ผ้าม่านบางๆ ตรงหน้าต่างภายในห้องบรรทมตำหนักพยัคเมฆากระเพื่อมด้วยแรงลมอันแ่เบา เปลวเทียนบนเชิงเทียนเจ็ดก้านพริ้วไหว กระจายแสงนวลจางๆ องค์รัชทายาทมันตราและเทพีชิงอี้นั่งเคียงกันบนเตียงใหญ่ริมห้องท่ามกลางความเงียบสงัดแห่งรัตติกาล
เทพีชิงอี้วางมือเรียวลงบนหน้าตัก กลิ่นไอริสสีม่วงของนางกับกลิ่นบลูเดอของมันตรา ผสมกลมกลืนกันดังเป็ตัวแทนแห่งความรักในวัยหนุ่มสาว ชิงอี้สบตาคู่นั้นของเขาพลางเอ่ยวาจา “คัมภีร์หัตถาเทพประกอบด้วย 9 บท...ตามระดับของวิศวกรจักรกลิญญา”
ชิงอี้ลุกขึ้นยืนแล้วหันหน้ามากล่าวกับมันตราช้าๆ ราบเรียบแต่หนักแน่น ดึงดูดให้เขาต้องนิ่งฟัง
“บทที่ 1 ปราณแรกแห่งหัตถา
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 1 “ช่างฝึกหัตถ์”
บทที่ 2 กลจักริญญา
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 2 “ช่างเครื่องิญญา”
บทที่ 3 วิถีธาตุในจักรกล
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 3 “ช่างสลักิญญา”
บทที่ 4 อักขระซ้อน กลไกรู้ัั
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 4 “ปรมาจารย์อักขระ”
บทที่ 5 ศิลป์ธาตุหลอมกล พลังกลุ่มรบ
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 5 “ปรมาจารย์ธาตุ”
บทที่ 6 ิญญารู้คิด กลไกรู้ตน
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 6 “ปรมาจารย์ควบคุม”
บทที่ 7 จักรกลจิต เรียน รู้ คิด จำ
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 7 “เทพจิต”
บทที่ 8 เครือข่ายิญญา จักรกลแห่งชีวิต
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 8 “เทพนฤมิต”
บทที่ 9 หัตถาจักรกล
คือความรู้ของวิศวกรจักรกลิญญาระดับ 9 “เทพจักรกล””
มันตรานั่งฟังด้วยความตื่นเต้น ด้วยเหตุว่านางยืนใกล้เขาเสียจนได้ยินเสียงลมหายใจ แต่เขาก็ยังคงฝืนตนตั้งใจฟังต่อไป
“การจะบรรลุแต่ละระดับ ต้องทำความเข้าใจแต่ละบทของคัมภีร์หัตถาเทพจนกระจ่าง และเมื่อเ้าเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว มันจะเปลี่ยนสภาพเป็อักษรรูน แล้วซึมลึกลงจุดศูนย์กลางกาย ตรึงอยู่ในมโนสัมนึกตลอดไป…” ชิงอี้เอ่ยช้าๆ ดวงตาแฝงแววบางอย่างที่มิอาจเอ่ยตรงๆได้
“อาจารย์… คัมภีร์ของท่านนี่แปลกดีนะ ไม่ยักจารึกลงในกระดาษ” มันตราถามอ้อมๆ
“ก็เพราะมันเป็คัมภีร์ชนิด “จิตรเทพ” มันจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้เ้าจดจำ แต่มันยังบันทึกมวลความรู้มหาศาลลงในจิตใต้สำนึกของเ้า ทำให้เ้าเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วยังไงล่ะ” เทพีชิงอี้กล่าว
“เหตุใดข้าไม่เคยเห็นคัมภีร์ชนิดจิตเทพเช่นนี้มาก่อนเลย” มันตราถามด้วยความสงสัย
“ก็เพราะคัมภีร์ชนิดนี้มีเพียงเทพเท่านั้นที่รจนาขึ้น นอกจากที่ข้าได้กล่าวไปแล้ว คัมภีร์ชนิดนี้ยังมีความพิเศษ คือสามารถแบ่งส่งให้ศิษย์เรียนทีละบทหรือจะส่งให้เรียนทั้งเล่มก็ได้”
ชิงอี้หลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าช้าๆ แล้วเอ่ยเสียงทุ้มเย็นสะท้อนกังวานดั่งเสียงจากขุนเขา
“บทที่หนึ่ง: ปราณแรกแห่งหัตถา
ปราณต้องมั่นพลันหลั่งสู่สิ่งสร้าง
สลักวางอย่างบรรจงคงมนต์หลาย
รู้สมบัติวัตถุมีดกรีดกราย
จิตต้องคล้ายหยุดนิ่งดิ่งรวมปราณ”
มันตราหลับตาลงอย่างสงบ พึมพำกับตนเองเบาๆ แล้วลืมตาขึ้นพร้อมแววตากระจ่างแน่วแน่
“การควบคุมพลังิญญาต้องให้ไหลเวียนอย่างเสถียร ไม่ให้สะดุด ไม่ให้ย้อนกลับ… การวาดอักขระต้องนิ่งดั่งผิวน้ำในคืนไร้ลม… รู้จักคุณสมบัติวัสดุ และมีดที่ใช้สลัก และจิต… จะต้องนิ่ง นี่คือสี่หลักการของช่างฝึกหัตถ์”
ใบหน้าของชิงอี้สั่นเล็กน้อย ริมฝีปากแตะรอยยิ้มบางๆ อย่างที่นางไม่รู้ตัว
“สรุปได้ดี” นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่แววตาเปล่งประกาย “เน้นการควบคุมปราณ สลักอักขระ การเลือกวัสดุและใช้เครื่องมือให้ถูกต้อง และจิตต้องนิ่ง นับว่าเข้าใจแก่นแล้ว” ชิงอี้กล่าวกับมันตรา
ทันใดนั้น ถ้อยคำในอากาศก็พลันเรืองแสงสีทอง แปรสภาพเป็อักษรรูนลอยวนขวารอบกายมันตราช้าๆ แล้วไหลซึมเข้าสู่กลางอกของมันตราแล่นไหลไปทั่วร่าง เมื่อเส้นเืถูกชำระจนบริสุทธิ์แล้ว อักษรรูนเ่าั้ก็ไหลมารวมกันที่กลางกายแล้วผนึกรวมเข้าไปในแก่นิญญา
“แต่ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” ชิงอี้กล่าว พลางยื่นมือเรียวออกมา
มีดสลักิญญาเล่มหนึ่งค่อยๆ ปรากฏกลางฝ่ามือของนาง “นี่คือ มีดัเก้าเศียร... เป็มีดสลักิญญาหนึ่งในสองเล่มที่ข้าใช้ประจำ ใบมีดใสดั่งน้ำแข็ง เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวสายน้ำเมื่อยามสลัก ด้ามจับหยกดำฝังลายทองที่เรืองแสงตามอารมณ์ของผู้ใช้ ปลายด้ามมีคริสตัลเปลี่ยนสีตามพลังงานที่ตรวจจับ”
เทพีชิงอี้จับมือมันตราขึ้นมาแล้ววางมีดสลักิญญาลงไป “แม้มันจะไม่ใช่อาวุธ… แต่กลับล้ำค่ายิ่งกว่า เพราะมันเปรียบดังปากกาแห่งเทพเ้า ผู้สร้างทุกสรรพสิ่งในพิภพแห่งนี้”
มือบางที่ยื่นมีดให้เมื่อครู่ กลับเกาะกุมมือเขาอย่างห่วงใย แต่ไม่นานนักชิงอี้ก็พลันคิดได้จึงรีบดึงมือกลับอย่างว่องไว ด้วยเกรงว่าจะเป็การเผยความในใจของตนเองให้อีกฝ่ายได้ล่วงรู้
ทันทีที่มันตราจับด้ามมีด แสงสีทองก็เปล่งประกายสว่างวาบขึ้นรอบๆ มีดสลักิญญา
ชิงอี้เบิกตาขึ้นพลางนึกในใจ “เป็ไปได้อย่างไรกัน… มันยอมรับเขาั้แ่แรกััเลย… แม้แต่ข้ายังต้องเรียนรู้จิตมีดสลักิญญานี้ถึงห้าวัน มันถึงจะยอมรับข้า”
เทพีชิงอี้ถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางกล่าวกับมันตรา “มีดเล่มนี้อยู่ในระดับตำนานกึ่งเทพ (ระหว่างระดับ 5–6) สร้างจากกระดูกของัเก้าเศียร ผสานหยกเหมันต์และพลังปฐมิญญาจากข้า มีคุณสมบัติสามประการคือ 1. สลักวัตถุได้ทุกชนิด 2. มีจิตแห่งมีดสลักิญญา สามารถโต้ตอบกับเ้าได้ 3. เปลี่ยนรูปร่างตามชนิดของอักขระ”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อไปด้วยเสียงอันชัดเจนตามแบบฉบับของผู้เป็อาจารย์ “งานสามชิ้นที่เ้าต้องสร้างคือ เข็มกลัดพลังิญญา หินเรืองแสง และเกราะหนังเสริมพลัง รูปแบบ สี วัสดุ ทุกอย่างอยู่ในภาคผนวกหลังบทเรียน… ใช้จิตััให้เข้าใจ จากนั้นก็… ลงมือทำ”
มันตราพยักหน้าอย่างตั้งใจ มือเหยียดนิ้วช้าๆ ััโลหะสีน้ำเงินบนถาด “ข้าขอใช้… เหล็กหิ่งห้อยเหมันต์”
“โลหะนี้ไวต่อมีดสลักิญญามาก หากเ้าลังเล… มันจะแตกเป็ผงทันที” ชิงอี้เตือนด้วยความกังวล
“ข้ารู้… ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่” มันตรากล่าวด้วยความมั่นใจ
เขากดปลายมีดลงทันที เปรี๊ยะ! โลหะแตกกระจายเป็ฝุ่น
“พลังมากเกินไป” ชิงอี้กล่าว “ใช้แค่ปราณระดับหนึ่ง ควบคุมเฉพาะที่ปลายมีด จึงจะเฉือนมันได้ง่ายๆ เสมือนดังกรีดผิวน้ำ”
มันตราพยักหน้ารับคำ มือก็หยิบเหล็กหิ่งห้อยเหมันต์ก้อนใหม่ขึ้นมา แล้วใส่พลังลงเฉพาะปลายมีด… คราวนี้ ใบมีดเฉือนผ่านเนื้อโลหะอย่างนุ่มนวล ราวััของลมเหนือผิวแก้ว
แม้เหงื่อจะผุดขึ้นที่หน้าผากเขาอย่างมากมาย แต่แววตายังคงแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน ลายเส้นและอักขระค่อยๆ เรียงตัวจนครบวง บนวัตถุโลหะทรงกลมเล็กๆในมือ
มันตราหยิบผลึกเมฆาวารีขึ้นมา หลอมด้วยปราณจนกลายเป็ผีเสื้อใสเหลือบฟ้า สร้างโพรงมิติเล็กๆ แล้วบรรจุเหล็กหิ่งห้อยเหมันต์ ที่ถูกสลักเป็ลูกกลมเล็กๆล้อมรอบด้วยอักขละลงไป
ผีเสื้อพลันเปล่งแสงระยิบระยับ ดังมีิญญาและขุมพลังอยู่ภายใน เข็มกลัดรูปผีเสื้อนี้มิใช่เพียงเครื่องประดับทั่วๆไป แต่มันยังมีสรรพคุณในการช่วยเร่งการฟื้นฟูปราณ และลดอาการาเ็ได้อีกด้วย อีกทั้งมันยังมีความคล้ายกับแม่เหล็ก แต่สามารถดูดติดได้ทุกสภาพพื้นผิวไม่ใช่แค่เพียงเหล็กเท่านั้น
“ดี… ดีมาก” เสียงชิงอี้แ่เบา ริมฝีปากคล้ายจะยิ้ม แต่ก็รีบเก็บอารมณ์ไว้ “แต่เ้าใช้เวลาสิ้นเปลืองมากไปหน่อย”
“โห อาจารย์… สองชั่วยามนี่เร็วแล้วนะ” มันตราเอ่ยเสียงอ้อน แววตายิ้มพรายอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่ได้” แม้นางจะกล่าวเรียบๆ แต่น้ำเสียงของนางก็ช่างดุดันจนคนฟังขนลุก “หากในยามศึกา เวลานี้คือเวลาแห่งความเป็ความตาย… อีกสองชิ้น เ้าต้องทำให้เร็วกว่านี้”