ตอนที่ 11 – บทเพลงของเงา
ฝนหยุดตกั้แ่เช้ามืด แต่หมอกกลับหนาทึบจนแทบมองไม่เห็นถนน
เมฆาขับรถจี๊ปคันเก่าเข้าไปในตรอกแคบทางเหนือของเมือง — ปลายทางคือ “บ้านเก่าของ ดร.ปิยะ วัฒนะกุล”
บ้านไม้สองชั้นที่ปิดตายด้วยแผ่นเหล็กขึ้นสนิมและตราประทับของกรมตำรวจั้แ่สิบปีก่อน
วรุฒก้าวลงจากรถก่อน “พี่แน่ใจเหรอครับว่าขออนุญาตเข้าตรวจได้?”
“ขอไว้แล้ว” เมฆาตอบนิ่งๆ “แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย”
“อืม... ฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจเลยครับพี่”
“นั่นแหละเหตุผลที่ผมให้เธอมา” เมฆาหันไปยิ้ม “เวลาไม่สบายใจ คนเราจะตื่นตัวกว่าปกติ”
“พี่นี่นะ...” วรุฒถอนใจ “พูดเหมือนอาจารย์สอนธรรมะผสมตำรวจ”
จิตราเดินตามลงมาพร้อมกล่องเครื่องมือ “พี่ ถ้าในบ้านยังมีอุปกรณ์ทดลองของเขาอยู่ พี่อย่าเพิ่งไปแตะนะคะ เดี๋ยวคลื่นพวกนั้นจะ...”
“ผมรู้” เมฆาขัดก่อนเสียงเรียบ “เราจะฟังมันก่อนแตะต้อง”
เสียงประตูเหล็กเก่าถูกงัดดังเอี๊ยดกลั่นแกร่ง
ภายในบ้านมืดสนิท มีกลิ่นอับของฝุ่นและสารเคมีเจือปน
ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไป เหมือนก้าวเข้าสู่ห้องทดลองที่ถูกทิ้งกลางกาลเวลา
บนผนังยังมีภาพพิมพ์คลื่นเสียงติดอยู่ พร้อมจดหมายขาดแหว่งที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ
“ถ้าใครได้ยินเสียงไวโอลินของฉัน จงอย่าหยุดฟัง... เพราะในเสียงนั้น มีคำตอบของชีวิต”
“พี่... มันเริ่มไม่ดีแล้วนะ” จิตราพูดเสียงเบา “หนูรู้สึกเหมือนมีใครจ้องอยู่”
“อย่ามองด้วยความกลัว” เมฆาเตือน “ถ้ามีอะไรอยู่จริง มันจะมองกลับด้วยความสนใจ ไม่ใช่ความเกลียด”
“โห พี่...” วรุฒพูด “คำพูดพี่นี่เหมือนบทสวดกล่อมผีเลยนะครับ”
“ก็กล่อมจริงๆ” เมฆาตอบหน้าตาเฉย
ทันใดนั้น เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้นจากชั้นบน ราวกับมีใครดีดสายไวโอลิน
สามคนหันขวับพร้อมกัน
“พี่...” จิตรากระซิบ “เสียงมันมาจากข้างบนค่ะ”
“รู้แล้ว” เมฆาหยิบเครื่องวัดความถี่ขึ้นมา — หน้าจอขึ้นค่าความถี่ที่ไม่เคยพบมาก่อน
“ความถี่นี้อยู่ระหว่างเสียงมนุษย์กับเสียงสัตว์... เหมือนสองสัญญาณซ้อนกัน”
พวกเขาเดินขึ้นบันไดที่ขึ้นสนิมทีละขั้น
เสียงฝีเท้าดังก้องในบ้านเงียบๆ จนเหมือนมีใครเดินตาม
เมื่อถึงชั้นสอง ประตูห้องหนึ่งเปิดแง้มไว้
ด้านในมีไวโอลินวางอยู่บนขาตั้งตรงกลางห้อง ข้างๆ คือกรงว่างเปล่าที่บิดเบี้ยว
“พี่...” วรุฒพูดเสียงแ่ “ไม่อยากจะถาม แต่พี่แน่ใจนะว่าไม่ใช่กับดักผี”
“ไม่แน่ใจเลย” เมฆาตอบพลางเดินเข้าไป
เขาก้มลงดูไวโอลิน — สายทุกเส้นมีรอยเืแห้งติดอยู่
“มันถูกใช้เล่นครั้งสุดท้ายด้วยของจริง” เมฆาพูดเบาๆ
“ของจริง?” จิตราขมวดคิ้ว
“เื”
ทันใดนั้น ไวโอลินเริ่มสั่นเองเบาๆ
เสียงสายดีดแ่ๆ ก่อนกลายเป็เสียงเพลงที่ไม่มีใครแตะต้อง
บทเพลงนั้นเศร้าจนแทบหายใจไม่ออก — แต่กลับมีจังหวะคล้ายเสียงหัวใจเต้นอยู่ข้างใต้
“พี่...” วรุฒกระซิบ “ผมว่าเราควรออกไปก่อน...”
“ยัง” เมฆาเอ่ย “ฟังให้จบก่อน มันกำลังเล่าอะไรบางอย่าง”
แสงจันทร์ลอดผ่านช่องไม้ลงมาส่องบนเงาพื้น
ในเงานั้น... มีร่างชายในเสื้อกาวน์นั่งเล่นไวโอลินอยู่จริง
เงานั้นไม่ใช่ภาพสะท้อน แต่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“ฉันทำได้...” เสียงชายคนนั้นพึมพำ
“ฉันถ่ายจิตได้สำเร็จ...แต่ร่างมันแตกสลายไปหมดแล้ว”
เสียงไวโอลินสะดุด แล้วสายขาดดัง “แป๊ะ!”
ร่างเงานั้นหันมาช้าๆ ดวงตาข้างหนึ่งขาวขุ่นเหมือนเดิม
“เ้าพวกนั้น...ไม่ควรปลุกฉันอีก...”
จิตราร้องกรี๊ดเมื่อเห็นเงานั้นหันขวับมาทางเธอ
วรุฒคว้าแขนเธอไว้ แต่เงานั้นกลับพุ่งทะลุมาทางพวกเขา — ผ่านร่างเมฆาไปอย่างจัง
เครื่องตรวจคลื่นในมือเมฆากะพริบเป็สีแดง
เขามองจออย่างนิ่งเฉยก่อนพูดเบาๆ
“คลื่นความถี่ชีวิต...มันกำลังจะย้ายอีกครั้ง”
“ย้ายไปไหนครับพี่!?”
“อาจจะเข้าร่างที่อยู่ใกล้ที่สุด...”
ทุกคนหันมามองแมวดำที่ยืนอยู่ตรงประตู —
มันจ้องกลับ ดวงตาแวววาว และครางเสียงต่ำ...
เหมือนเสียงไวโอลินดีดกลับมาอีกครั้ง
เมฆาก้าวเข้าไปใกล้ “ดร.ปิยะ...ถ้าคุณอยู่ในนั้นจริง ผมมีคำถามเดียว...”
เงาในตาแมวสั่นวูบก่อนเสียงหนึ่งตอบกลับในหัวทุกคน
“นาย...ก็อยากลองเหมือนกันใช่ไหม เมฆา...”
จบตอนที่ 11 – บทเพลงของเงา
* Next ตอนที่ 12 – การทดลองครั้งสุดท้าย
คลื่นเสียงที่แทรกซึมในหัวของเมฆาเริ่มรบกวนความคิดเขาทีละน้อย —
ราวกับ ดร.ปิยะ กำลังพยายาม “ย้ายจิต” ครั้งสุดท้ายเข้าสู่ร่างของผู้ที่เข้าใจเขามากที่สุด...*