ตอนที่ 19 ใกล้วันสอบไปทุกขณะจิต
จอมยุทธทุกคนย่อมมีความสงสัย หยางไคจึงตอบไปว่า“แม้ความคิดของคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ความจริงนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเป็นอันขาด” จากนั้นจึงตั้งถามคำถามไปอีกว่า “แล้วพวกท่านเล่า คิดว่าตนนั้นมีความรู้อะไรบ้าง ?” ทุกคนเมื่อได้ฟังคำถาม จึงเริ่มใช้ความคิดพิจารณาในสิ่งที่ตนสามารถบอกผู้อื่นได้อย่างเต็มปากว่า ‘ตนนั้นรู้อะไร’ ครั้นคิดดีแล้วจึงตอบมาว่า “ข้าพเจ้ามีความรู้ในเรื่องการยิงธนู ทั้งยังสอนผู้อื่นได้ดี”จอมยุทธคนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มตอบโดยไม่ติดขัดเช่นกัน“ข้าพเจ้ารู้เรื่องกระบี่”“ข้าพเจ้ารู้ดีในการขี่ม้า”“ว่าด้วยการใช้หมัดนั้น ข้าพเจ้ารู้ดีกว่าผู้ใด”... เมื่อทุกคนตอบคำถามที่สองจนครบถ้วนแล้ว หยางไคจึงถามต่อไปอีกว่า“แล้วพวกท่าน คิดว่าตนนั้น 'มีความไม่รู้' ในสิ่งใดบ้าง ?” ทุกคนต่างยิ้ม เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะตอบในความไม่รู้ของตน “ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าเหตุใดคนเรา ต้องกินข้าวเป็นเวลา 3 มื้อ และหากแม้นเราแล่นเรือออกไป จะตกลงไปจากโลกหรือไม่”“ใช่ ๆ ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน เช่นเดียวกับที่ไก่และไข่ สิ่งใดนั้นเกิดก่อนกัน” “เหตุใดวรยุทธจึงเสื่อมถอยตามกาลเวลา เช่นเดียวกับภูมิปัญญาของมนุษย์ ?”“ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ดวงดาวที่อยู่บนฟ้านั้น เหตุใดบางดวงก็ลอยอยู่ได้ แล้วเหตุใดบางดวงจึงตกลงมาเล่า ?”“ข้าพเจ้าไม่เองก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดทุกวันนี้ชาวยุทธจึงสามารถครอบครอบลมปราณได้เพียงสายเดียว ทั้งที่อดีตเคยปรากฎว่าบางคนมีถึง 3 สาย ?” ด้วยคำถามเพียงข้อเดียว แต่ผู้เข้าอบรมทุกคนต่างตอบคำถาม ทั้งวิพากษ์วิจารณ์กันวุ่นวาย บางคนรู้ในสิ่งที่ผู้อื่นรู้บ้าง แต่บางอย่างไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีวันรู้เวลาการเรียนการสอนจึงล่วงผ่านไปจนเกินพอดี หยางไคจึงขอให้ทุกคนหยุดการวิพากษ์ ‘ความไม่รู้’ แต่เพียงเท่านี้ จากนั้นกล่าวโดยสรุปว่า “อันลักษณะผู้รู้คือ รู้ตัวว่ารู้อะไรบ้างและรู้ตัวไม่รู้อะไรบ้าง บัดนี้พวกท่านคือผู้รู้ตามตำราของบรมครูขงจื๊อ” เว้นระยะให้ทุกคนคิดตามสักครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวปิดการสอนของวันนี้ว่า “ขงจื้อกล่าวไว้ เมื่อข้าพเจ้าสอนอะไร หากท่านรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ นั่นแหละคือความรู้ (知之为知之,不知为不知,是知也) เวลา 2 ชั่วยาม ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยความสนุกสนาน ไม่มีแม้อาการง่วงเหงาหาวนอนอย่างที่เคยเป็น ครั้นทราบว่าอาจารย์น้อยจะต้องกลับแล้วทุกคนก็คิดจะไปส่ง กลับถูกเด็กหนุ่มห้ามเอาไว้ว่า “หากพวกท่านไปส่งข้า ข้าย่อมต้องมาส่งพวกท่าน บัดนี้ข้าพเจ้ามีม้าขี่ เมื่อถึงวันอาทิตย์ข้าพเจ้าย่อมกลับมาหาพวกอย่างแน่นอน สัปดาห์หน้าหากผู้ใดอ่านตำราหลี่จี้ (礼记) ก่อนล่วงหน้า ย่อมสนุกสนานกว่าเดิมอีก บัดนี้ข้าขอลาแล้ว” (ตำราหลี่จี้ เป็นหนึ่งในผลงานของขงจื๊อ ที่ว่าด้วยพิธีกรรมต่าง ๆ ศิลปะของสุภาพบุรุษในการเหนี่ยวคันศรและทฤษฎีแห่งมัชฌิม) กล่าวจบก็คำนับลา แล้วควบม้ากลับมายังหอคัมภีร์เพื่อทำกิจของตนในแต่ละวันให้แล้วเสร็จ จนวันเวลาผ่านพ้นไปเช่นนี้ แล้วล่วงผ่านไปอีกนาน 3 เดือนจอมยุทธทุกคนนั้นเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากจนคล้ายจะกลับกลายนักวิชาการผู้หนึ่งเสียแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงที่มากมายนั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับหยางไคที่พัฒนาขึ้นทั้งด้านกายภาพทางร่างกายที่มากกว่าบุรุษ วัย 16 ปี ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมวลกล้ามเนื้อและส่วนสูง สำหรับสติปัญญานั้นไม่อาจจะมองเห็นด้วยตาจึงจำเป็นต้องมีตัวชี้วัด เช่นการสอบภายในหอคัมภีร์เอง เพื่อใช้ประเมินความพร้อมของนิสิตเป็นระยะ แต่ผลกลับออกมาว่าหยางไคซึ่งต้องเสียเวลาไปกับการสอน นั้นได้คะแนนสูงกว่าหยางซีถิงอันเป็นรุ่นพี่ของเขา ซึ่งเคยผ่านการสอบระดับต้น(ถงชื่อ) มาแล้วแม้จะยังไม่ผ่านก็ตาม ! นั่นหมายความว่า อีก 3 เดือนข้างหน้านี้ หยางไคจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเขา และอาจกลายเป็นผู้สอบผ่านระดับอำเภอ ซึ่งในแต่ละปีแต่ละเขตย่อมจำกัดจำนวน ‘ซิ่วไฉ’ เพราะหากได้ครอบครองคุณวุฒินี้แล้วย่อมจะได้รับการยกเว้นจากการถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงาน รวมทั้งสิทธิในการเข้าไปในเขตสถานที่ราชการได้ และหากต้องขึ้นศาลก็ยังได้กับการงดเว้นจากทัณฑ์ทรมานเพื่อบีบให้รับสารภาพ หรือแม้แต่การโบยตี หยางซีถิงซึ่งอ่านตำรับตำรามาแล้วหนึ่งปีเต็ม ๆ ทั้งยังไม่นับความพยายามก่อนหน้านี้ที่สอบตกไปแล้วหนึ่งหน ครั้นพอรู้เช่นนั้นหากยังตนดันทุรังสอบอยู่ที่อำเภอหวายโหรวแล้วไซร้ ย่อมไม่มีหนทางติด 1 ใน 3 อย่างแน่นอน จึงคิดจะกลับไปสอบคัดเลือกระดับท้องถิ่นที่อำเภอตี๋ชิ่ง มณฑลยูนนานอันเป็นบ้านเกิดของตน ฝ่ายหยางไคพอทราบเรื่องก็เป็นห่วง จึงเสนอความคิดว่า“ระยะทางจากที่นี่ไปยูนนานนั้นห่างไกลนัก แม้บ้านเมืองสงบสุขดีแล้วแต่ในป่าเขายังมีข่าวการปล้นชิงอยู่เสมอ และแม้วรยุทธ์ท่านเองจะสูงส่งกว่าข้า แต่หากไปเพียงลำพังก็ยังอันตรายนัก ซึ่งหอรบสงครามย่อมต้องมีคนกลับบ้านไปสอบคัดเลือกเช่นเดียวกัน วันนี้ข้าพเจ้าจะถามข่าวให้ เผื่อท่านจะได้มีผู้ปกป้องร่วมเดินทาง” หยางซีถิงได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจึงรับปากเพื่อรอคอยคำตอบ แล้วเตรียมตัวไว้เพื่อออกเดินทาง ด้วยระยะทางนั้นห่างไกลเสียจริง ๆ หากแม้นออกเดินทางช้า ก็อาจไปถึงสถานที่สอบสายเกินไปจนต้องผิดหวังไปอีกปีเสียแล้วกระมัง