ฟงซวนเว่ยเดินไปหาคนแถวนั้นเมื่อฟงซวนเว่ยเอ่ยอะไรซักอย่างกับมันมันผู้นั้นรีบวิ่งตรงไปทางหนึ่งดูเหมือนจะเป็ทางที่ผู้ติดตามที่มากับฟงซวนเว่ยอยู่
ลู่เฟยรับรู้ว่าต้องมีเื่อันใดเกิดขึ้นแน่แล้วและแน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เื่ดีเด็กหนุ่มเดินไปหามู่ไฉซูพลันเอ่ย “พี่หญิงเอาศิลาสื่อสารก้อนนั้นมาให้ข้า”
มู่ไฉซูมองลู่เฟยด้วยท่าทางงุนงงเอ่ย “ท่านลุงเทียนฉีก็อยู่ไม่ไกลไฉน...”
ลู่เฟยเอ่ยตัด “เร็ว ไว้ข้าอธิบายทีหลัง”
มู่ไฉซูยังมีท่าทีเด๋อๆด๋าๆตามลู่เฟยไม่ทันทำอะไรไม่ถูก
ลู่เฟยเห็นท่าทีของนางดูแล้วกว่าจะได้ศิลาสื่อสารมาก็คงต้องรออีกครึ่งค่อนวันเด็กหนุ่มตัดสินใจแขนซ้ายพลันโอบนางหันหน้าเข้ามาใบหน้าของทั้งสองแทบจะติดกันมือข้างขวาของเด็กหนุ่มพลันล้วงเข้าไปในผ้าคาดเอวของหญิงสาวนางจะส่งเสียงร้องลู่เฟยก็รีบใช้มือที่โอบหลังนางเปลี่ยนมาใช้อุดปากนางแทนเลยมีเพียงเสียงอู้ๆอี้ๆ มืออีกข้างที่อยู่ในผ้าคาดเอวของนางก็ปัดซ้ายปัดขวากวาดหาศิลาสื่อสารจนสุดท้ายก็เจอ
ลู่เฟยหยิบยกศิลาขึ้นมาถ่ายเทลมปราณเข้าไปเล็กน้อยพลันเอ่ยคำหนึ่งพยางค์ปรากฏแสงสีขาวชั่วครู่ก็เลือนหายไปศิลาสื่อสารก้อนนี้ก็คือก้อนที่ติดต่อกับอีกก้อนที่อยู่กับลู่เทียนฉี
เพียงผ่านไปไม่ถึงสามลมหายใจลู่เทียนฉีหยิบศิลาสื่อสารขึ้นมาแต่เมื่อฟังดูแล้วกลับว่าไม่มีความหมายอะไรพลันมองซ้ายมองขวาจนมาเห็นลู่เฟย
ลู่เฟยสบตาลู่เทียนฉีเด็กหนุ่มพยักหน้าสองที เอ่ยเบา “พี่หญิง ท่านไปหาพ่อข้า ตอนนี้เลยเร็ว!”
มู่ไฉซูเหม่อมองหน้าลู่เฟยนางสีหน้าแดงแจ๋งุนงงบิดซ้ายบิดขวาทำอะไรไม่ถูกคิดจะเอ่ยถามอะไรกลับไม่กล้าเอ่ยขึ้นอีกแม้ครึ่งคำทำได้เพียงวิ่ง(หนี)ไปทางลู่เทียนฉีตามที่ลู่เฟยบอก
“จะจะจจจะเ้าทำอะไร!” ⊙▂⊙หนิงกวงซือเอ่ยขึ้นด้วยความแตกตื่น มันยืนอยู่ข้างๆมู่ไฉซูไหนเลยจะเข้าใจผิดไปได้คนเพิ่งจะรู้สึกตัวอีกครั้งพลันเอ่ยถาม“ขะข้าหมายถึงมีเื่อันใดเกิดขึ้น?”
ลู่เฟยเอ่ย “นายน้อยฟงไม่ค่อยจะลงรอยกับข้าซักเท่าไหร่ท่านกลับไปหาคนตระกูลท่านก่อนเถอะ”
หนิงกวงซือถาม “เมื่อครู่พวกท่านสองคนคุยเื่อะไรกัน?”
ลู่เฟยกำกระบี่เงินแน่นเอ่ยเสียงต่ำ“พี่หญิง...”
หนิงกวงซือไม่ซักไซ้ต่อก็รู้ได้แล้วว่ามีเื่อันใดเกิดขึ้นพลันเอ่ย“แล้วท่านจะทำเช่นไร”
ลู่เฟยเอ่ย “ข้าไม่รู้” ลู่เฟยรู้ดีว่านอกจากลู่เทียนฉีแล้วมันก็ไม่สามารถพึ่งคนในตระกูลได้ซักคนมันนึกเห็นเหตุการเลวร้ายหลายสิบวิธีที่อาจเกิดขึ้นได้แต่พอหวนนึกถึงสายตาของคนในตระกูลตัวเองที่มองมันอย่างเหยียดหยามไม่ต่างจากแมลงไร้ค่าตัวหนึ่งมันก็ไม่อาจพบทางแก้แม้แต่ซักทางเดียว
ตอนนี้เองที่หน้าตำหนักใหญ่บรุษที่ติดตามฟงซวนเว่ยตรงไปทางเหล่าผู้อวุโสตระกูลลู่พร้อมเอ่ย “บอกให้ทุกคนกลับไปซะ นี่เป็คำสั่งของนายน้อยฟง”
เหล่าผู้อวุโสต่างสีหน้าซีดเซียวต่างคาดเดาได้แล้วว่าต้องมีเื่อันใดเกิดขึ้น
ลู่เทียนฉีมีหรือจะไม่ได้ยินมันมองไปยังมู่ไฉซูก็พอรู้แล้วว่าที่ลู่เฟยส่งนางมาเพื่ออะไรเอ่ยอย่างจริงจัง “อย่าออกห่างจากข้า”
ลู่เทียนฉีกำลังจะบอกผู้อวุโสที่อยู่ใกล้ให้บอกเลิกงานแต่จู่ๆนายน้อยฟงก็เอ่ยขึ้นเสียงดัง“แขกทุกคนที่นี่เชิญกลับไปก่อนได้หรือไม่ พอดีข้านายน้อยฟงมีเื่จะคุยกับตระกูลลู่เล็กน้อยขออภัยด้วยหวังว่าจะไม่ถือสาข้า”
ผู้คนต่างมีสีหน้าสงสัยไฉนจึงแยกย้ายเร็วปานนี้นี่เพียงเพิ่งจะเริ่มงานผ่านมาไม่ถึงสามชั่วยามด้วยซ้ำจากที่ได้ยินจากคนในตระกูลลู่บอกมาเวลาที่ควรจะแยกย้ายมันควรอีกสองชั่วยาม
ฟงซวนเว่ยตวาดดัง“ข้าบอกให้กลับไปซะ ไม่ได้ยินรึไงกัน”
ผู้คนต่างใพากันก้าวถอยรับรู้ได้ว่าต้องเกิดเื่อะไรที่ทำให้นายน้องฟงไม่พอใจซึ่งเื่นี้ไม่ใช่เื่ดีกับตระกูลลู่แน่นอน
ลู่เทียนฉีเดินออกมาข้างหน้าเหล่าผู้อวุโสพลันเอ่ยไปทางแขก“พวกท่านเชิญกลับก่อนเถอะ งานวันนี้เลิกก่อนเวลาข้าต้องขออภัย”
ผู้คนก็ต่างพากันทยอยกลับถึงไม่บอกให้กลับก็ต้องกลับเพราะกลัวว่าจะไปติดร่างแหไปด้วย
เหล่าคนตระกูลหนิงสี่คนตรงมาทางหนิงกวงซือพลันเอ่ย“นายน้อย พวกเราก็กลับกันเถอะ”
หนิงกวงซือจ้องมองลู่เฟยเอ่ย “บางทีข้าอาจช่ว...”
ลู่เฟยรับรู้ได้ว่าหนิงกวงซือนั้นอยากจะช่วยมันจริงๆแต่เมื่อมองไปยังคนตระกูลหนิงอีกสี่คนที่ดูเหมือนจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวหาเื่ใส่ตัวลู่เฟยก็เอ่ยตัด “ไม่เป็ไร พวกท่านกลับไปเถอะข้าพอมีแผน”ลู่เฟยเอ่ยออกไปเช่นนี้เพื่อที่จะไม่ให้หนิงกวงซือกังวลแผนที่ว่านั้นที่จริงล้วนไม่มี
หนิงกวงซือมองลู่เฟยด้วยแววตาลึกล้ำสายหนึ่งก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเหล่าคนตระกูลหนิงทั้งสี่
เวลาก็ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามผู้คนต่างพากันกลับไปหมดแล้วเหลือเพียงแขกตระกูลฟงทั้งสองเหล่าผู้อวุโสปรมาจารย์ตระกูลลู่ต่างก็ยืนอยู่หน้าตำหนักใหญ่รวมถึงลู่เทียนฉีลู่เฟยก็ยืนอยู่แถวๆนั้น บรรยากาศเงียบเชียบไม่มีผู้ใดเปล่งเสียง
ตอนนี้เองที่ฟงซวนเว่ยเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบเข้าสู่ความตรึงเคลียด“พวกท่านไม่ได้ทำผิดอะไร”
หลังจากได้ยินคำเอ่ยจากฟงซวนเว่ย ‘พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิด’ เหล่าอวุโสก็ต่างคลายความตรึงเคลียดลงหลายส่วน
แต่ก็ต้องมีสีหน้ากระอักกระอ่วนอีกครั้งเมื่อฟงซวนเว่ยเอ่ยต่อ“แต่พอนึกๆดู ข้าว่ามีผู้อวุโสตระกูลลู่ที่แสดงกิริยาสามหาวต่อข้า..แต่ข้าไม่ใช่คนที่จะรายงานไปทั้งที่ไม่แน่ใจว่าข้าจำผิดจำถูก”มันหันไปยังผู้ติดตามที่มากับมันพร้อมเอ่ย “แต่ผู้ติดตามข้าความจำดียิ่งเกรงว่ามันจะรายงานทุกอย่างที่จำได้”
เหล่าอวุโสปรมาจารย์ต่างก็รู้เห็นจำได้ดีว่ามีผู้อวุโสผู้หนึ่งที่ทำเช่นนั้นไปจริงๆพวกมันต่างหันไปทางอวุโสหกด้วยสายตาโกรธขึ้ง
อวุโสหกเนื้อตัวสั่นเทาคิดจะเอ่ยแก้ตัวซักคำยังไม่กล้า มันหันไปทางอวุโสอื่นพวกมันก็ต่างส่ายหน้าหนีไม่คิดช่วยเหลือหรือแก้ความอันใดเหมือนกับว่าพวกมันไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
ปรมาจารย์ผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “แล้วต้องทำเช่นไรเล่า พวกข้าไม่เกี่ยวด้วยซ้ำเป็มันผู้เดียวที่สามหาวพวกข้าจะลงโทษเองตระกูลฟงท่านอย่าได้ถือสาเอาความ”
อวุโสผู้หนึ่งเอ่ย“ตระกูลฟงท่าน ตระกูลลู่ข้าจะชดใช้เป็ของมีค่าแต่อย่าได้เอาความกันเลย”
พวกมันต่างเออออกันไม่ถามความเห็นของลู่เทียนฉีแม้แต่น้อยต่างไม่อยากหาเื่ใส่ตัวแม้แต่อวุโสหกที่อยู่ด้วยกันมายาวนานยังไม่คิดช่วยเหลือ
ฟงซวนเว่ยเอ่ย “ไม่จำเป็ๆ ที่ข้า้ามีเพียงสิ่งเดียว”
เหล่าผู้อวุโสเอ่ย“สิ่งใดเล่า?”
ฟงซวนเว่ยชี้นิ้วไปทางหนึ่ง“ข้า้านางหากส่งมาให้ข้าไม่แน่ว่าผู้ติดตามของข้าอาจจะลืมเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้”ทางที่มันชี้ไปก็คือมู่ไฉซูที่ยืนอยู่ข้างๆลู่เทียนฉี
ฟงซวนเว่ยหันไปมองผู้ติดตามมันพร้อมพยักหน้าสองที
ผู้ติดตามเอ่ยไปทางเหล่าอวุโส "ความจำของข้า.. ขึ้นอยู่กับคำตอบของพวกเ้า!"