หวังหลีปินมองน้องสาวเหมือนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “ดีแล้ว บุรุษในใต้หล้ามีมากมาย เ้าเองเป็ถึงบุตรสาวของพ่อค้าอันดับหนึ่งในเมืองหลวง อีกทั้งยังเป็ถึงหลานสาวของท่านแม่ทัพใหญ่ จะรักชอบบุรุษใดพี่กับท่านพ่อล้วนไม่ห้าม ขอเพียงให้เ้าคิดดีๆ ทุกคนเป็ห่วงเ้ารู้หรือไม่"
‘นั่นสิ นางลืมไปว่ามารดาของนางเป็บุตรสาวของท่านแม่ทัพใหญ่’ มิใช่สตรีกระจอกงอกง่อย หลายครั้งหลายหน ก่อนที่นางจะมาอยู่ในนิยายเล่มนี้ ตัวของหวังปิงปิงเองก็มีแม่สื่อเข้ามาเจรจาทาบทามให้นางตบแต่งเข้าสกุลใหญ่โตมากมาย แต่ทุกสกุลนั้นล้วนกลับไปด้วยความผิดหวังเพราะตัวนางเองเป็ฝ่ายออกมาปฏิเสธทุกสกุลอย่างไม่ใยดี ถึงตอนนี้ถามว่าเสียดายหรือไม่ นางกล้าตอบออกมาตรงนี้ว่า ไม่เสียดาย ในทางกลับกันนางนั้นดีใจเสียด้วยซ้ำที่เ้าของร่างคนเดิมยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง “รู้เ้าค่ะ” ใจคิดเอาไว้ว่าต้องเข้าไปหาท่านตาม่อจิ้นจื่อของนางในสักวัน
“เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ยามเซิน ก็เตรียมตัวไว้” หวังร่วนเทานั่งตรวจบัญชีสินค้าโดยมิสนใจบุตรสาวอีก
หวังปิงปิงยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด พลันนั่งนับสินค้าที่ส่วนมากเป็ของใช้เกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณของสตรี ยิ่งดูยิ่งชอบใจ จึงเรียกสาวใช้ข้างกายพร้อมสั่ง “อาเปาไปเอาตะกร้าใบใหญ่ๆ มาใส่ของให้ข้าหน่อย”
“เ้าค่ะ” อาเปาเดินออกไปจัดการเหมือนเช่นเคยตามที่คุณหนูเคยสั่ง เพียงแต่ไม่รู้ว่ารอบนี้จะเอาตะกร้าไปใส่ของให้รัชทายาทหรือไม่หลังจากที่คุณหนูถอยห่างออกมาแล้วเท่านั้น ‘แต่เท่าที่ได้เห็นของที่คุณหนูคัดสรรแล้ว คงไม่ใช่’
หวังหลีปินลอบมองน้องสาวตนเองอีกครั้งอย่างเป็ห่วง แต่เมื่อได้ฟังคำถามของนาง ใจพี่ชายกลับชื้นขึ้นมามากกว่าเดิมหลายเท่า
“พี่หลีปินเ้าขาสีชาดทั้งห้ากล่อง กับแป้งสองตลับนี้ อืมม” ทำท่าคิด “ปิ่นกับผ้าผูกผมนี้ด้วย” ผ้าผูกผมหลากสีในกำมือถูกชู “ข้าเอาไว้ใช้ได้หรือไม่เ้าคะ” ผ้าผูกจากต่างแดนเช่นนี้ นางจะใช้ผูกเป็โบด้านหลัง ‘ดินสอเขียนคิ้วนี่ด้วย’ นางจะเอา
“อยากได้สิ่งใดเ้าก็คัดเก็บไว้เสีย ของยังมีอีกมากรีบคัดแล้วรีบมาช่วยพี่จัดของส่งร้านค้า อีกครู่พวกเขาจะเข้ามารับของกันแล้ว” หลีปินเร่งน้องสาว เขาหมายถึงร้านสาขาย่อยที่จะเข้ามาเอาสินค้าไปจำหน่ายโดยมีสกุลของเขาเป็ผู้รับทั้งหมดไปขายต่อ เป็เช่นนี้มาสิบกว่าปีแล้วโดยมีเขาเฝ้าเรียนรู้งานจากบิดา “อันที่จริง หลังจากวันที่เ้าไปร่วมงานปักปิ่นของเยี่ยนมิ่งลี่แล้ว พี่ว่าเ้าดูนิสัยเปลี่ยนไป” มองน้องสาวขึ้นลงๆ “เ้าดูมั่นใจและไม่เหมือนเดิม” ทั้งเื่การช่วยงานในบ้าน การตามติดรัชทายาทหรือแม้กระทั่งการแต่งหน้า แต่งตัว ที่จริงแล้วหลีปินอยากบอกนางว่ามันเป็เื่ดีที่เขาและบิดารอสนับสนุน
^^ “นั่นคือคำชมใช่หรือไม่เ้าคะ” ยิ้มหวาน
‘ความขี้เล่นนี่ก็เป็อีกเื่ที่เขาชอบ’ “ย่อมชมเ้า”
“เช่นนั้นวันนี้ข้าจะช่วยพี่ใหญ่สุดฝีมือเลยเ้าค่ะ ไม่เหนื่อยไม่เลิก!!” กำมือสองข้างทำท่าสู้ๆ
“ฮึฮึ” หวังหลีปินหันไปสบตากับบิดาพร้อมกับยิ้มใส่กัน
๑--------------------๑
วันต่อมาในยามเซิน (16.10)
รถม้าคันเล็กของสกุลหวังเดินทางเข้าสู่วังหลวงผ่านทางประตูด้านหน้า เหล่าทหารยามต่างยิ้มแย้มใส่นายท่านหวังผู้เป็สหายเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้อย่างคุ้นเคย
หวังปิงปิงผู้นั่งอยู่บนรถม้ากับท่านพ่อของนางเม้มปาก แม้จะยังทำหน้าเรียบเฉยแต่ใครจะรู้ว่าในอกตอนนี้มันเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง ในใจนางยอมรับั้แ่วันนั้นแล้วว่ามันคือรักแรกที่ไม่สมหวัง ‘ซึ่งหากไม่สมหวังก็มิควรพบเจอ แต่ในเมื่อมีโอกาสได้เจอ ใยต้องหนี...มิสู้ขอเจอให้มันจบๆ ไปเสียจะเป็ไร’ รถม้าหยุดลงหน้าตำหนักหลังใหญ่ที่สุดและเป็บิดาที่ก้าวลงไปก่อน โดยที่นางยังคงตบหน้าอกตนเองดัง ปับๆ ราวกับปลอบ เอาวะ!!
หวังร่วนเทายิ้มใส่คนคุ้นเคย “มิเจอกันนาน สบายดีหรือไม่” ค้อมหัวทักทายบุรุษสูงวัยผู้อยู่ในตำแหน่งหัวหน้าขันที
ขันทีชราสี่สุ่ยผู้เดินออกมาต้อนรับ ทักทายกลับ “ข้าย่อมสบายดี” ผายมือเชื้อเชิญสหายคนสนิทของฝ่าาเข้าไปในตำหนัก “วันนี้นายท่านหวังเดินทางมาพบในยามเย็นคงไม่พ้นร่ำสุรา” ยิ้มแย้ม
หวังร่วนเทาส่ายหน้า “มิได้มิได้ วันนี้ข้าพาบุตรสาวมาด้วยเกรงว่าจะไม่เหมาะ” หวังร่วนเทาปฏิเสธและรอจนปิงปิงก้าวลงมา วันนี้นางสวมชุดสีม่วงอ่อน งดงามสมวัยจนบิดาอย่างร่วนเทา มิอยากให้นางได้ออกเรือน ‘หวงลูกสาว’ “นี่คือหวังปิงปิงบุตรสาวข้า แน่นอนว่าท่านมิเคยพบนางเป็แน่”
ขันทีชรามองสตรีตัวน้อยผิวพรรณผุดผ่อง กลิ่นกายหอมสะอาด ใบหน้างดงามแช่มช้อย…คล้ายๆ ว่าจะเคยพบนางที่? “สตรีที่ชนกับฝ่าา”
^^ “ใช่เ้าค่ะ ท่านลุงเรียกข้าว่าปิงปิงก็ได้” ก้าวเดินขึ้นไปยืนขนาบข้างบิดา จ้องมองขันทีชราด้วยรอยยิ้มน่ารัก
“หึหึ” ขันทีชราหัวเราะร่ากับความน่ารักตรงไปตรงมาแบบเป็กันเองของนาง ที่เพียงแค่พูดคุยสองสามประโยค ก็รู้สึกราวกับว่าจะรู้จักกันมานานนับสิบปี “เช่นนั้นเ้าก็เรียกข้าว่าลุงสุ่ย”
“เ้าค่ะท่านลุงสุ่ย”
“มาเถิดตามข้ามา” เดินนำสองพ่อลูกเข้าไปยังสวนสวยใจกลางตำหนัก สถานที่ที่ฝ่าาทรงประทับรออยู่ก่อนหน้า หากวันนี้มิมีการร่ำสุราก็คงจะมีเพียงการเดินหมากสักสองสามตาก่อนจะมืด ขันทีชราเดินเพียงหนึ่งจิบชาก็ไปถึงจุดหมาย “นายท่านหวังกับคุณหนูมาแล้วกระหม่อม” แจ้งกับฝ่าารูปงามที่สวมเพียงชุดคลุมลำลองสีขาวตัดกับสีผมสีดำสนิทยาวสยายคล้ายบุรุษหนุ่มเสเพลธรรมดาหาใช่ฮ่องเต้ผู้สูงศักดิ์ในสายตาผู้พบเห็น
‘นายท่านกับคุณหนูรึ?’ ในสำนึกมีภาพสตรีงดงามที่วิ่งมากอดตนจากทางด้านหลังเมื่อวันประลองยุทธ์ฉายชัดเข้ามาก่อนเป็อันดับแรก ‘จะใช่หรือมิใช่นาง’