ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 171 ซากปรักหักพัง
ภาพเบื้องหลังรอยแยกมิติคือความปั่นป่วนวุ่นวาย มองเผินๆ ดูคล้ายลาวาเหนียวข้นที่ไหลทะลัก มันมาพร้อมกับพลังงานความผันผวนที่สร้างแรงปะทะจนแม้แต่เกราะพลังงานชั้นนอกยังไม่สามารถลดแรงกระแทกได้อย่างสมบูรณ์
ห้องควบคุมภายในหอคอยสีทองสั่นไหวเล็กน้อย หน้าจอแสดงผลแสดงข้อมูลต่างๆ ของมิติประดิษฐ์ซึ่งยังอยู่ในระดับปกติ แรงปะทะที่เข้ามายังไม่ถึงระดับที่เป็นอันตรายกับเครื่องยนต์กลไก
[กำลังสร้างเส้นทางนำร่องไปสู่พิกัด]
จินจ้องมองการแสดงผลตรงหน้า ตอนนี้มิติประดิษฐ์กำลังหาจุดเชื่อมโยงจากสถานที่ในปัจจุบันไปยังพิกัดมิติที่ระบุ จึงลอยค้างอยู่หน้าปากทางของรอยแยกมิติอยู่พักใหญ่
[สร้างเส้นทางนำร่องสำเร็จ เตรียมพร้อมเข้าสู่ความว่างเปล่าชั้นใน]
หลังจากคอยอยู่นานในที่สุดมิติประดิษฐ์ก็เริ่มเคลื่อนไหว มันค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านรอยแยกขนาดใหญ่
ครืนน
แรงปะทะยังคงเข้ามาหามิติประดิษฐ์เรื่อยๆ ดูเหมือนมันจะแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็อยู่ในระดับที่มิติประดิษฐ์ยังทนรับไหว แลกกับเกจพลังงานสะสมที่ลดลงเรื่อยๆ
เมื่อมิติประดิษฐ์ต้านความผันผวนจนข้ามผ่านไปยังความว่างเปล่าอีกฝั่งได้สำเร็จ รอยแยกด้านหลังก็สมานตัวเข้าหากัน ตอนนี้ภาพรอบด้านที่จินเห็นเต็มไปด้วยความปั่นป่วนสีแดงกระทบเข้ามาที่เกราะพลังงานชั้นนอกตลอดเวลา ในมิติความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไม่มีอะไรอยู่เลยนอกจากคลื่นสีแดงเหล่านี้
แม้แต่การตรวจสอบของมิติประดิษฐ์เองก็ไม่สามารถตรวจพบอะไรในรัศมีโดยรอบ มีแต่พลังงานรุนแรงที่รายล้อมอยู่ตลอดเวลา ไม่แปลกใจว่าทำไมการเดินทางข้ามมิติจึงจำเป็นจะต้องมีพิกัดมิติของสถานที่ที่จะไปให้ถูกต้อง เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มีวันหาทางไปไหนได้ในพื้นที่ว่างเปล่ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเช่นนี้
ถึงสามารถคลำทางไปตามกระแสความว่างเปล่าแห่งนี้ได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า นักเดินทางข้ามมิติมีการป้องกันที่แข็งแกร่งมากพอหรือไม่
หากไม่มีพิกัดมิติที่แน่นอนมากพอ ความผันผวนในความว่างเปล่าคงค่อยๆ กลืนกินผู้เดินทางข้ามมิติจนตกตายอยู่ภายในความว่างเปล่า จากนั้นคงแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งกับพลังงานภายในความว่างเปล่าแห่งนี้
แค่ลองคิดดูก็น่ากลัวมากแล้ว หากจินไม่สนใจเรื่องของพิกัดมิติ และท่องไปในความเวิ้งว้างว่างเปล่านี้แบบไร้ทิศทาง เขาอาจจะหลงทางภายในที่แห่งนี้โดยไม่เจอแม้แต่มิติที่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตเลยก็เป็นได้ และเมื่อใดที่พลังงานสะสมของมิติประดิษฐ์หมดลง เมื่อนั้นก็คงถูกพลังงานผันผวนในความว่างเปล่าซัดทำลายจนหายไปตลอดการ
แน่นอนว่าจินยังสามารถกลับไปยังศาลบรรพชนได้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเขาจะกลับไปหาตระกูลได้หรือไม่ขณะที่อยู่ภายในความเวิ้งว้างว่างเปล่าเช่นนี้ ฉะนั้นไม่ทำอะไรที่เป็นการเสี่ยงต่อตัวเองย่อมจะดีกว่า
ตอนนี้มิติประดิษฐ์ขนาดใหญ่ที่มีเกราะพลังงานคลุมรอบตัวค่อยๆ เคลื่อนผ่านพลังงานความผันผวนมากมายไปด้วยความรวดเร็ว แรงปะทะที่เข้ามารุนแรงมากกว่าเดิม แต่เกราะป้องกันก็ยังป้องกันได้อยู่ตราบเท่าที่มีพลังงานสะสมเพียงพอ
พื้นที่มิติภายในสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาขณะที่มิติประดิษฐ์กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง จินปล่อยให้เป็นหน้าที่ของระบบควบคุม เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรที่เขาสามารถทำได้แล้วในความว่างเปล่าที่มีเพียงพลังงานสีแดงหนาแน่นเหล่านี้
…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่มิติประดิษฐ์ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง ก่อนจะหยุดอยู่ในฉากเดิมที่รายล้อมไปด้วยพลังงานสีแดงที่เหมือนกับเป็นลาวาไหลทะลักอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็แทบจะแยกความแตกต่างไม่ออก
หากจินไม่ได้เป็นคนตั้งค่าการเดินทางด้วยตัวเอง เขาก็ไม่มีทางเชื่อเลยว่าตอนนี้ได้เดินทางมาไกลจากจุดที่ตนเองเคยอยู่มามากแล้ว
[ถึงที่หมาย เตรียมเปิดประตูมิติ...]
ข้อความตัวใหญ่ๆ ประกาศแจ้งบนหน้าจอแสดงผล ก่อนที่จะเกิดรอยแยกเล็กๆ ที่ด้านหน้าของมิติประดิษฐ์
รอยแยกนั้นค่อยๆ ขยายขนาดใหญ่ขึ้น พลังงานผันผวนสีแดงแหวกทางออกจนเห็นฉากด้านหลังที่ตัดกันโดยสิ้นเชิง มันเป็นความว่างเปล่าสีดำดูมืดมิด ค่อนข้างคล้ายคลึงกับความว่างเปล่าที่ปกคลุมบนโลกมนุษย์ เพียงแต่มีความหนาแน่นของสสารที่มากกว่า
มิติประดิษฐ์เคลื่อนตัวลอดรอยแยกออกไปอย่างช้าๆ เมื่อพ้นระยะก็รีบปิดรอยแยกเข้าหากันทันที ด้วยความผันผวนรุนแรงภายในความว่างเปล่าชั้นใน มันอาจจะส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ไม่คาดฝันในอีกมิติได้ เขาไม่ต้องการให้เกิดอุบัติเหตุตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม
ระบบแสดงภาพด้านนอกมิติความว่างเปล่า ฉายให้เห็นอีกโลกหนึ่ง
ท้องฟ้าสีครามกว้างไกล มีก้อนเมฆกระจายตัวอยู่รอบๆ
จินมองภาพตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ พิกัดมิตินั้นพาเขามาสู่มิติอื่นได้สำเร็จ อย่างน้อยภารกิจในครั้งนี้ก็มาได้ครึ่งทางแล้ว
นอกจากภาพด้านบนที่เป็นท้องฟ้าแล้ว เบื้องล่างยังแสดงให้เห็นพื้นดินและสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ดูเหมือนว่ามิติประดิษฐ์ของจินจะลอยอยู่เหนือสถานที่บางแห่งที่เคยมีความยิ่งใหญ่อย่างมาก
ที่บอกว่าเคยมีความยิ่งใหญ่ก็เพราะภาพที่เห็นมันเป็นเพียงซากปรักหักพัง ก้อนอิฐก้อนหินแตกกระจาย โครงสร้างส่วนใหญ่ถูกทำลายไปหมดแล้ว กลายเป็นเพียงกองหินขนาดใหญ่หลายชิ้นมากองรวมกันเท่านั้น
เศษซากที่หลงเหลืออยู่ทำให้จินนึกไปถึงซากโบราณสถานที่ไปโผล่บนโลกมนุษย์ แม้ที่นั่นจะดูเก่าแก่อย่างมาก เหมือนผ่านเวลามานับพันปี แต่ก็มีสภาพที่ดูดีกว่าซากกองหินที่อยู่ตรงหน้าราวฟ้ากับเหว สถานที่ที่จินอยู่ในตอนนี้สามารถเรียกว่าเป็น 'ซาก' ได้เหมาะสมเสียยิ่งกว่าซากโบราณสถานที่ไปโผล่บนโลกมนุษย์เสียอีก
ไม่ว่าจินจะมองไปทางไหน มันก็มีเพียงแต่ซากปรักหักพัง กองหิน เสาหักๆ ที่เพียงแสดงให้เห็นว่ามันเคยยิ่งใหญ่ขนาดไหนในสมัยก่อน
วิญญาณชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสงสัย 'เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่?'
ต้องทราบก่อนว่าเมื่อหลายปีก่อน ซากโบราณสถานส่วนหนึ่งได้ไปโผล่บนโลกมนุษย์ผ่านรอยแยกมิติ เพียงแต่ว่าสภาพของมันยังดูดีกว่าสิ่งที่จินเห็นที่นี่มาก โบราณสถานบนโลกมนุษย์ แม้มันจะเก่าแต่ก็ยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ผิดกับซากโบราณสถานที่อยู่ในมิตินี้โดยสิ้นเชิง
คำถามที่วนเวียนอยู่ในหัววิญญาณชายหนุ่มคือ เกิดอะไรขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในมิติฝั่งนี้ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ กลับทำให้โบราณสถานที่มีอายุยาวนานกลายเป็นซากปรักหักพังไร้สง่าราศีเช่นนี้
จินค่อยๆ บังคับให้มิติประดิษฐ์เคลื่อนที่ไปรอบๆ เพื่อสำรวจซากปรักหักพังทั้งหมด มีอาคารน้อยใหญ่มากมายกินพื้นที่หลายตารางกิโลเมตร แต่ทุกอาคารล้วนถูกทำลายล้างจนเหลือเพียงเศษซาก และไม่เห็นว่ามีอะไรที่ใช้ประโยชน์ได้หลงเหลืออยู่เลย
ในที่สุดจินก็หยุดเคลื่อนที่หลังจากวนดูไปรอบๆ มารอบหนึ่ง นอกเหนือจากซากอาคารที่พลังทลายแล้ว ยังเห็นกระดูกของสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์กองอยู่ในบางแห่ง ที่บอกว่าคล้ายมนุษย์ก็เพราะสัดส่วนและโครงสร้างบางอย่างนั้นมีความแตกต่างเล็กน้อย เมื่อเทียบกับโครงกระดูกของมนุษย์
ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเกิดอะไรกับพวกเขาเหล่านั้น แต่จากสภาพโครงกระดูกที่ยังเหลืออยู่ครบถ้วน จินมั่นใจว่าระยะเวลาหลังการตายคงไม่ได้ยาวนานหลายสิบปี หากบอกว่าตายมาแล้วสองสามปีก็พอเป็นไปได้
แน่นอนว่าคนเหล่านี้แตกต่างจากมนุษย์ทำให้อาจจะไม่สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ แต่สภาพแวดล้อนบนโลกนี้ที่มีพลังงานค่อนข้างหนาแน่นและรุนแรงกว่าโลกมนุษย์ ก็อาจจะทำให้ศพของตัวตนทรงพลังเสื่อมสภาพได้ง่ายกว่าเช่นเดียวกัน
จินไม่ได้มีหลักฐานอะไรมายืนยันข้อสันนิษฐานของตนเอง แต่เมื่อคิดถึงซากโบราณสถานที่ไปโผล่บนโลกมนุษย์เมื่อหลายปีก่อน เป็นไปได้ว่าศพเหล่านี้อาจจะตายช่วงหลังจากนั้นไม่นาน รวมถึงโบราณสถานทั้งหมดนี้ อาจจะโดนทำลายล้างในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จินได้แต่คาดเดาและรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้
สำหรับเหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น จินคิดไม่ออกจริงๆ เขามีข้อมูลน้อยเกินไป อีกอย่างเขาก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อสืบหาสาเหตุของการล่มสลายของโบราณสถาน แต่มาเพื่อหาวิธีช่วยเหลือสมาชิกตระกูลพีไรซ์ของตน
ตอนนี้จินเจอซากศพจำนวนมากแล้ว เพียงแต่เขาไม่ให้ความสนใจมันเลยแม้แต่นิดเดียว
ประการแรกเพราะสภาพศพเหลือเพียงโครงกระดูก นี่แสดงให้เห็นว่าร่างทั้งหลายถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่มีการดูแลใดๆ ศพประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่จินต้องการ เพราะตามหลักการของยันต์ปลุกศพ ยิ่งศพมีความสมบูรณ์มากเท่าไหร่ พลังที่ได้หลังจากปลุกขึ้นมาก็ยิ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนตายมากเท่านั้น
ประการที่สอง เนื่องจากโครงกระดูกเหล่านี้ตายมานานแล้ว ไอพลังต่างๆ ที่สามารถชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งก็หายไป จินจึงไม่สามารถแน่ใจได้ว่าโครงกระดูกเหล่านี้เมื่อฟื้นตื่นขึ้นมาจะแข็งแกร่งพอเป็นผู้ช่วยของเขาได้ไหม เพราะสิ่งที่จินต้องการไม่ใช่เพียงร่างที่แข็งแกร่งธรรมดาๆ แต่อย่างน้อยต้องเป็นในระดับเดียวกันกับอีโวล!
สิ่งเหล่านั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจินจึงไม่พิจารณาโครงกระดูกเหล่านั้นเลย อย่างน้อยเขาก็ต้องมั่นใจว่าร่างที่เจอมีศักยภาพเพียงพอ ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่ยอมเสียแผ่นยันต์ที่มีอยู่แผ่นเดียวนี้ไปเด็ดขาด
จินจ้องมองภาพซากปรักหักพังผ่านหน้าจอ เนื่องจากวัสดุที่ใช้สร้างซากโบราณสถานเหล่านี้ค่อนข้างพิเศษและสภาพแวดล้อมที่มีพลังงานหนาแน่นกว่าบนโลกมนุษย์ การตรวจสอบของมิติประดิษฐ์นั้นจึงจำกัดอยู่แค่รายละเอียดอย่างหยาบๆ ไม่สามารถตรวจสอบภาคพื้นดินได้ละเอียดนัก
ร่างวิญญาณตัดสินใจเรียกโกเลมหินหนึ่งตัวให้มาประจำการที่หน้าหอคอย เนื่องจากระบบตรวจสอบของมิติประดิษฐ์ทำงานได้ไม่ดีนัก ก็จำเป็นจะต้องใช้แรงงานลงไปสำรวจ ซึ่งหน้าที่นั้นกำลังจะกลายมาเป็นของโกเลมหินร่างสูง
จินสื่อสารกับมันผ่านกระแสจิต มอบหมายหน้าที่ และกำชับสิ่งที่มันต้องทำหลังจากลงไป จากนั้นประตูมิติก็ค่อยๆ เปิดออก
ร่างสูงขนาดสามเมตรกำลังก้าวเท้าออกไปด้านนอก แต่จินกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างเสียก่อนจึงสั่งให้มันหยุดฝีเท้าเอาไว้
เป็นแผ่นศิลาสีเทาที่สั่นไหวน้อยๆ มาจากกองข้าวของที่จินวางสุมๆ เอาไว้ แม้จะเป็นแรงสั่นที่เบาบางอย่างมาก แต่จิตวิญญาณของอีโวลระดับที่หนึ่งก็สามารถรับรู้ได้ เมื่อแน่ใจว่าการสั่นไหวนั้นมาจากไหน ร่างวิญญาณลอยไปดูมันใกล้ๆ ทันที
ดูเหมือนแผ่นศิลาสีเทาที่ได้มาจากหัวหน้ากลุ่มหมาป่าเวหาจะมีปฏิกิริยาบางอย่างหลังจากที่จินเปิดประตูมิติออกไปสัมผัสกับโลกภายนอก เป็นไปได้ว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอาจจะเกี่ยวข้องกับซากปรักหักพังที่อยู่เบื้องล่าง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ จินสั่งให้โกเลมหินตัวเดิมถือแผ่นศิลาสีเทาติดตัวไปกับมันด้วย แน่นอนว่าจินไม่จำเป็นต้องกังวลว่าแผ่นศิลาจะได้รับความเสียหายหรือไม่ วัสดุที่ใช้สร้างแผ่นศิลามีความแข็งแรงอย่างยิ่ง แม้แต่อีโวลระดับหนึ่งอย่างเขายังไม่สามารถทำลายมันได้ นับประสาอะไรกับโกเลมหินที่มีพลังเทียบเท่าอเวกระดับที่เก้า
จินปล่อยให้โกเลมหินออกจากประตูมิติไป ก่อนจะย่อขนาดของประตูมิติลงให้เหลือเพียงหนึ่งนิ้วทันที นี่เป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และยังคงสามารถสื่อสารกับโกเลมหินที่ลงไปสำรวจด้านล่างได้ด้วย
นี่เป็นโลกต่างมิติ อันตรายที่คาดไม่ถึงจะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉะนั้นจินจึงต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา หากเกิดอะไรขึ้นจริง เขาจะได้พร้อมหลบหนีออกจากที่นี่ได้อย่างทันท่วงที