ข้าง ๆ อำเภอเฟิ่งหยางคืออำเภอหวยหย่วนและอำเภอติ้งหย่วนที่ขนาบซ้ายขวา ส่วนที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อยคืออำเภอฉางเฟิง
โจวชิงผู้นี้ เป็บุตรหลานจากตระกูลผู้มั่งคั่งในอำเภอหวยหย่วน การค้าใบชาของตระกูลโจวแผ่ขยายไปทั่วอำเภอหวยหย่วน อำเภอติ้งหย่วน และอำเภอฉางเฟิง
เรียกได้ว่าเงินทองไหลมาเทมา
"จริงด้วย ของที่ข้า้า เ้าเอามาให้ครบแล้วใช่หรือไม่" จ้าวสิงเอ่ยถามโจวชิง
โจวชิงรีบส่งกล่องที่ประณีตงดงามใบหนึ่งให้ถึงมือของจ้าวสิง "นี่คือประวัติส่วนตัวของข้า และตั๋วเงินแปดหมื่นตำลึงขอรับ"
จ้าวสิงเปิดกล่องออกโดยไม่มีท่าทีปิดบัง แล้วเริ่มนับเงิน เมื่อเห็นว่าจำนวนเงินไม่มีปัญหา เขาก็ยื่นมือไปตบไหล่โจวชิงด้วยความพึงพอใจแล้วกล่าวว่า "เ้าสบายใจได้เลย กลับบ้านไปรอฟังข่าวจากข้าก็พอ"
ใบหน้าของโจวชิงปรากฏสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที เขารีบประสานมือขอบคุณจ้าวสิง ในขณะเดียวกันก็มีตั๋วเงินใบหนึ่งเลื่อนออกมาจากแขนเสื้ออย่างแเี และสอดเข้าไปในแขนเสื้อของจ้าวสิงได้อย่างประจวบเหมาะพอดี
"ใต้เท้าจ้าวลำบากแล้ว วันหน้าคงต้องขอคำชี้แนะจากท่านให้มากขอรับ"
"ลาก่อน!"
เมื่อเห็นการกระทำนี้ จูหยวนจางก็โกรธจนไฟลุกท่วม โทสะอันมหาศาลทำให้เขาอยากจะฆ่าจ้าวสิงเสียเดี๋ยวนี้!
หากไม่ใช่เพราะข้างกายไม่มีดาบและกระบี่ เกรงว่าตอนนี้หัวของจ้าวสิงคงกลิ้งลงพื้นไปแล้ว
เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูไม่ได้ของจูหยวนจาง จ้าวสิงก็รู้สึกแปลกใจ "เป็อะไรไป พี่จู ดูจากสีหน้าท่านแล้ว หรือว่าจะเป็ท้องผูก? ห้องน้ำเดินไปทางนี้ อยู่ทางขวามือ หากหาไม่เจอ ก็เรียกคุนจื่อให้นำทางไปขอรับ"
แม้ก่อนหน้านี้หม่าฮองเฮาจะมีความรู้สึกที่ดีต่อจ้าวสิงและถึงขั้นเคยช่วยพูดให้ต่อหน้าจูหยวนจาง แต่ในตอนนี้ สีหน้าของหม่าฮองเฮาก็ดูไม่ค่อยดีนัก
นางมองไปที่จ้าวสิงด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด หากเด็กคนนี้ทำการซื้อขายตำแหน่งขุนนางจริง ๆ ในโลกนี้คงไม่มีใครคุ้มครองเขาได้!
"มา ๆ พี่จู หากท่านเขินอาย ไม่ไหวจริง ๆ ข้าจะนำทางท่านไปเองขอรับ"
จูหยวนจางสะบัดแขนของจ้าวสิงออกทันที "เ้าอย่ามาแตะต้องข้า!"
"เฮ้! ท่านเขินจริงหรือนี่? อารมณ์ร้ายไม่เบาเลยนะขอรับ" จ้าวสิงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
จูหยวนจางมองดูท่าทางที่ยังคงมึนงงและไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองผิดตรงไหนของเขา แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ "เ้ารู้หรือไม่ว่า การกระทำของเ้าเมื่อครู่ คือการขายตำแหน่งขุนนาง?"
จ้าวสิงพยักหน้า "ข้ารู้ขอรับ ชัดเจนขนาดนี้ ท่านดูไม่ออกหรือ?"
ขณะที่พูดอยู่นั้น เขายังสะบัดตั๋วเงินในมือไปมา
เมื่อเห็นท่าทางที่ทำเหมือนเป็เื่ปกติของจ้าวสิง ร่างกายของจูหยวนจางก็สั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
หลิวป๋อเวินที่อยู่ด้านข้างยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ในใจรู้สึกโชคดีอย่างยิ่งที่วันนี้รัชทายาทไม่ได้มาด้วย มิเช่นนั้นหากรัชทายาทเห็นโทสะของฝ่าา เกรงว่าจะต้องใจนหน้าซีดแน่
เป็เพราะเ้าเด็กจ้าวสิงผู้นี้ใจกล้าเกินไปแล้ว! ใครจะกล้าเปรียบกับเขากัน?
ในขณะที่จูหยวนจางกำลังจะเปิดเผยฐานะของตนเพื่อปะาจ้าวสิง ณ ที่แห่งนั้น หม่าฮองเฮาก็เอ่ยถามขึ้นมา
"จ้าวสิง เ้าเป็เพียงแค่นายอำเภอคนหนึ่ง จะสามารถตัดสินตัวบุคคลที่จะมาเป็นายอำเภอของอำเภอหวยหย่วนได้อย่างไร? ต้องรู้ก่อนว่าอำเภอหวยหย่วนนั้นไม่ใช่ที่เล็ก ๆ เลยนะ"
คำถามของหม่าฮองเฮาช่วยเตือนสติจูหยวนจางและหลิวป๋อเวินในทันที ทั้งสองคนจึงมองตามไปที่จ้าวสิง
ใช่แล้ว เขาจ้าวสิงเป็เพียงขุนนางอำเภอตัวเล็ก ๆ จะมีสิทธิ์ตัดสินเื่นี้ได้อย่างไร?
ในใจของจูหยวนจางได้คำตอบทันที จ้าวสิงโลภมากอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด เกรงว่าเื้ัคงจะมีผู้ที่มีอำนาจมากกว่าหนุนหลังอยู่
หรือไม่อย่างนั้น คำพูดของจ้าวสิงเมื่อครู่ก็เป็เื่โกหก เถ้าแก่โจวผู้นั้นถูกจ้าวสิงหลอกเอาเงินแปดหมื่นตำลึงไปเปล่า ๆ
จ้าวสิงไม่ได้ใส่ใจเื่นี้เลย กลับยิ้มแล้วกล่าวว่า "เหล่าจู ท่านดูสิ ฮูหยินของท่านฉลาดกว่าจริง ๆ "
ขณะที่พูดจ้าวสิงก็นั่งไขว่ห้าง ยื่นมือขวาชี้ขึ้นไปบนฟ้า "เื่นี้ลำพังข้าคนเดียวทำไม่ได้แน่นอน แต่ข้ามีคนหนุนหลังขอรับ"
"ข้าอยู่ในอำเภอเฟิ่งหยางมาหลายปี จ่ายเงินไปตั้งมากมาย เลี้ยงดูคนจนอ้วนท้วนตั้งหลายคน ให้พวกเขาช่วยทำธุระให้ข้านิดหน่อย จะเป็เื่ยากได้อย่างไร?"
ตอนที่พูดประโยคนี้จ้าวสิงมีท่าทางโอหังและลำพองใจ แต่สีหน้าของจูหยวนจางกลับยิ่งมืดมนลง
ดี ดี ดี เดิมทีคิดว่ามีเพียงจ้าวสิงคนเดียวที่โลภ แต่ไม่นึกเลยว่าฉูโจวแห่งนี้จะเน่าเฟะไปถึงรากเหง้า
จูหยวนจางโกรธจนลุกขึ้นยืนพรวด แล้วถีบม้านั่งหินใต้เท้าจนล้มคว่ำ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมและเ็าลงอย่างยิ่ง
การเป็สามีภรรยากันมาหลายปี ทำให้หม่าฮองเฮาเข้าใจความคิดของเขาได้ในทันที ว่าครั้งนี้จูหยวนจางเกิดจิตสังหารขึ้นมาจริง ๆ
หากตอนนี้จ้าวสิงไม่สามารถรักษาชีวิตตนเองไว้ได้ทันเวลา นายอำเภอของอำเภอเฟิ่งหยางผู้นี้ คงต้องเปลี่ยนคนในเร็ว ๆ นี้
แต่จ้าวสิงกลับไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย "ข้ารู้ว่าท่านรีบ แต่ท่านอย่าเพิ่งรีบเลยขอรับ"
ในตอนนี้จูหยวนจางเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน จะยอมให้เขาอธิบายได้อย่างไร? "เ้าไม่กลัวฝ่าาองค์ปัจจุบันสั่งตัดหัวเ้าหรือ?"
จ้าวสิงยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "ใครบ้างไม่กลัวตาย? ข้าไม่ใช่นาจาที่มีสามหัวหกแขน ตัดหัวหนึ่งหัวแล้วยังมีอีกสองหัว"
"แต่เื่ที่ข้าทำนี้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ใครก็หาข้อผิดพลาดของข้าไม่ได้แม้แต่นิดเดียวขอรับ"
"หึ" จูหยวนจางแค่นหัวเราะ
"ั้แ่เมื่อไหร่ที่การซื้อขายตำแหน่งขุนนางกลายเป็เื่ที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ? ข้าจำไม่ได้ว่าในกฎหมายต้าิมีข้อนี้อยู่ด้วย"
จ้าวสิงกลอกตาใส่ทันที เขายื่นมือไปหยิบประวัติของโจวชิงมา "ท่านลองดูด้วยตัวเองก็จะเข้าใจขอรับ"
ในประวัตินั้นเขียนไว้ว่า “โจวชิงอายุยี่สิบสองปี บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอหวยหย่วน..."
"มีประสบการณ์การบริหารจัดการกิจการส่วนตัวอย่างโชกโชน รับตำแหน่งผู้จัดการร้านชาเยียนอวี่ั้แ่อายุสิบหกปี ใช้ความสามารถของตนเองเพียงลำพัง ในเวลาเพียงหกปี สามารถพัฒนาและขยายร้านชาจากอำเภอหวยหย่วนไปยังอำเภอติ้งหย่วนและอำเภอฉางเฟิง ช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ และสร้างงานให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นเป็อย่างมาก"
"ใน่หกปีที่ผ่านมา ได้สร้างงานให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้กว่าสองพันคน กระตุ้นการพัฒนาการค้าท้องถิ่น การดึงดูดการลงทุน และดึงดูดผู้มีความสามารถให้เข้ามาในอำเภอหวยหย่วน เพื่อให้ชาวบ้านได้ดื่มชาที่ดีในราคาที่ย่อมเยาขึ้น"
"ปัจจุบันโจวชิงมุ่งมั่นที่จะสร้างอำเภอหวยหย่วนให้เป็อำเภอเฟิ่งหยางแห่งที่สอง และพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อสิ่งนี้ตลอดชีวิต..."
เมื่อเห็นประวัติส่วนตัวฉบับนี้ หม่าฮองเฮาและจูหยวนจางถึงกับชะงัก
พอพลิกอ่านหนังสือเล่มหนาต่อไป ก็พบว่าทั้งหมดคือผลงาน และความสำเร็จที่เป็รูปธรรมที่โจวชิงทำมาตลอดหกปี
ยิ่งกว่านั้น เขายังสนใจในงานการกุศล
ก่อตั้งโรงเรียนประถมความหวัง จัดหาตำแหน่งงานในโรงงานพิเศษสำหรับผู้พิการ และเื่อื่น ๆ อีกมากมายจนนับไม่ถ้วน
หากดูจากประวัติฉบับนี้เพียงอย่างเดียว ในฐานะเถ้าแก่ร้านชา เขาทำได้ดีกว่าขุนนางจำนวนนับไม่ถ้วนเสียอีก
จูหยวนจาง้าสิ่งใด? สิ่งที่เขา้าคือให้ชาวบ้านได้มีชีวิตความเป็อยู่ที่ดี โจวชิงผู้นี้คือคนที่ทำให้ชาวบ้านมีข้าวกินได้อย่างแท้จริง
จูหยวนจางย่อมรู้ดีที่สุดว่าแม้แต่ในเมืองอิ้งเทียน หากชาวบ้านกลายเป็คนพิการ ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีจุดจบที่ดี คนที่ร่างกายสมบูรณ์ยังแทบไม่มีข้าวกิน แล้วนับประสาอะไรกับคนที่แขนขาขาด?
"เหล่าจู หากส่งประวัติฉบับนี้ขึ้นไป การที่เขาเป็นายอำเภอจะถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบหรือไม่ขอรับ?"
จ้าวสิงมองจูหยวนจางด้วยท่าทางยียวนกวนประสาท