
เดิมทีนางไม่ได้ตั้งใจจะบอกใครเพราะอย่างไรเสียผู้ป่วยก็ยังไม่หายดี แต่ในเมื่อทุกคนรู้แล้ว นางก็คิดจะฉวยโอกาสนี้ป่าวประกาศเครื่องประทินผิวที่ตนเองคิดค้นขึ้นมา
ดังนั้นทุกครั้งที่พบคนไข้ที่เป็นสตรีหมิงเป่าจูก็จะเริ่มแนะนำสินค้า และตั้งชื่อให้ว่าอวี้หรงเกา
ไม่นานสินค้าตัวอย่างก็หมดเกลี้ยงหมิงเป่าจูที่กำลังเร่งปรุงยาอยู่ในครัวก็เริ่มวิตกกังวล
ตอนนี้มีคนมาถามหาอวี้หรงเกามากขึ้นเรื่อยๆหากให้นางทำคนเดียวคงไม่ทันแน่
น้องชายกับหลี่ไหวฺอวี้มักหายไปแต่เช้ากว่าจะมาปรากฏตัวก็อีกทีก็เป็นเวลางีบหลับชดเชย จนนางอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองแอบไปทำงานพิเศษหาเงินมาจุนเจือครอบครัวหรือไม่
โดยเฉพาะหลี่ไหวฺอวี้ปกติหากเป็นไปได้เขาจะไม่ออกไปข้างนอก ราวกับว่ากำลังหลบเลี่ยงอะไรบางอย่าง
แต่ช่วงนี้มักออกไปข้างนอกบ่อยขึ้นและหายตัวไปเป็นพักๆ
พอถามตรงๆเขาก็มักจะเฉไฉ หรือไม่ก็บอกว่าออกไปเดินเล่นเพราะว่างไม่มีงานทำ
ว่างไม่มีงานทำ?
หมิงเป่าจูอยากจะเปิดสมองของเขาออกมาดูจริงๆว่าข้างในบรรจุสิ่งใดอยู่กันแน่ วันๆ นางยุ่งจนหัวหมุนแต่เขากลับบอกว่าว่างไม่มีงานทำ
แต่บางครั้งก็ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้างอย่างเช่นเมื่อครู่นี้ ตอนที่นางหยุดพักกลับไปรักษาคนไข้ที่หมิงเฉ่าถัง เขาก็อาสาเข้ามาช่วยบดยากลั่นน้ำมัน
ทำให้นางรู้สุขใจยิ่งรู้สึกโล่งใจราวกับบุตรชายของตนเองโตขึ้นแล้ว
หลังจากตรวจคนไข้จนครบถ้วนแล้วยังไม่เห็นหลี่ไหวฺอวี้ออกมาจากห้องครัว ก็อดเป็นกังวลไม่ได้ จึงลุกขึ้นเดินไปดู ใครจะรู้ว่าห้องครัวจะเละตุ้มเป๊ะไม่มีชิ้นดี
สมุนไพรบดจนแหลกละเอียดน้ำมันในกระทะกำลังเดือดพล่าน มันหมูไหม้ติดก้นกระทะจนดำปี๋ แทบจะลุกติดไฟอยู่รอมร่อ
หมิงเป่าจูรีบตักน้ำมันออกทั้งหมดยังไม่ทันได้เก็บกวาดห้องครัวก็ออกไปตามหาคนที่บอกว่าจะมาช่วยแต่กลับก่อความวุ่นวายแล้วยังหายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา
ยังไม่ทันก้าวขาออกจากห้องครัวคนผู้นั้นก็กลับมา มือยังถือผ้าที่ใช้เช็ดมือเช็ดหน้ามาด้วยเมื่อเห็นนางก็ถึงกับตกใจ
“เจ้ามาได้อย่างไร ทำธุระเสร็จแล้วรึ” หลี่ไหวฺอวี้สะบัดผ้าในมือเบาๆแล้วเดินไปที่โต๊ะ
หมิงเป่าจูขวางเขาเอาไว้เห็นสีหน้างุนงงของอีกฝ่ายก็โกรธจนพูดไม่ออก “ถ้าข้าไม่มา บ้านคงถูกเผาวอดวายไปแล้ว!”
หลี่ไหวฺอวี้จึงเพิ่งสังเกตว่าในกระทะไม่มีน้ำมันแล้วเหลือเพียงคราบดำๆ ติดอยู่ที่ก้นกระทะ
“ก็เจ้าบอกว่าต้องกรองด้วยมิใช่หรือข้าหาผ้ากรองไม่เจอ”พูดจบก็ยกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้นมา
หมิงเป่าจูจนปัญญาจะเอ่ยผ้าหนาขนาดนี้ จะกรองได้อย่างไร...
“เอาเถอะ เอาเถอะ ข้าจัดการเองดีกว่า ท่านออกไปเถอะ!”
นางออกแรงผลักอีกฝ่ายออกไปด้วยสองมือแต่กลับไปโดนจุดอ่อนของเขาเข้าพอดี
พอรู้สึกคับยุบยิบที่บั้นเอวหลี่ไหวฺอวี้ก็กระโดดผึง วิ่งหนีไปไกล แต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่หุบ
หลังสงบอารมณ์ลงได้แล้วก็ยังไม่ละความพยายาม ยกผ้าฝ้ายในมือขึ้นมาถามอีกครั้ง “แล้วผืนนี้เล่า”
“หยิบมาจากที่ใด ก็เอาไปวางไว้ที่นั่น” หมิงเป่าจูพูดเน้นทีละคำ
เพียงพริบตาเดียวหลี่ไหวฺอวี้ก็วิ่งหายไปแล้วเขาเห็นอย่างชัดเจนว่าเมฆดำลอยครึ้มอยู่เหนือศีรษะของหมิงเป่าจู หากช้าไปหนึ่งก้าวจะต้องเกิดฟ้าผ่าครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
กว่าเหมิงเป่าจูจะเก็บกวาดห้องครัวเก็บของเข้าที่เรียบร้อย ก็เย็นมากแล้ว
วันนี้นับว่าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ตรวจคนไข้ได้แค่เพียงไม่กี่คน ยังต้องเสียวัตถุดิบไปอีกสองส่วนคิดไปคิดมาก็ขาดทุน
จะให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้นางต้องหาคนมาช่วย
ตนเองเพิ่งได้เงินมาร้อยตำลึงจ้างคนงานสักสองสามคนไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง
ในเมื่อต้องจ้างคนหมิงเป่าจูก็ไม่อยากได้คนที่ไม่รู้จักมักคุ้น ด้วยเกรงว่าหากพวกเขามือเท้าไม่สะอาดแอบขโมยของเล็กๆ น้อยๆ ถึงเวลานั้นภายในบ้านก็คงจะโกลาหลวุ่นวายไก่บินสุนัขกระโดด
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังกังวลว่าสูตรลับของนางจะรั่วไหลออกไป ถึงตอนนั้นคงสูญเปล่าอย่างแท้จริง
จะหาก็ต้องหาคนที่ไว้ใจได้
หมิงเป่าจูเดินออกมาจากครัวยืนพิงขอบบ่อน้ำพลางครุ่นคิดว่าจะจ้างใครดี หลี่อวิ๋นกับป้ากุ้ยฮวาก็น่าสนใจอยู่แต่ทั้งสองก็มีกิจการของตนเองที่ต้องดูแล...
ด้านหลังมีคนผู้หนึ่งอาศัยบ่าอีกข้างของนางพิงเข้ามาทั้งสองจึงอยู่ในท่าหันหลังชนกัน
“จ้างลุงกู้กับป้าจงไม่ดีกว่าหรือ” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้นลอยๆ
จริงด้วยสิ!ดวงตาของหมิงเป่าจูเป็นประกาย นางลืมนึกถึงพวกเขาไปได้อย่างไร นอกจากน้องชายกับหลี่ไหวฺอวี้คงไม่มีผู้ใดที่นางไว้วางใจมากไปกว่าสองท่านนี้อีกแล้ว!