ยามราตรี...
ที่ชายขอบขุนเขาแห่งหมอกทุกสรรพสิ่งจมดิ่งสู่ความตาย เงียบสงัดจนน่าอึดอัด
ในชั่วขณะนี้เองมีกลิ่นอายโบราณกาลสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาจากแดนไกล
เมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายนี้ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ทั่วไปเลยแม้แต่สัตว์ร้ายกลายพันธุ์ไม่กี่ตัวที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาเป่ยอวี่ซึ่งมนุษย์ยกย่องว่าเป็น ‘สัตว์ประหลาด’ ก็ยังต้องเบิกตากว้าง
“โฮก...”
เสือขาวขนาดมหึมายืนตระหง่านอยู่บนยอดเขาพลันคำรามก้องฟ้า ก่อนที่มันจะรับรู้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยมันก็กระโจนลงมาด้วยความตื่นเต้น มุ่งหน้าสู่ชายขอบหุบเขาเป่ยอวี่
“เจี๊ยก เจี๊ยก...”
ลิงทองคำที่เพิ่งสัมผัสถึงกลิ่นอายนี้ก็เกาหูเกาหัวทว่าเพียงครู่เดียว เหมือนมันจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วดวงตาของมันก็สว่างไสว
“พี่สี่”
มันเปล่งเสียงเรียกที่เปี่ยมด้วยความยินดีจากนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนตัวหมูป่าหุ้มเกราะแล้ว...
“เร็วเข้า! เร็วเข้า!”
ลิงทองคำตบหมูป่าหุ้มเกราะอย่างตื่นเต้น
และในตอนนั้นหมูป่าหุ้มเกราะก็เริ่มออกวิ่งด้วยความบ้าคลั่ง หลังจากที่มันตกตะลึงไปชั่วขณะ
ตลอดทางเต็มไปด้วยความโกลาหลทว่าเรื่องที่น่าประหลาดใจคือ ความเร็วของมันไม่เป็นรองเสือขาวเลย
[พุ่งชนบ้าคลั่ง -ยิ่งวิ่งเร็วเท่าไร ความเร็วก็ยิ่งเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ไม่อาจหยุดได้แรงปะทะก็จะถึงขีดสุด]
นี่คือความสามารถพิเศษของหมูป่าหุ้มเกราะ
หากใช้ได้ดีมันคืออาวุธสังหารที่ร้ายกาจในสมรภูมิเลย
หากใช้ไม่ดี...ก็เป็นการต่อสู้แบบพลีชีพ...
ทว่าที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ...ตัวที่เร็วยิ่งกว่าเสือขาวและหมูป่าหุ้มเกราะ กลับเป็นประกายสายฟ้าเส้นหนึ่ง
“เปรี๊ยะ”
ประกายสายฟ้าสีเงินวาดเป็นเส้นทางรูปตัว‘Z’ บนพื้นดินมันเร็วราวกับแสงพริบตาเดียวก็หายลับไปในม่านหมอกหนาทึบ
และเมื่อมองดูใกล้ๆนั่นคือพี่หัวราบผู้มีผมสีเงินและขนส่วนหลังสีขาวราวกับสวมผ้าคลุม
ในฐานะคู่ต่อสู้ของจระเข้จักรพรรดิมันย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นอายของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี
เพียงแต่ครั้งนี้มันสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของจระเข้จักรพรรดินั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นแต่ขณะนี้ดูอ่อนแอ ราวกับได้รับบาดเจ็บ
“ฮื่อ...”
เสียงคำรามต่ำแฝงด้วยความร้อนรนขนสีเงินของมันก็เปล่งประกายสายฟ้าสีเงินออกมาหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม
เมื่อมองจากระยะไกลมันคล้ายกับลูกบอลแสงที่ถักทอจากประกายสายฟ้าสีเงิน
.....
“เจ้าไม่ไปหรือ?”
เขามองกระทิงดำที่ยังคงนอนหมอบอยู่ใต้ร่างหลักอวี๋จื่ออวี๋ก็ถามขึ้นเรียบๆ
“แค่พวกมันไปก็พอแล้วขอรับ”
ว่าพลางปีศาจกระทิงก็มองไปยังทิศทางที่จระเข้จักรพรรดิกำลังมาด้วยสายตาลึกซึ้งก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
ทว่าไม่นานหลังจากนั้นเสียงของปีศาจกระทิงก็ดังขึ้นในใจของอวี๋จื่ออวี๋อีกครั้ง
“ท่านเทพต้นไม้ เจ้าสี่บาดเจ็บหรือ?”
“ใช่”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางถอนหายใจ
“ในระหว่างที่เจ้าตัวนี้กำลังทะลวงขีดจำกัดพลังที่แผ่ออกมาดันไปสะดุดตาพวกมนุษย์เข้า และถูกโจมตีครั้งใหญ่แม้ว่าเหยี่ยวเพเรกรินจะเข้ามาสนับสนุนได้ทันท่วงทีแต่มันก็ยังได้รับบาดเจ็บไม่น้อย”
สิ้นเสียง
“มอออ”
มันเปล่งเสียงดังกึกก้อง ม่านหมอกถอยร่นไปปีศาจกระทิงค่อยๆ ยันร่างขึ้นดวงตาที่เปล่งประกายคมกริบฉายแววเย็นชาที่ไม่เคยมีมาก่อน
“มนุษย์...”
เสียงอันเย็นยะเยือกก้องกังวานไปทั่วอากาศทำให้ทั้งหุบเขาเป่ยอวี่พลันเย็นเยียบลงไปหลายส่วน
ทว่าในขณะนั้นเอง
“ตึก ตึก ตึก...”
จากส่วนลึกของม่านหมอกมีร่างหนึ่งสูงเพียงฝ่ามือเดินออกมา
มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เดินสองขามีแขนที่คล้ายเคียวคู่หนึ่ง ทั้งร่างห่อหุ้มด้วยสีทอง ราวกับสวมเกราะทองคำดูองอาจดุดันยิ่งนัก
เมื่อมองดูใกล้ๆ มันกลับเป็นเพียงมดตัวหนึ่ง
แต่เมื่อเทียบกับมดทั่วไปแล้วมันดูสง่างามกว่ามาก โดยเฉพาะใบหน้าที่เย็นชาถึงขีดสุดแม้แต่อวี๋จื่ออวี๋ก็ยังต้องชมเชยว่า ‘รูปลักษณ์ของมันไม่ธรรมดาเลย’
“นายท่าน ทางนั้นคือพี่สี่หรือ?”
มดตัวนั้นหันกลับไปมองท้องฟ้าแล้วก็เอ่ยปากพูดภาษามนุษย์
“ใช่”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าพลางยิ้มตอบ
“เจ้าสี่คือจระเข้จักรพรรดิอสูรยักษ์บรรพกาลจากยุคโบราณ”
“อย่างนี้นี่เอง”
แววตาของมดทองคำฉายแสงประหลาดจากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องถามว่า
“พี่สี่... ถูกมนุษย์ลอบโจมตีหรือ?”
“อืม”
ตอบกลับไปคำหนึ่งอวี๋จื่ออวี๋ก็กล่าวอย่างจนใจว่า
“การทะลวงระดับของพวกเจ้าในอนาคตควรทำในถ้ำลับจะดีที่สุด ด้วยหินวิญญาณที่ปิดกั้นกลิ่นอายจะไม่ถูกการตรวจจับพลังวิญญาณของมนุษย์จับได้”
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็เงยหน้าขึ้น มองลึกเข้าไปในยามค่ำคืน
เขารู้สึกได้ถึง‘ดวงตาคู่หนึ่ง’ ที่กำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ตลอดเวลาในค่ำคืนนี้
ทว่าในขณะนั้นเอง ราวกับรับรู้ถึงบางสิ่งอวี๋จื่ออวี๋พลันเบิกตากว้าง
“ยังไม่ยอมแพ้อีก”
เขาแค่นเสียงเย็นชาสายตาก็ดึงกลับมาที่ชายขอบของขุนเขาแห่งหมอก จากนั้นก็ค่อยๆ ยกกิ่งก้านขึ้นแล้วกำแน่นเหมือนกำมือของมนุษย์
ในเวลาเดียวกัน ที่ชายขอบขุนเขาแห่งหมอกม่านหมอกนับไม่ถ้วนก็พลันปั่นป่วนจนกระทั่งก่อร่างเป็นสัตว์ร้ายที่เกิดจากหมอกในชั่วพริบตา
จากนั้น อสูรหมอกตัวนี้ก็งับอากาศอย่างแรง
“กร๊อบ”
พร้อมกับเสียงอันคมกริบชิ้นส่วนบางอย่างที่ยังคงมีประกายไฟก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
โดรน!
และไม่ใช่โดรนธรรมดาๆ ด้วย
มันมีขนาดเล็กราวกับผึ้งและยังไร้เสียงอีกด้วย จึงไม่แปลกที่จระเข้จักรพรรดิและเหยี่ยวเพเรกรินจะตรวจไม่พบ
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่น่ายินดีคือนับตั้งแต่อวี๋จื่ออวี๋อัปเกรด ‘ควบคุมม่านหมอก’เป็นเลเวลสามความสามารถในการควบคุมม่านหมอกของเขาได้ก้าวไปสู่ระดับที่น่าเหลือเชื่อ
อุปกรณ์อื่นยังพอว่า แต่โดรนแบบนี้เมื่อเข้ามาในม่านหมอกเป็นครั้งแรก มันก็จะถูกเขาค้นพบทันที
ส่วนเรื่องที่ว่าการทำลายโดรนแบบนี้โดยตรงจะถูกมนุษย์จับได้หรือไม่อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะเปิดเผยการมีอยู่ของ‘อสูรหมอก’ อยู่แล้ว ตอนนี้ถือโอกาสนี้ให้พวกมนุษย์ได้เห็นกันชัดๆ ก็แล้วกัน
อย่างไรก็ตามเรื่องที่ควรทำเขาก็ทำไปหมดแล้ว
เวลาที่เหลืออวี๋จื่ออวี๋ยินดีอย่างยิ่งที่จะเล่นสนุกกับมนุษย์ให้เต็มที่
และที่สำคัญที่สุดอวี๋จื่ออวี๋ยังสัมผัสได้ถึงโอกาสในการเลื่อนเลเวลอีกครั้งแล้ว
หากไม่มีอะไรผิดพลาดความสามารถพิเศษอีกอย่างของเขาก็จะสามารถอัปเลเวลได้อีกด้วย
เมื่อคิดได้ดังนี้ อวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะหึๆออกมา