“สุดยอดไปเลย!” เสียงโห่ร้องชื่นชมดังกึกก้องมาจากเหล่าอัศวินพิทักษ์ที่ขวัญกำลังใจพุ่งทะยานขึ้นชั่วขณะ
“สมแล้วที่เป็ยอดฝีมือผู้ผ่านการฝึกปรือจากมหาตระกูลเวริทัส!”
ภาพตรงหน้าคือความสำเร็จอันน่าทึ่ง ร่างของอสุรกายไร้ผิวหลายสิบตนถูกคลื่นดาบอัสนีอันเกรี้ยวกราดของดาริซฉีกกระชากจนขาดสะบั้น ซากศพสีแดงฉานกองพะเนินกระจายไปทั่วป่า กลิ่นคาวเืคละคลุ้งตัดกับประกายสายฟ้าที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนพื้นดิน ทว่าท่ามกลางเสียงสรรเสริญนั้น กลับไม่มีใครสังเกตเห็นรอยยิ้มบิดเบี้ยวที่ผุดขึ้นในมุมมืด
ดวงตาคู่หนึ่งฉายประกายวงแหวนสามชั้นหมุนวนราวกับเฟืองจักรที่บ้าคลั่ง... มันคือ ‘เนตรอเวจี’ ที่กำลังจับจ้องเหยื่ออย่างใจเย็น ในมือของชายผู้นั้นถือวัตถุทรงลูกบาศก์สีดำทมิฬที่ชื่อว่า ‘ลูกบาศก์สุญญตา’ อาร์ติแฟกต์ต้นแบบที่มีความสามารถใช้การหยุดการทำงานของอักขระที่กำหนดเอาไว้
พริบตานั้น พลังบิดเบือนจากเนตรอเวจีพุ่งเข้าประสานกับลูกบาศก์สุญญตา คลื่นความถี่สีม่วงเข้มแผ่ซ่านออกไปกระทบแกนกลางม่านพลังของกองอัศวินโดยตรง อักขระสีฟ้าบริสุทธิ์บนโล่และชุดเกราะเริ่มกะพริบถี่รัวราวกับจังหวะชีพจรที่กำลังขาด่ ก่อนจะค่อยๆ มอดดับกลายเป็เพียงรอยสลักที่ไร้ค่า
“เกิดอะไรขึ้น!? ม่านพลังเวทของพวกเรา... มันกำลังสลายไป!” คาเตอร์ร้องะโด้วยความตระหนก เมื่อััได้ว่าอาวุธอักขระในมือไม่ตอบสนองต่อพลังเวทอีกต่อไป
ในจังหวะที่ความสับสนเข้าครอบงำ ความสยดสยองที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น
ซากศพที่ควรจะไร้ลมหายใจของอสุรกายไร้ผิวเริ่มขยับเขยื้อน มัดกล้ามเนื้อสีแดงสดบิดตัวพุ่งเข้าหากันราวกับมีแรงดึงดูดประหลาด เส้นเืและเส้นเอ็นชอนไชประสานเข้าด้วยกันใหม่ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ าแฉกรรจ์สมานตัวไร้ร่องรอยาแ และ ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือพวกมันเริ่มดูดซับโลหิตที่นองอยู่บนพื้นดิน มวลกล้ามเนื้อขยายใหญ่ปูดโปนจนร่างกายดูบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม กระดูกแหลมคมถูกดันทลายออกมาจากิัห่อหุ้มร่างกายไว้ราวกับเกราะกระดูกาอันน่าเกลียด
“บ้าน่า!!... โดนการโจมตีขนาดนั้นเข้าไปแล้วยังไม่ตายเนี่ยนะ” โทแพซและไอริสมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าตึงเครียด ต่อให้พวกเขาจะเป็คนของมหาตระกูลแต่หากรับการโจมตีของชนชั้นราชันเข้าไป ไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางรอดได้ แต่อสุรกายตรงหน้ากลับยังสามารถกลับมายืนได้หน้าตาเฉย
อสุรกายไร้ผิวที่บัดนี้กลายเป็ั์กระหายเืไม่ได้หลบซ่อนอีกต่อไป พวกมันพุ่งเข้าใส่กองอัศวินอย่างไร้รูปแบบ บดขยี้ม่านพลังที่อ่อนแรงลงด้วยพละกำลังมหาศาล อัศวินทุกคนถูกบีบให้ต้องใช้เพียงพลังเวทพื้นฐานและความสามารถของตนเอง เข้าปะทะโดยไร้ซึ่งการสนับสนุนจากอาร์ติแฟกต์
ดาริซเห็นท่าไม่ดี เขาตัดสินใจจะใช้กระบวนท่าที่รุนแรงกว่าเดิมเพื่อยุติศึก แต่ในวินาทีที่เขากำลังรวบรวมอัสนีไว้ที่ดาบคู่ สัญชาตญาณกลับร้องเตือนถึงอันตรายจากเื้ั เขาหันไปมองทันทีและพบกับกรงเล็บหินสีดำขลับของการ์กอยล์ทมิฬที่พุ่งเข้าอย่างรวดเร็ว
“ชิ!” ดาริซเบี่ยงตัวหลบอย่างสุดกำลัง ทว่าคมเล็บนั้นกลับรวดเร็วเกินคาด มันถากผ่านต้นแขนของเขาไปเพียงเล็กน้อยจนเกิดรอยแผลเป็ทางยาว
ดาริซพยายามจะสวนกลับด้วยพลังทั้งหมดที่มี แต่เขากลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่าการ์กอยล์ทมิฬที่เพิ่งรับแรงะเิอัสนีไปเต็มๆ กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ิัของมันดูดซับความร้อนจากสายฟ้าไปจนหมดสิ้น
“ไม่เป็อะไรเลยงั้นเหรอ... พวกแกมันตัวบ้าอะไรกัน!” ในตอนนั้นเองความรู้สึกเ็ปมหาศาลก็เกิดขึ้น เมื่อเขาเหลือบมองาแขนาดเล็กเท่ารอบข่วนของตนเอง กลับพบว่ามันมีควันสีดำปรากฏออกมา ไม่เพียงเท่านั้นรอยสีดำยังค่อยๆ ขยายและกระจายออก กัดกินผิวของเขาอย่างช้าๆ
ความเย็นเยียบที่แสนประหลาดเริ่มแผ่ซ่านมาจากรอยข่วนเล็กน้อยที่ต้นแขน ควันสีดำหม่นเริ่มซึมลึกเข้าสู่กระแสเื มันไม่ได้โจมตีเพียงร่างกาย แต่ดาริซััได้ว่าดวงิญญาของเขากำลังถูกกัดกินจากภายในอย่างช้าๆ พลังเวทสายฟ้าที่เคยพลุ่งพล่านกลับเริ่มติดขัดและมอดดับลง ราวกับว่าเส้นชีพจรเวทในร่างกำลังถูกย้อมด้วยสีดำแห่งความตาย
บัดนี้ ยอดนักรบชนชั้นราชันอย่างดาริซเริ่มตระหนักแล้วว่า รอยแผลเล็กๆ นี้กำลังจะเป็สิ่งที่ทำให้เขาพ่ายแพ้
“กัดกินได้แม้กระทั่งิญญา.. หรือว่า พลังมรณะ” ไม่เพียงนาน เหงื่อก็ไหลไปทั่วใบหน้าของดาริซ เขาพยายามกัดฟันข่มความเ็ปของตนเอง
“เมย์.. รีบช่วยเขา” ไอริสที่เห็นท่าไม่ดีได้สั่งการ ผู้ติดตามชนชั้นราชันของตนเอง
“เ้าค่ะ คุณหนู” เมย์ ชนชั้นราชันผู้ติดตามของไอริส หยิบคทาขนาดเล็กออกมา ชี้ไปยังการ์กอยล์ทมิฬ
“จงกรีดแทงและตัดผ่าน เวทสายลม ตัดวายุ” เสียงร่ายเวทดังออกมาอย่างรวดเร็ว สายลมรอบตัวเมย์ควบแน่นจนกลายเป็ดาบวายุที่พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง แต่ว่าเมื่อดาบวายุที่มีความแหลมคมกลับไม่อาจตัดผ่านชั้นิัของการ์กอยล์ทมิฬได้
“เป็ผิวที่แข็งแกร่งจริงๆ ไม่สิ พลังเวทของข้าสลายไปหลังจากปะทะกับิัของมัน” เมย์มองเห็นดาบวายุที่ควบแน่นด้วยมานาสายลมชั้นสูงแตกกระจายกลายเป็เพียงธาตุอากาศทันทีที่ปะทะกับผิวศิลาของการ์กอยล์ทมิฬ
“โฮ่ก!!!!” การ์กอยล์ทมิฬกู่ร้องดังลั่น พลังมรณะสีดำแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกตามร่างกาย มันพุ่งทะยานเข้าหาเมย์ กรงเล็บมหึมาตวัดวาดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว
“จงพิทักษ์ข้า เวทสายลม กำแพงวายุ” สายลมมากมายรวมตัวอันภายใต้การชักนำพลังเวทของเมย์ กำแพงวายุปรากฏขวางทางการ์กอยล์ทมิฬเอาไว้
“โฮ่ก!!” การ์กอยล์ทมิฬฟาดฟันกรงเล็บเข้าหากำแพงวายุอย่างไม่เกรงกลัว ควันสีดำถูกปล่อมออกมาจากกรงเล็บ มันค่อยๆกัดกินการประสานกันของกำแพงวายุ
“กัดกินพลังเวทวายุได้ เป็ พลังมรณะจริงๆด้วย” เมย์สังเกตการกัดกร่อนพลังของอีกฝ่าย ในจังหวะที่กำแพงวายุกำลังจะโดนทำลายลงนั้นเอง ชนชั้นราชันอีกคนก็เริ่มเคลื่อนไหว
“ถอยออกมา เมย์! ข้าจัดการเอง!” คาเตอร์ ะโก้อง เสียงของนางเต็มไปด้วยอำนาจของชนชั้นราชันขั้นกลางที่แข็งแกร่งที่สุดในสมรภูมินี้
คาเตอร์กระชับไม้คทาหัวค้อนในมือแน่น ดวงตาของนางฉายแววดุดัน พลังมานาธาตุดินมหาศาลพลุ่งพล่านออกมาจากร่างจนพื้นดินใต้เท้าเริ่มปริแตก
“ถ้าผิวมันแข็งนัก.. ก็รองรับเวทบทนี้ดู!”
คาเตอร์ชูคทาขึ้นสูง อักขระธาตุดินโบราณส่องแสงสีน้ำตาลทองเจิดจ้า มานาโดยรอบควบแน่นจนอากาศหน่วงหนัก
“ข้าแต่พยานแห่งพื้นดินา... ผู้อาศัยอยู่ใต้ผืนพสุธาอันเป็นิรันดร์ จงรวบรวมมวลศิลาจากหมื่นขุนเขา ประสานเจตจำนงแห่งรากฐานที่ไม่มีวันสั่นคลอน เพื่อบดขยี้มลทินให้กลับคืนสู่ธุลี สำแดงเดชแห่งมหาปฐี! บดขยี้มลทินให้กลับคืนสู่ธุลี”
วงแหวนเวทชั้นแรกปรากฏขึ้นใต้เท้า แรงดึงดูดรอบตัวเพิ่มขึ้นจนใบไม้ถูกกดติดพื้น วงแหวนเวทชั้นที่สองและสามซ้อนทับกันเหนือหัว กลั่นตัวเป็กลุ่มก้อนพลังงานน้ำตาลเข้ม ไอมานาควบแน่นจนกลายเป็รูปทรงค้อนั์ขนาดมหึมาที่บดบังแสงอาทิตย์จนมืดมิด
"มหาเวทแห่งปฐี ค้อนกัมปนาททลาย์"
เสียงอากาศที่ถูกกดทับจนบิดเบี้ยวเริ่มดังหวีดหวิว ราวกับผืนฟ้ากำลังจะพังทลายลงมา ค้อนั์ปฐีค่อยๆ เคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ แต่แฝงไปด้วยน้ำหนักที่แม้แต่การ์กอยล์ทมิฬยังต้องหยุดชะงักด้วยความหวาดหวั่น
วงแหวนเวทซ้อนทับกันนับสิบชั้นปรากฏขึ้นเหนือหัวของการ์กอยล์ทมิฬ แรงกดดันมหาศาลทำให้ต้นไม้รอบข้างหักโค่น พลังนี้รุนแรงพอที่จะเปลี่ยนการ์กอยล์ทมิฬให้กลายเป็ผุยผงได้ในพริบตา ทว่า... ในจังหวะที่เวทมนตร์กำลังจะสมบูรณ์จนถึงขีดสุดนั่นเอง
ฉึก!
เสียงดาบที่แทงทะลุหน้าอกดังขึ้นอย่างแ่เบา แต่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทุกคน
ดวงตาของคาเตอร์เบิกกว้างด้วยความช็อกสุดขีด เืข้นทะลักออกมาจากปากช้าๆ ความเ็ปที่แหลมคมแทงทะลุจากแผ่นหลังทะลวงผ่านตัดขั้วหัวใจออกมาทางหน้าอก... มันคือคมดาบสั้นที่อาบไปด้วยพลังสีม่วงเข้มของเนตรอเวจี
“หะ...หัวหน้าหน่วยคาเตอร์!” ไอริสกรีดร้องออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
เื้ัของคาเตอร์ คือร่างของ เซเวียร์ ที่บัดนี้ไม่ได้มีท่าทีอ่อนโยนอีกต่อไปใบหน้าภายใต้กรอบแว่นหนาแตะนั้นแย้มยิ้มอย่างอำมหิต ดวงตาเนตรอเวจีหมุนวนอย่างเยือกเย็นขณะที่เขากระซิบที่ข้างหูของหญิงสาวที่กำลังจะสิ้นใจ
“พลังของท่าน... มันเกะกะแผนการของข้านะครับ หัวหน้า”
เซเวียร์บิดคมดาบอย่างโเี้ ส่งผลให้มานาธาตุดินที่คาเตอร์พยายามรวบรวมเกิดการปะทุไหลย้อนกลับ ะเิออกมาจากภายในร่าง แสงสีทองมอดดับลงแทนที่ด้วยเงาทมิฬ คทาหัวค้อนร่วงหล่นลงสู่พื้นดินพร้อมกับร่างของอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทรุดฮวบลงในกองเื
“เซเวียร์!!! แกทำอะไรลงไป!” โทแพซคำรามด้วยโทสะที่ปนไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
บัดนี้ อัศวินที่แข็งแกร่งที่สุดของกองอัศวินพิทักษ์ได้พังทลายลงแล้ว ไม่ใช่ด้วยเงื้อมมือของอสุรกาย แต่ด้วยคมดาบของผู้ที่พวกเขาเรียกว่า "พวกพ้อง"
ท่ามกลางความตึงเครียดที่ถึงขีดสุด มหาเวทที่ควรจะเป็ความหวังสุดท้ายกลับกลายเป็จุดเริ่มต้นของหายนะที่แท้จริง
เสียงคมดาบสั้นของเซเวียร์ที่แทงทะลวงจากแผ่นหลัง ทำให้คำร่ายคำสุดท้ายของคาเตอร์ขาดสะบั้นลงในลำคอ ดวงตาของนางเบิกค้าง แสงสีน้ำตาลเจิดจ้าในดวงตาหม่นแสงลงฉับพลัน พร้อมกับที่การควบคุมมหามานาธาตุดินหลุดลอยไปจากเจตจำนงของนาง
“อะ...อัก! จะ.. เ้าคนทรยศ” คาเตอร์กระอักเืคำโต มหาเวทที่ไร้ผู้บงการเริ่มเกิดอาการ “มานาตีกลับ” อย่างรุนแรง
วงแหวนเวทนับสิบชั้นที่เคยหมุนวนอย่างเป็ระเบียบเหนือหัวของการ์กอยล์ทมิฬพลันบิดเบี้ยวและปริแตก เสียงอากาศฉีกขาดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม ค้อนกัมปนาททลาย์ที่ควบแน่นเป็รูปธรรมกลับกลายเป็ก้อนพลังงานธาตุดินที่ไร้เสถียรภาพ มันไม่ได้ฟาดลงใส่ศัตรู แต่มันะเิออกกระจายไปทุกทิศทาง!
ครืนนนนนนน!! ตู้ม!!!
แรงะเิของมหาเวทที่ล้มเหลวสร้างคลื่นกระแทกมหาศาลปัดเป่าทุกสรรพสิ่งในรัศมีร้อยเมตรให้กระเด็นออกไป ต้นไม้ั์หักโค่นราบเป็หน้ากลอง พื้นดินที่เคยประคองขบวนรบกลับแยกออกเป็หุบเหวลึกราวกับอสุรกายดินกำลังอ้าปากกลืนกิน แสงสีทองหม่นะเิออกเป็ฝุ่นผงศิลาที่แหลมคมดุจใบมีด พุ่งเข้าเชือดเฉือนร่างกายของทั้งอัศวินและอสุรกายอย่างไม่เลือกหน้า
“อ๊ากกกกกก!” เสียงกรีดร้องของเหล่าอัศวินดังระงมท่ามกลางฝุ่นตลบที่บดบังทุกทัศนวิสัย เกราะอักขระที่ไร้พลังปกป้องบุบสลายจนใช้การไม่ได้ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยไอพลังธาตุดินที่บ้าคลั่งซึ่งกำลังพยายามจะ “ฝังกลบ” ทุกชีวิตที่ยังเหลือรอด
ในความโกลาหลนั้น ร่างของคาเตอร์ร่วงหล่นลงสู่ก้นบึ้งของรอยแยกดินที่แตกออก โดยมีเซเวียร์ยืนมองลงมาด้วยสายตาเ็าจากขอบเหวที่มั่นคงเพียงจุดเดียว แต่รอบกายในระยะหนึ่งเมตรของเขากลับไม่ได้รับผลกระทบจากแรงะเิ ราวกับว่าแรงะเิได้หลบออกไป
“มหาเวทที่สวยงาม... เมื่อพังทลายลงก็ดูดีไม่น้อยนะครับ หัวหน้า” เซเวียร์พึมพำขณะที่กลุ่มหมอกหนาเริ่มปกคลุมพื้นที่สังหาร
ท่ามกลางเศษซากและความตายที่โรยตัวลงมา กลิ่นอายของ พลังมรณะ จากการ์กอยล์ทมิฬยิ่งเข้มข้นขึ้นในความมืด รวมถึงร่างกายของอสุรกายไร้ผิวที่ถึงแม้เกราะกระดูกจะโดนแรงะเิจนทำลายลงไปและได้รับาเ็ร้ายแรงแต่ก็สามารถฟื้นฟูกลับมาได้เหมือนเดิม พวกมันเริ่มคืบคลานออกมาจากฝุ่นควันเพื่อปิดบัญชีชีวิตที่เหลืออยู่
ไคม์มองภาพที่เกิดขึ้นด้วยแววตาชอบใจ กองอัศวินที่น่าภาคภูมิใจกลับนอนล้มระเนระนาดอยู่ด้วยพลังของอัศวินด้วยกันเอง
“ถือว่าทำได้ดีมาก เซเวียร์ ไม่สิ…หลังจากนี้ควรกลับมาเรียกว่า 'กริมม์' สินะ” ไคม์มองไปยังร่างของเซเวียร์ อัศวินหนุ่มผู้สวมแว่นตาหนาเตอะ
“ไม่ได้ถูกเรียกด้วยชื่อนี้ซะนานเลย” เซเวียร์ หรือ นามที่แท้จริง กริมม์ ดอมินุส ค่อยๆ ถอดแว่นตาออกมาเผยให้เห็นดวงตาอันแปลกประหลาด เป็ดวงตาที่มีวงแหวนซ้อนกันสามชั้นคล้ายกับเฟืองจักร
มันคือ เนตรอเวจี เนตรที่มีพลังในการบิดเบือนกระแสมานาและเวทของศัตรู เขาก็คือคนที่ทำให้คทาของคาเตอร์ไม่อาจทำงานได้ ย้ายการเคลื่อนมิติมายังจุดสังหาร
“รีบๆ จัดการดีกว่า.. เอาพวกมันมาด้วยหรือไม่” กริมม์ถาม
“เอามาอยู่แล้ว” ไคม์นำลูกแก้วสีโลหิตออกมาสามลูก มองไปยังร่างของทายาทแห่งมหาตระกูล ที่ตอนนี้มีเพียง โทแพซและไอริสที่ยังสามารถยืนอยู่ได้ แม้ว่าจะสภาพภายนอกจะสะบักสะบอมไม่น้อย
“สมกับเป็ตระกูลไดม่อนฮาร์ท เวทเพชรของเ้าป้องกันได้แม้กระทั่งแรงะเิจากมหาเวทของชนชั้นราชันเลยเหรอเนี่ย” ไคม์บอก
“ใช่.. ที่ไหน เป็เพราะเมย์ ที่เป็ชนชั้นราชันเอาตัวบังให้ต่างหาก กายาเพชรถึงป้องกันแรงะเิได้เกือบหมด” กริมม์บอก
“ชิ.. ไอ้พวกสารเลว” โทแพซกล่าว หากว่าเมื่อครู่เมย์ไม่เสียสละตัวเองใช้พลังมาบังร่างของเขาและไอริสไว้ ต่อให้เป็เวทมณีที่มีพลังป้องกันแข็งแกร่งที่สุดก็ไม่อาจป้องกัน กระแสะเิจากมหาเวทที่ใช้ออกโดยชนชั้นราชัน
ออร่าเวทแห่งเพชร หอกทะลวงฟ้า
โทแพซเค้นออร่าเวทสร้างหอกเพชรสิบเล่มออกด้านหลัง พุ่งโจมตีไปยังไคม์และกริมม์
“หึ” กริมม์เค้นเสียงดูถูก เนตรอเวจีหมุนวนพลังออกมา
เนตรอเวจี บิดเบือนกระแสมานา
ดวงตาของกริมม์จ้องมองไปยังกระแสมานาระหว่างตัวเขาและโทแพซ กระแสมานารอบตัวสั่นะเื หอกที่พุ่งมาเกิดการหักเหเพราะกระแสมานาที่ถูกบิดเบือน หอกเพชรทั้งสิบเล่มไม่อาจโจมตีโดนแม้แต่เล่มเดียว
“การโจมตีระยะไกล.. ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” กริมม์ยกยิ้มอย่างเหนือกว่า จ้องมองทายาทแห่งมหาตระกูลที่ไม่อาจทำอะไรได้ หากว่าโทแพซเลือกที่จะต่อสู้ระยะประชิดละก็อย่างน้อยๆ เนตรของเขาก็ไม่อาจบิดเบือนทิศทางได้ง่ายขนาดนี้
“ชิ” โทแพซแม้ว่าอยากจะกระโจนเข้าไปต่อสู้ระยะประชิดกับอีกฝ่าย แต่ว่ารอบๆ ตัวของเขายังมีอสุรกายไร้ผิวที่ค่อยๆ เดินเข้ามาอย่างช้าๆ แม้ดวงตาของอสุรกายไร้ผิวยังจ้องมองไปยังร่างของอัศวินราวกับอาหารอันโอชะ
“จะรออะไรเหล่า อยากกินก็กิน.. เลือกเอาไว้แต่ทายาทของมหาตระกูลก็พอ” กริมม์บอก
ออร่าเวทแห่งเพชร กำแพงแห่งเพชร
โทแพซเค้นพลังที่เหลืออยู่ ทุบไปยังพื้นดินสร้างกำแพงเพชรจากพื้นดินขว้างหน้าระหว่างอสุรกายไร้ผิว และ อัศวินที่หมดสภาพ