ย้อนรอยอดีต (ตอนต้น)
"ซู่อิ๋ง!!!"
ทั่วทั่งร่างกระตุกตึงจนแข็งเกร็ง กระชากสติที่หลุดลอยหายไปกลับคืนมาอีกครั้ง ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือม่านมุ้งสีเหลืองหม่น ซึ่งเป็ผลจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน ตามด้วยโสตประสาทแว่วยินเสียงริ่งเรไรร่ำร้องจากที่ไกลๆ ฆานประสาทัักลิ่นสดชื่นของไอน้ำที่ลอยอ้อยอิ่งท่ามกลางความมืดมิด
มันต้องใช้เวลาสักครู่กว่าโอวหยางิหลิงจะสามารถผ่อนคลายร่างกายและลมหายใจลงได้ และยามนั้นเองที่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ
"นายท่านขอรับ ข้าน้อยโม่เซิงขอรับ" สุ้มเสียงแหบต่ำที่เอ่ยเจือความกังวลเล็กน้อย บ่งบอกว่าคนที่รอด้านนอกกำลังเป็ห่วงเ้านายของตน
"เข้ามา"
เมื่อได้ยินเสียงเรียกที่แหบพร่ากว่าปกติ โม่เซิง...บุรุษหน้าตาคมดุดันร่างใหญ่สูงเก้าฉื่อ[1]ก็เปิดประตูเข้ามาข้างใน เขาเห็นเงาร่างของชายหนุ่มที่มีไหล่กว้างและอกผึงผายนั่งชันเข่าอยู่หลังม่านเตียงเนื้อบาง เ้าของเงานั้นดูเหมือนจะกำลังจ้องมองมือของตัวเองเงียบๆ ทว่าโม่เซิงไม่รีบร้อนสอบถาม เพียงจุดเทียนบนโต๊ะกลมกลางห้องให้สว่าง เผยภาพห้องพักกลางเก่ากลางใหม่ให้เห็นชัดๆ จากนั้นก็ไปหยิบกาน้ำร้อนจากเตาอุ่นตรงมุมห้องมาชงน้ำชา เสร็จแล้วก็ยกถ้วยชาไปยืนตรงหน้าม่านเตียงนั้น
"เชิญดื่มชาขอรับ" โม่เซิงยื่นถ้วยชาไปทางรอยแยกม่าน ท่าทางอ่อนน้อม
โอวหยางิหลิงเหลือบตามองเล็กน้อย แล้วค่อยสูดลมหายใจลึกๆ พร้อมกำหมัดไล่อาการมือสั่น จนเมื่ออารมณ์ที่พลุ่งพล่านสงบลงแล้ว เขาค่อยยื่นมือออกไปรับน้ำชามาดื่มดับกระหาย โดยมีโม่เซิงคอยมองอยู่
"นายท่าน ท่านฝันอีกแล้วหรือขอรับ" ในที่สุดองครักษ์ร่างใหญ่ก็เอ่ยถามหลังเห็นเ้านายดื่มชาถ้วยแรกเสร็จ มือก็รีบเติมน้ำชาให้ทันทีที่อีกฝ่ายยื่นถ้วยชาออกมาเติม
"อืม" โอวหยางิหลิงส่งเสียงตอบเบาๆ พลางดื่มชาอีกถ้วยช้าๆ
"สองปีแล้วนะขอรับ"
โม่เซิงมีท่าทีกระสับกระส่ายเล็กน้อย เขาอยากแนะนำให้นายท่านเชิญแพทย์หลวงที่เชี่ยวชาญด้านจิตใจมาให้คำแนะนำอีกสักครั้ง จะได้ไม่ต้องฝันและเผลอละเมอเรียกหาชื่อบุตรีบ้านอื่นออกมาอีก พวกเขาองครักษ์ได้ยินบ่อยจนชินแล้วก็แล้วไปเถิด แต่ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าคงเอาไปลือกันสนุกปากเป็แน่ ยิ่งยามนี้พวกเขาพำนักในโรงเตี๊ยมนอกเมืองหลวง ถ้ามิใช่เพราะเหมาห้องพักทั้งชั้นเพื่อป้องกันปัญหานี้ไว้ล่วงหน้า บางทีแขกท่านอื่นอาจจะได้ยินกันทั้งชั้นก็เป็ได้ ถึงเวลานั้นไม่รู้จะเกิดข่าวลืออันใดบ้าง
"อืม..."
เ้าของความกังวลภายในใจโม่เซิงกลับส่งเสียงออกมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว มือได้รูปที่มีแต่รอยหยาบกร้านหมุนถ้วยชาใบเล็กๆ ที่ถืออยู่ไปมา ั์ตาสีดำขลับจ้องมองของเหลวภายในนั้นด้วยแววเหม่อลอย
สองปีแล้ว...เวลาผ่านมาสองปีแล้วจริงๆ นับจากวันที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับความฝัน...ความทรงจำอันโหดร้ายที่เฝ้าหลอกหลอนเขาเกือบทุกวันคืน มันเป็ความทรงจำจากอดีตชาติของเขาเอง!
โอวหยางิหลิงยังคงจดจำได้รายละเอียดชีวิตได้เกือบทุกอย่าง เขาเป็ทายาทหนึ่งเดียวของตระกูลโอวหยาง ตระกูลของแม่ทัพที่มีความชอบใหญ่หลวงมาแล้วหลายรุ่น
เริ่มจากต้นตระกูลของเขา 'โอวหยางซางหยวน' เคยติดตามปฐมกษัตริย์ปลดแอกประชาชนจากการปกครองอันโหดร้ายของอดีตราชวงศ์จนสามารถก่อตั้งแคว้นิเซี่ยได้สำเร็จ เขาเป็แม่ทัพผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อนายเหนือหัวอย่างยิ่ง ความสามารถก็เป็ที่โจษขานทั้งแผ่นดิน ปฐมจักรพรรดิซาบซึ้งพระทัยยิ่ง พระองค์จึงแต่งตั้งจอมทัพพิทักษ์แผ่นดิน พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็ 'เฉิงกั๋วกง[2]' โดยตำแหน่งตกทอดแก่ลูกหลานโดยไม่ต้องลดขั้นไปจนตราบสิ้นแผ่นดิน ทั้งยังพระราชทานพระธิดาองค์ใหญ่ให้เป็ภรรยาของเขาอีกด้วย
หลังจากนั้นตระกูลโอวหยางทำงานเพื่อแผ่นดินมาตลอด ลูกหลานบุรุษทุกคนมีความสามารถโดดเด่นเป็ที่ยอมรับ อีกทั้งสกุลของเขายังมีโอกาสได้สมรสกับองค์หญิงและเชื้อพระวงศ์หญิงอีกถึงสองคนด้วยกัน
ในบรรดาลูกหลานเ่าั้คนที่โดดเด่นที่สุดก็คือ 'โอวหยางจิ้งสือ' ท่านปู่ของโอวหยางิหลิง ท่านรับตำแหน่งเป็ถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ควบคุมกองทัพนับแสนของต้าิเซี่ย อีกทั้งยังยืนโรงค้ำบัลลังก์ให้จักรพรรดิถึงสองรัชสมัย ยังมีบิดาของเขา 'โอวหยางเหอเซี่ย' แม่ทัพใหญ่ฝ่ายตะวันตกผู้สามารถทำลายเผ่าจิ้งหลีที่บังอาจยกทัพมาโจมตีต้าิเซี่ยได้อย่างราบคาบ แม้ชัยชนะครั้งนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตของเขาเองก็ตาม
เกียรติยศ ชื่อเสียง อำนาจ และทรัพย์สินศฤงคารที่ได้รับมีมากมายเสียจนขอเพียงไม่ก่อเหตุร้ายแรงอันใด ตระกูลโอวหยางก็ไม่มีทางล่มสลายโดยง่ายอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่พอมาถึงรุ่นของโอวหยางิหลิง ชายหนุ่มกลับไม่ใช่ลูกหลานที่ดีนัก สาเหตุอาจเป็เพราะเขาเป็บุตรชายคนเดียวของสายหลัก อีกทั้งยังสูญเสียบิดามารดาไปั้แ่ยังไม่รู้ความ ท่านย่าผู้เป็ญาติเพียงคนเดียวจึงเลี้ยงดูเขาอย่างตามใจ แม้เขาจะได้รับการศึกษาที่ดี ทว่ากลับขาดการอบรมอันเข้มงวด เขาจึงเป็คนนิสัยเอาแต่ใจ ชอบเที่ยวสำมะเลเทเมากับสหายเลวกลุ่มใหญ่ั้แ่เด็ก หากมิใช่เพราะมีบุญเก่าที่บรรพบุรุษสร้างไว้ก่อนหน้า เขาคงไม่อาจรักษาไว้ได้แม้กระทั่งตำแหน่งราชองครักษ์สังกัดกองทัพหลิงอวิ๋น ซึ่งเป็ตำแหน่งลอยที่จักรพรรดิซิ่งเหวินพระราชทานให้เพราะเห็นแก่หน้าบรรพบุรุษของเขา
เลวเท่านั้นเหมือนจะไม่พอ นรกยังบันดาลให้เขาเป็คนหูเบา หลงเชื่อความปากหวานของโอวหยางลู่เหวย ญาติผู้น้องจากบ้านลูกชายคนรองของท่านปู่จนยอมเก็บไว้ช่วยงานข้างตัว โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่ามันเป็อสรพิษเลี้ยงไม่เชื่อง เหนืออื่นใด...เขายังหน้ามืดตามัวไปหลงรักหญิงชั่วเช่นจางอวี๋ซิน หลานสาวห่างๆ ของท่านย่าอย่างหัวปักหัวปำ
โอวหยางิหลิงในเวลานั้นหลงใหลนางจนยอมเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น เห็นนางเป็ดอกฟ้าควรค่าแก่การเฝ้าถนอม นางบอกอะไรก็เชื่อไปเสียหมด ไม่เคยไตร่ตรองเลยสักครั้งว่าถูกต้องมากน้อยแค่ไหน เขาทุ่มเทให้กับนางทุกอย่าง รักนาง ให้เกียรตินาง ยกย่องเชิดชูนางจนละเลยภรรยาเอกที่ได้รับพระราชทานสมรสเข้ามาอย่างถูกต้อง ทำเสมือนนางผู้มีฐานะเพียงภรรยารองเป็ภรรยาเอกของเขา ส่วนสตรีอีกคนเป็แค่ไม้ประดับที่มีหน้าที่ทำให้ภาพลักษณ์เขาดูดีขึ้นและเขี่ยนางทิ้งไปหลังท่านย่าเสียชีวิตจากไป
และเพื่อจางอวี๋ซิน...เขาถึงกับยอมสวมเกราะรบลงสู่สมรภูมิหมายแย่งชิงบัลลังก์มาให้องค์ชายหก เนื่องจากจักรพรรดิซิ่งเหวินทรงประสบอุบัติเหตุตกจากหลังม้าสิ้นพระชนม์โดยมิทันได้แต่งตั้งรัชทายาท เขาทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับการหย่าร้างกับภรรยาหลวง หวังตบแต่งนางเป็ภรรยาเอกอย่างถูกต้อง...หวังแม้แต่จะขอพระราชทานยศฮูหยินขั้นหนึ่งเพื่อเป็เกียรติแก่มารดาของบุตรในอนาคตของเขาด้วย
สุดท้ายก็เพื่อนาง...เขาถึงยอมชิงบัลลังก์มาเป็ของตนเสียเอง เมื่อจู่ๆ องค์ชายหกที่เดิมทีก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วสิ้นลมกะทันหันหลังครองราชย์ได้เพียงสิบกว่าวัน คาดหวังเพียงว่าจะมอบตำแหน่งจักรพรรดินีแก่นางให้สมกับที่เคียงข้างเขา คอยช่วยปกป้องและดูแลเขาในยามาเ็ ตลอดจนให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตรีให้เขา
เวลานั้นโอวหยางิหลิงปักใจว่าจางอวี๋ซินคือ สตรีที่ดีที่สุดในชีวิต นางอาจมิได้งดงามที่สุด แต่ก็อ่อนหวาน รู้จักเอาอกเอาใจ แม้ต้องเผชิญกับการขัดขวางของพวกขุนนาง เนื่องจากชาติกำเนิดอันต่ำต้อยของนางเอง เขาก็ยังวางแผนถ่วงเวลาด้วยการดึงบุตรีของขุนนางบางคนเข้ามาคานอำนาจ ยอมเป็โล่กันภัยร้ายให้กับนางอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ยอมแมัแต่แบกชื่อเสียงย่ำแย่ เพราะสังหารสนมชั้นเฟยนางหนึ่งฐานทำให้บุตรสาวที่เกิดกับนางตายอย่างน่าสงสาร ชายหนุ่มตั้งใจทำทุกอย่างอย่างรอบคอบเพื่อส่งนางสู่ตำแหน่งมารดาแผ่นดินให้ได้
ทว่า...สุดท้ายทุกสิ่งกลับกลายเป็เพียงความว่างเปล่า สองปีหลังจากครองราชย์ หกเดือนก่อนเขาจะตาย...จางอวี๋ซินได้ร่วมมือกับโอวหยางลู่เหวยวางแผนชั่วใส่ม้าของเขา ทำให้มันเกิดคลุ้มคลั่งในระหว่างที่กำลังล่าสัตว์ ชายหนุ่มโดนเหวี่ยงจากหลังของมันไปกระแทกกับต้นไม้โดยแรง ไม่เพียงแค่นั้นดินบนูเาซึ่งอุ้มน้ำจนชุ่มหลังฝนตกอย่างหนักถึงสองวันสองคืนยังถล่มลงมาทับกลุ่มของเขา ถึงเขาจะรอดชีวิตจากกองดินได้ ทว่าก็กลายเป็จักรพรรดิพิการไปเสียแล้ว
ในเวลานั้นโอวหยางิหลิงไม่เพียงสูญเสียการเคลื่อนไหว่ล่างไป ยังสูญเสียองครักษ์และทหารฝีมือดีไปกับเหตุการณ์ดินถล่ม จากนั้นไม่นาน...จางอวี๋ซินก็เปิดเผยธาตุแท้กับเขา ทำให้ได้รู้เื่ราวที่น่าใที่สุดในชีวิต
จางอวี๋ซินลอบคบชู้สู่ชายกับโอวหยางลู่เหวยมาลับหลังเขามานานหลายปีแล้ว หญิงโฉดชายชั่วทั้งสองคนวางแผนทำร้ายเขาในครั้งนี้ ทางหนึ่งก็เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ไปครองเสียเอง อีกทางหนึ่งก็เพื่อปกปิดเื่การตั้งครรภ์ของนางหญิงชั่ว เพราะพวกมันดันสืบรู้ว่าโอวหยางิหลิงาเ็จากการทำาจนมิอาจมอบทายาทให้แก่สนมนางใดได้อีก ถ้าหากเื่การตั้งท้องมารหัวขนของจางอวี๋ซินแดงขึ้นมา สุดท้ายมิพ้นหัวจะหลุดจากบ่าด้วยกันทั้งคู่
พวกมันเล่นละครตบตาเขา แสร้งว่าเป็พี่น้องร่วมเป็ร่วมตาย เป็ภรรยาผู้อ่อนหวานเห็นสามีเป็ผืนฟ้า หลอกลวงว่าบุตรีที่เกิดมาเป็ผลผลิตจากความรักที่เขาและนางมีร่วมกัน
ใช่...บุตรสาวที่โอวหยางคิดว่าเป็ผลผลิตจากความรักอันบริสุทธิ์ระหว่างเขากับจางอวี๋ซิน ผู้ซึ่งต้องตายอนาถจากน้ำมือของสนมชั้นเฟยคนนั้น แท้จริงแล้วก็เป็มารหัวขนเช่นกัน ที่สำคัญยังเป็ตัวหมากที่มารดากับชายชู้ตั้งใจกำจัดทิ้ง เพื่อหลอกใช้ความเสียใจของเขาในการกำจัดศัตรูอย่างไม่ละอายแก่ใจ จวบจนวันนี้เขายังจดจำคำพูดของหญิงชั่วชายโฉดคู่นั้นตอนพบกันในคืนสุดท้ายได้ดี
------------------
'ท่านมันโง่! โดนหลอกแล้วหลอกเล่า ยังไม่รู้ตัว' นางยิ้มเยาะหยันให้เขาก่อนเหลียวไปส่งสายตาหวานเชื่อมกับบุรุษใบหน้าคมคายข้างกาย อีกฝ่ายก็ก้มลงจูบพร้อมลูบครรภ์โตของนางอย่างถนอม ภาพนั้นบาดตาเสียจนเขาคว้าถ้วยยาใกล้มือปาใส่ โอวหยางลู่เหวยรีบประคองหญิงงามถอยไปทันที
'ท่านอย่าโมโหสิ พี่ชาย หากมิใช่เพราะท่านผิดต่อนางก่อน ข้าจะทำเช่นนี้หรือ' ชายชั่วยิ้มเย้ยและยิ่งแสดงความรักกับสตรีในอ้อมแขนอ่อนหวานยิ่งขึ้น ทำจนพอใจแล้วจึงพูดต่อ 'ท่านแต่งนางเป็ภรรยาแล้ว กลับไม่เคยทำให้นางมีความสุขเลย ท่านใจร้ายต่อนางได้อย่างไร'
'ไม่...ข้าไม่เคย...'
'ไม่เคยทำผิดต่อข้าหรือ! ท่านอย่าโกหกหน่อยเลย!' จางอวี๋ซินตวาดแทรกสีหน้าดุร้าย 'นอกจากสองปีแรกแล้ว เวลาที่เหลือท่านเคยอยู่กับข้าหรือไม่ หากไม่รบทัพจับศึก ก็าเ็จนทำให้ข้าต้องลำบาก ท่านสัญญาว่าจะมอบตำแหน่งภรรยาเอกให้ข้า แล้วดูสิว่าท่านทำได้หรือไม่ จนเป็จักรพรรดิแล้ว ท่านยังมิอาจเอาตำแหน่งจักรพรรดินีมาให้ข้าได้เลย!'
โอวหยางิหลิงหน้าตาบิดเบี้ยว 'มิใช่เพราะข้าพยายามทำเพื่อเ้าหรอกหรือ ข้าเข้าฝ่ายองค์ชายหกเพื่อให้เขาออกราชโองการให้หย่ากับภรรยาเอก เพื่อจะยกเ้าขึ้นมามิใช่หรือ ใครจะรู้เล่าว่าเขาจะตายก่อน ตำแหน่งจักรพรรดิก็เพราะไม่เหลือใคร และเป็พวกเ้ามิใช่หรือที่บอกว่าข้ามีสายเืของราชวงศ์ เหมาะสมจะเป็จักรพรรดิที่สุด ข้าวางแผนมากมายเตรียมยกเ้าเป็จักรพรรดินี ขอเพียงรออีกสองปีเท่านั้น แต่เ้ากลับ...'
จางอวี๋ซินก้มมองตามสายตาแค้นจัดไปยังครรภ์ของตนเอง 'ถูกต้อง ข้ามิอาจรอได้อีกแล้ว และข้าก็ไม่เชื่อท่านอีกต่อไป ท่านบอกว่ารออีกสองปี แล้วถ้าจากนี้อีกสองปีท่านให้ข้ามิได้เล่า ข้ามิต้องรอจนแก่หรือ! ข้าอดทนมามากแล้ว ห้าปีกับการเป็ภรรยารอง สองปีกับการก็เป็สนม เวลานี้ข้าสมควรจะเป็หนึ่งเสียที!'
กล่าวจบนางก็เผยรอยยิ้มบางพลางแสดงกิริยาอ่อนหวานอย่างที่สามีชอบ เพียงแต่คนที่นางกระทำด้วยนั้นกลับเป็ชายชู้ที่ตระกองกอดนางอยู่
'ต้องขอบคุณพี่ลู่เหวยจริงๆ ข้าคิดอยู่แล้วเชียว นอกจากท่านแล้วก็ไม่มีใครทำให้ข้าสมหวังได้เลย มิเสียแรงที่ข้ารักท่านมาหลายปี มีเพียงท่านที่รักข้า อ่อนโยนกับข้า ให้ความอบอุ่นกับข้า และยังทำให้ข้าสมหวังอีกด้วย'
'มิใช่หรอก เพราะเ้าด้วยต่างหาก หากเ้าไม่อดทนอยู่กับเขา คอยสืบข่าวให้ข้า ข้าจะจัดการเขาได้อย่างไร ต่อแต่นี้ไป เ้าไม่ต้องอดทนกล้ำกลืนของเสียอีกแล้ว' โอวหยางลู่เหวยให้สัญญาพร้อมจับปอยผมนางไปทัดข้างหู
ส่วนโอวหยางิหลิงที่นอนพิการบนเตียง เขาได้ยินแล้วก็กระอักเืออกมาคำหนึ่ง จางอวี๋ซินเห็นแบบนั้นก็ใรีบเข้ามาดูใกล้ๆ
'ท่านอย่าโกรธเคืองสิ เช่นนี้พิษสลายกระดูกที่ดื่มเข้าไปจะออกฤทธิ์รุนแรงไปนะ'
โอวหยางิหลิงถลึงตาใส่อย่างดุร้าย ยามนี้เขาไม่แปลกใจแล้วว่านางจะพูดอะไร หรือทำอะไรกับเขาอีก หัวใจของเขาแตกสลายจนไม่เหลือชิ้นดี สิ่งที่อัดแน่นในอกตอนนี้มีแต่ความโกรธแค้นและความสงสัย
'เมื่อไหร่...เ้าสองคน...ั้แ่เมื่อไหร่!' เสียงทุ้มต่ำเค้นออกมาอย่างลำบาก ในอกร้อนผ่าวขึ้นมาถึงลำคอ รสเืซ่านไปทั่ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขากระอักเืออกมาอีก
จางอวี๋ซินหัวเราะคิกคัก แววตาของนางราวกับกำลังมองลาโง่ตัวหนึ่ง 'ข้าบอกท่านแล้วว่าสองปีหลังแต่งงานกับท่าน' น้ำเสียงใสเจือรอยขบขัน 'ต้องขอบคุณท่านที่ไปรบนานๆ และาเ็บ่อยๆ ทำให้ข้าได้มีโอกาสเสพสุขเต็มที่ ถึงมีตก้างขว้างคอบ้าง แต่ก็จัดการมิยากนัก'
จักรพรรดิพิการกระอักเืออกมาอีกคำ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้กล่าวอะไรต่อไป โอวหยางลู่เหวยก็เดินไปหยิบโต๊ะตัวเตี้ยมาตั้งข้างกายของเขา จัดเรียงเครื่องเขียนและฝนหมึกไว้พร้อมสรรพ สัญชาตญาณในใจโอวหยางิหลิงแจ้งเตือนอันตราย เขาพยายามกระถดตัวถอยหนี ว่ายาพิษในร่างกลับทำให้เขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก สุดท้ายเหนื่อยเปล่าและได้แต่มองจางอวี๋ซินหยิบม้วนราชโองการมากางบนโต๊ะ ขณะโอวหยางลู่เหวยพยุงตัวที่อ่อนเปลี้ยขึ้นมา เอายัดพู่กันใส่มือแล้วกุมบังคับให้เขาเขียนข้อความลงไป
'หยุด...พวกเ้าจะทำแบบนี้ไม่ได้' โอวหยางิหลิงตวาดลั่นพลางขืนมือ แต่มีหาหรือที่เขาจะสู้แรงของชายฉกรรจ์อย่างญาติผู้น้องคนนี้ได้
'เหตุใดจะมิได้ ข้าเก็บท่านไว้จนวันนี้ก็เพื่อการนี้!' จางอวี๋ซินตบหน้าเขา ขณะที่โอวหยางลู่เหวยยังคงจับมือเขาเขียนราชโองการต่อไป 'ในเมื่อข้าเคยทำให้ท่านแต่งตั้งพี่ลู่เหวยเป็ผู้สำเร็จราชการแทนได้ ข้าก็ทำให้ท่านแต่งตั้งเขาเป็ จักรพรรดิคนต่อไปได้ เสร็จแล้วท่านก็จงอยู่ที่นี่ รอเวลาตายไปเถอะ!'
มือของนางสะบัดอีกครั้งก็ประทับรอยมือไว้บนแก้มอีกข้างของเขาอย่างง่ายดาย ก่อนมือข้างนั้นจะจับคางคมบังคับให้หันกลับไปมองใบหน้าอ่อนหวานที่เขาเคยรักมากที่สุด
'ระหว่างนั้นท่านก็อย่าลืมภาวนาให้ชาติหน้าเกิดมาฉลาดกว่านี้ จะได้ไม่โดนใครหลอกอีกอย่างไรเล่า หึๆ '
โอวหยางิหลิงแผดเสียงคำรามอย่างสุดจะทน เขาสะบัดตัวหมายจะกระโจนไปกัดคออีกฝ่ายให้หายแค้น ทว่าไอ้คนสารเลวกลับชกเข้าที่ท้องเขาจนจุกตัวงอเลย เปิดโอกาสให้มันเขียนข้อความแต่งตั้งจักรพรรดิองค์ต่อไปอย่างราบรื่น
เมื่อหญิงโฉดชายชั่วคู่นั้นได้ทุกอย่างที่้าแล้วก็สะบัดแขนเสื้อจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ ทิ้งเขาไว้ในตำหนักเว่ยหยางที่ร้างผู้คนเพราะขันทีเหลือขอข้างกายกลายเป็พวกมันไปหมดจนสุดท้ายก็ตายในกองเพลิงอย่างอนาถ
พร้อมกับผู้หญิงอีกคน...
________________________________________
[1] ฉื่อ เป็หน่วยวัดความสูงของจีน 1 ฉื่อเท่ากับ 10 นิ้ว (โดยประมาณ)
[2] บรรดาศักดิ์ของเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนางระดับสูงในยุคจีนโบราณแบ่งออกเป็ 5 ระดับชั้นคือ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน โดยระดับกั๋วกงเป็ลำดับสูงสุดของบรรดาศักดิ์กง
________________________________________
สนทนาท้ายตอน
พั่งพั่ง - เสียเวลาเท้าความนิดหนึ่งนะคะ