เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและวันชาติก็มาถึงในพริบตา
ช่วงสองสามวันนี้ ซินเยวี่ยมีอาการเหม่อลอยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สาเหตุมาจากหานหมิงหย่วนก่อนหน้านี้ในจดหมายของหานหมิงหย่วนได้บอกว่าได้ยื่นเรื่องขอลาเพื่อมาเยี่ยมญาติแล้วและมีโอกาสสูงที่จะได้รับการอนุมัติ หากได้รับการอนุมัติ เขาจะกลับมาในช่วงวันชาติ
นอกเหนือจากจดหมายฉบับนั้นทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก ในยุคที่เครื่องมือสื่อสารไม่ทันสมัยเช่นนี้การไม่ได้ทราบข่าวคราวของอีกฝ่ายในทันทีทันใด เป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจยิ่งนัก
ซินเยวี่ยแอบไปบ้านของหานหมิงหย่วนเธอคิดว่าแม่หานต้องรู้ข่าวมากกว่าเธอแน่นอน
เธอเห็นว่าบ้านหลังคามุงจากเก่าๆของบ้านหานได้รับการปรับปรุงใหม่และลานบ้านก็ได้รับการดูแลรักษาความสะอาดเป็นอย่างดีซินเยวี่ยรู้ว่าแม่หานเป็นคนที่รักความสะอาดมากการที่บ้านได้รับการดูแลอย่างดีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่การที่บ้านได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นนี้ คงเกี่ยวข้องกับหานหมิงหย่วนอย่างแน่นอน
เมื่อรู้ว่าแม่หานไม่ชอบเธอซินเยวี่ยจึงไม่มีทางที่จะไปตอแยให้เสียเวลาเปล่า
วันนี้ ซินเยวี่ยกำลังซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำเธอเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งมาจากระยะไกลหนึ่งในนั้นคือซ่งเป่าหนิงลูกชายของหานหมิงสยา
เมื่อเด็กๆเห็นซินเยวี่ยซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำ พวกเขาก็รีบเข้ามาทักทายเธออย่างกระตือรือร้น
ซินเยวี่ยยิ้มและทักทายตอบเด็กๆ ทีละคน
หลังจากทักทายซินเยวี่ยแล้ว เด็กๆก็ลงไปจับปลา กุ้ง หรือปูในแม่น้ำ
ในยุคต้นทศวรรษ 1980แม่น้ำทุกสายในหมู่บ้านเฉวียนสุ่ยยังไม่ถูกปนเปื้อนดังนั้นในแม่น้ำจึงมีปลาเล็ก กุ้งตัวน้อย ปู และอื่นๆ
ซินเยวี่ยแอบเรียกซ่งเป่าหนิงมาหาเธอแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “หนิงหนิงรู้ไหมว่าน้าของหนูจะกลับมาเมื่อไร”
ซ่งเป่าหนิงเป็นหลานชายคนเดียวของหานหมิงหย่วนใบหน้าเล็กๆ ของเด็กน้อยเหมือนกับน้าของเขามาก ทั้งน่ารักตามวัยแถมมีแววกล้าหาญ
เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ของเด็กน้อยดีกว่าตอนที่หานหมิงหย่วนยังเด็กผิวพรรณและสีหน้าของเขาจึงดูอิ่มเอิบและดีกว่าหานหมิงหย่วนในความทรงจำของซินเยวี่ยมาก
เด็กน้อยชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบอย่างแผ่วเบาว่า “แม่บอกว่าน้าใกล้จะกลับมาแล้วครับครูหลินก็รู้จักน้าของผมด้วยเหรอ”
ซินเยวี่ยยิ้มอย่างสดใสแล้วตอบว่า“ครูกับน้าของหนูเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ทำไมจะไม่รู้จักล่ะแต่หนูอย่าบอกใครนะว่าครูถามเรื่องน้าของหนูกับหนู แม้แต่แม่ของหนูก็ห้ามบอก”
แม้ว่าเด็กน้อยจะไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นความลับแต่เขาก็ยังตอบตกลงอย่างเชื่อฟังว่า “ครูหลินไม่ต้องห่วงนะ ผมจะไม่บอกใครแน่นอน ถ้าครูไม่เชื่อ เรามาเกี่ยวก้อยสัญญากันก็ได้”
แน่นอนว่าซินเยวี่ยไม่เชื่อคำสัญญาอะไรพวกนั้นแต่เธอก็ยังเกี่ยวก้อยกับเด็กน้อย
สำหรับซ่งเป่าหนิงเด็กชายวัยเจ็ดขวบการได้เกี่ยวก้อยสัญญากับคุณครูเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเกี่ยวก้อยกับคุณครูแล้วซ่งเป่าหนิงก็กระโดดโลดเต้นกลับไปหาเพื่อนๆ ของเขา
ซินเยวี่ยซักผ้าต่อไป
เธอซักผ้าไปพลางคิดถึงคำว่า“ใกล้แล้ว” ที่ซ่งเป่าหนิงพูดแม้จะไม่ได้บอกวันที่ที่แน่นอน แต่ก็เป็นการยืนยันว่าหานหมิงหย่วนจะกลับมาเยี่ยมบ้านอย่างแน่นอน ในเมื่อ “ใกล้แล้ว”บางทีอาจจะเป็นในอีกไม่กี่วันนี้ หรือถ้าไม่ใช่ในอีกไม่กี่วันนี้ก็คงเป็นภายในเดือนนี้
หลังจากซักผ้าเสร็จ ซินเยวี่ยก็กลับบ้าน
เธอตากผ้าบนราวที่ขึงไว้ในลานบ้านขณะที่กำลังตากผ้า เธอได้ยินเสียงจากในบ้านเป็นเสียงแม่ของเธอคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีน้ำเสียงค่อนข้างแข็งกระด้าง
เพียงแค่ได้ยินแว่วๆซินเยวี่ยก็รู้ว่าแขกที่มาบ้านคือใคร นั่นคือป้าสะใภ้ใหญ่ คนทรงเจ้าที่ชอบทำพิธี
ในชาติก่อนซินเยวี่ยก็รู้ว่าการทรงเจ้าเป็นเรื่องงมงายแต่ด้วยอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและทัศนคติ เธอจึงค่อนข้างเชื่อเรื่องนี้แต่หลังจากที่ออกจากหมู่บ้านเฉวียนสุ่ย ได้พบเห็นโลกกว้างมากขึ้นเธอก็รู้ว่าการทรงเจ้าเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ
ในเมื่อป้าสะใภ้ใหญ่มาที่บ้านซินเยวี่ยก็ไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้เธอจึงต้องรวบรวมความกล้าเข้าไปทักทาย
ในขณะนั้นป้าสะใภ้ใหญ่กำลังนั่งตรงข้ามกับแม่หลิน ดื่มชาและพูดคุยเรื่องทั่วไป
ป้าสะใภ้ใหญ่อายุห้าสิบกว่าปีรูปร่างอ้วนท้วน สวมเสื้อกำมะหยี่สีม่วงเข้ม และกางเกงขายาวสีดำหลวมๆผมที่เริ่มมีสีดอกเลาถูกมวยเป็นมวยกลมๆ
เนื่องจากป้าสะใภ้ใหญ่เป็นคนทรงที่มีชื่อเสียงมากในละแวกนั้นธุรกิจของเธอจึงรุ่งเรืองเป็นพิเศษ และด้วยฝีมือนี้ทำให้เธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายในหมู่บ้านเฉวียนสุ่ยแม้ว่าบ้านของเธอจะไม่ใช่บ้านที่ร่ำรวยที่สุด แต่ก็อยู่ในอันดับต้นๆ
“ป้าสะใภ้ใหญ่มาแล้ว” ซินเยวี่ยทักทายป้าสะใภ้ใหญ่อย่างอ่อนโยน แล้วไปรินน้ำดื่ม
ป้าสะใภ้ใหญ่มองซินเยวี่ยแล้วยิ้มพลางกล่าวว่า“แม่ของแกบอกว่าแกไปซักผ้าที่แม่น้ำกำลังคิดอยู่ว่าอีกนานกว่าจะกลับมา ที่ไหนได้ กลับมาเร็วขนาดนี้เชียว”
ซินเยวี่ยรินน้ำไปพลางตอบป้าสะใภ้ใหญ่อย่างแผ่วเบาว่า“ซักผ้าไม่เยอะเท่าไร แถมยังไม่เจอคนรู้จักที่ชวนคุยด้วยก็เลยซักเสร็จเร็ว”
ป้าสะใภ้ใหญ่อืมอือในลำคอแล้วพูดคุยกับแม่ของซินเยวี่ยต่อไป
ซินเยวี่ยไม่สนใจว่าแม่ของเธอและป้าสะใภ้ใหญ่คุยอะไรกันหลังจากดื่มน้ำเสร็จ เธอก็เดินออกไป
หลังจากออกจากห้องโถงซินเยวี่ยไม่ได้กลับไปที่ห้องของตัวเองแต่หยิบตะกร้าหวายแล้วเข้าไปในภูเขาเพื่อเก็บผลไม้ป่า
ในฤดูกาลนี้ ในภูเขามีผลไม้ป่ามากมาย เช่นลูกแพรป่า พุทราป่า องุ่นป่า และลูกพลับ
ครั้งนี้ซินเยวี่ยเข้าไปในภูเขาเพื่อเก็บลูกพลับ เธอต้องการทำลูกพลับแห้งเก็บไว้กินเองบ้าง และส่วนใหญ่จะเอาไปขายที่ตลาด
ซินเยวี่ยจำได้ว่าตอนที่เธอกำลังจะตายลูกพลับแห้งในตลาดราคามากกว่าสิบหยวนต่อครึ่งกิโลกรัมแม้แต่ในชนบทก็ยังมีราคาแปดเก้าหยวน
ซินเยวี่ยไม่รู้ว่าเธอจะขายลูกพลับแห้งได้ไหมแต่เธอก็ยังอยากลอง
เพื่อที่จะเก็บเงินค่าเล่าเรียนสำหรับเรียนมหาวิทยาลัยภาคค่ำให้ได้เร็วที่สุดซินเยวี่ยจึงต้องหาวิธีหาเงินเพื่อเก็บค่าเล่าเรียนให้ได้มากที่สุด
หลังจากซินเยวี่ยออกจากบ้านป้าสะใภ้ใหญ่และแม่หลินก็สานต่อเรื่องที่คุยค้างไว้เมื่อครู่
วันนี้ป้าสะใภ้ใหญ่มาเพื่อหาคู่ครองให้ซินเยวี่ย
“พี่สะใภ้ คนที่พี่สะใภ้พูดถึงนิสัยใจคอของเด็กคนนั้นเป็นยังไง รูปร่างหน้าตาเป็นยังไงพี่สะใภ้ก็รู้ว่าเยวี่ยเยวี่ยหน้าตาดี แถมยังมีการศึกษา” แม่หลินมั่นใจในลูกสาวของตัวเองมากดังนั้นในการเลือกคู่ครองให้ซินเยวี่ย เธอจึงพิถีพิถันเป็นพิเศษ
ป้าสะใภ้ใหญ่ยิ้มแล้วตอบว่า“ฉันรู้ว่าเยวี่ยเยวี่ยมีคุณสมบัติที่ดีและมีมาตรฐานสูงถ้าผู้ชายมีคุณสมบัติไม่ดี ฉันคงไม่คิดที่จะทำแบบนี้”
จากนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็เล่าถึงคุณสมบัติพื้นฐานของชายที่เธอจะแนะนำให้ซินเยวี่ยรู้จัก
ชายที่ป้าสะใภ้ใหญ่แนะนำให้ซินเยวี่ยรู้จักคือหลานชายของพี่สะใภ้ของเธอชื่อหวังฮวาหลี่ อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหวงสือ อายุยี่สิบปีเป็นครูโรงเรียนประถมในหมู่บ้านเหมือนกับ ซินเยวี่ย เขามีพี่น้องหกคนชายหนุ่มคนนี้อยู่ในลำดับกลาง เขามีน้องชายสองคนและน้องสาวหนึ่งคน
ในยุคนี้ผู้หญิงที่ได้รับการศึกษาในระดับมัธยมต้นหรือมัธยมปลายขึ้นไปมีจำนวนไม่มากดังนั้นครูส่วนใหญ่ที่สอนในโรงเรียนประถมในชนบทจึงเป็นผู้ชาย
หลังจากที่แม่หลินทราบถึงสภาพครอบครัวของอีกฝ่ายแล้วเธอจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เรื่องการแต่งงานของเยวี่ยเยวี่ยฉันยังไม่รีบร้อนฉันตั้งใจว่าจะรอให้เรื่องการแต่งงานของหัวจื่อลงตัวก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องของเยวี่ยเยวี่ย”
เมื่อได้ยินดังนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็เข้าใจทันทีว่าหลิวกุ้ยเซียงไม่ชอบใจการแต่งงานครั้งนี้
แต่เธอก็ไม่ได้ยอมแพ้ง่ายๆ