บทที่ 2 เด็กดี
“ประธานคะ ตอนนี้บริษัท raw material แจ้งว่ามีปัญหาในการจัดส่ง ติดอยู่ที่ศุลกากรขาออกที่ฝั่งประเทศ J ทาง forwarder ได้พยายามที่จะเข้าจัดการเื่นี้แล้ว คาดว่าน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 วันนี้ในการทำเื่ส่งออกให้ได้ค่ะ” เสียงของเ้าหน้าที่แผนกโลจิสติกอธิบายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนในวันนี้
อย่างไรก็ตามเธอเองก็พอจะรู้ชะตากรรมของตนเองเหมือนกัน สำหรับธุรกิจระดับ 100 ล้าน ตอนนี้กลับต้องหยุดการผลิตมากกว่า 7 วันเป็อย่างต่ำเพื่อรอของแค่ 1 ชิ้น ทั้งหมดติดปัญหาจากระบบการขนส่งที่เลือก port ผิด ถ้าหากว่าติดตามข่าวสารล่วงหน้า ก็สามารถที่จะเลี่ยงการใช้ port A ไปใช้ port B ในการขนส่งแทน แม้จะอ้อมไปหน่อยและมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเดิม 7% แต่มันก็เทียบไม่ได้เลยกับความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้
“แล้วการปรับแผนการผลิตล่ะ” คนเป็ประธานเหมือนไม่อยากฟังคำอธิบายที่เป็การพูดว่าไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว เขาหันไปมองแผนกการผลิตที่กำลังยืนก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น
“ระ เื่นี้ ผะ แผนการผลิต...” เหงื่อไหลซึมตามกรอบหน้า กลายเป็ว่าผู้จัดการแผนกการผลิตก็มีส่วนผิดไม่ต่างกัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ได้รับคำสั่งแล้วว่าให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการรันงานนั้นจะต้องมีวัตถุดิบสำหรับสินค้า C เป็ตัวสำรอง ทว่าเขากลับคำนวณผิดพลาด และทำให้สั่งของไม่ทัน ตอนนี้ของทั้งหมดได้อยู่กับเที่ยวจัดส่งที่ค้างอยู่ที่สนามบินนั่นแล้ว
ปัง!!
แฟ้มเอกสารขนาดใหญ่ทุบลงบนโต๊ะราคาแพง ร่างของเหล่าผู้จัดการสะดุ้งไปตามๆกัน แม้ว่าห้องนี้จะมีอุณหภูมิน้อยกว่า 18 องศา แต่ทุกคนกลับรู้สึกเหมือนกับว่ามันร้อนราวกับอยู่ในขุมนรกชั้น 10 อย่างไรอย่างนั้น
“อ๊ะ” เสียงเล็กๆที่สะดุ้งไปกับพลังทำลายล้างนั่นดังขึ้นมา ในห้องที่เงียบสงัด ทำให้เสียงอุทานเบาๆนั้นดังขึ้นไปทั่วห้องอย่างช่วยไม่ได้
เหล่าผู้จัดการรวมไปถึงประธานบริษัทที่กำลังเคร่งเครียด สายตาของพวกเขาก็พลันไปอยู่ในร่างเล็กๆที่กำลังนอนเกลือกกลิ้งบนโซฟา ขาขาวที่โผล่ออกมาจากกางเกงขา 3 ส่วนนั้นเด่นชัดเป็พิเศษเมื่ออยู่บนโซฟาสีน้ำตาล คนกำลังนอนเล่นโน้ตบุคสีเทาแต่กลับสะดุ้งใเพราะเสียงทุบโต๊ะของคนเป็พี่ ทำให้เขาเกือบจะโยนโน้ตบุคทิ้งอยู่แล้ว ดังนั้นท่าทางตอนนี้จึงดูตลกเป็อย่างมาก
“เอ่อ ขอโทษครับ ต่อกันได้เลย พอดีผมในิดหน่อย” ปลายฝนยกมือขอโทษขอโพยทุกๆคน มองไปยังพี่ชายก่อนจะหัวเราะออกมาแห้งๆ
ต้นหนาวมองดูเด็กน้อยที่เหมือนจะใกับการกระทำของตนเอง เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ๆ อารมณ์ขุ่มมัวที่พนักงานไม่ทำตามแผนที่วางไว้ก็ค่อยๆหายไปด้วย เขาลุกขึ้นก่อนจะเดินผ่านเหล่าผู้จัดการทั้งหลายมาที่เด็กน้อยซึ่งกำลังเก็บข้าวของของตนเองเพื่อที่จะได้ลุกขึ้นไปหาที่นั่งใหม่ คาดว่าน่าจะเดินไปนั่งที่โต๊ะชมวิวซึ่งมีเครื่องชงกาแฟอยู่ที่มุมห้อง
มือหนาจับไปที่โน้ตบุคที่หนัก 0.5 กิโลกรัม แต่มันกลับดูเหมือนจะหนักเกินไปที่จะให้คนแขนเล็กๆนี่ถือมันไปด้วยตนเอง ภาพที่ท่านประธานสุดโหดของเขาเข้าไปช่วยถือโน้ตบุคและผ้าห้มที่ดูพะรุงพะรัง ไหนจะมีจานขนมอีกที่มือทั้งสองข้างทำให้เหล่าผู้จัดการลอบมองหน้ากันด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตา
ท้ายที่สุดแล้วก็ยังมีคนที่ฉลาดกว่าใครเพื่อน รีบเข้าไปช่วยเด็กหนุ่มตัวเล็กถือข้าวของ ประธานเหลือบมองเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยห้ามปรามอะไร ยิ่งทำให้คนอื่นๆรีบเข้ามาประจบประแจงกันยกใหญ่
เมื่อจัดมุมให้เด็กหนุ่มนั่งลงพร้อมกับมีโน้ตบุคและขนมจานเล็กๆน้อยๆวางอยู่เป็ระเบียบงดงาม คนที่ไม่ได้ช่วยถือจานขนมก็ยังไปหยิบเอาพวกกระถางต้นไม้เล็กๆมาวางประดับรอบๆ ให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและงดงามเพิ่มขึ้นอีกด้วย
“ขอบคุณครับพี่ แล้วก็พี่ๆทุกคนครับ” ปลายฟ้าสิ่งยิ้มหวานของตนเองไปให้ทุกคน รอยยิ้มที่ถูกเรียกว่ารอยยิ้มพิชิตใจใช้ออกมาอย่างไม่ตระหนี่ ร่างของคนเป็พี่ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะส่งสายตาทะมึนไปให้กับคนอื่นๆที่ยืนมองรอยยิ้มนั้นอย่างแข็งค้าง หากไม่ได้รู้สึกเสียวสันหลังว่าความตายมาเยือนถึงที่ คาดว่าคนเหล่านี้คงจะยังยืนมองรอยยิ้มนั้นอยู่ไม่ละสายตาแน่นอน
“พี่คุยกันเื่เครียดๆอยู่หรอครับ อย่าเครียดมากเลยนะครับ มันไม่ดีกับสุขภาพของพี่” ปลายฝนพูดขึ้นมาเมื่อเห็นบรรยากาศกลับไปน่ากลัวเหมือนเดิม
“อืม” คนตัวโตกว่ารับคำเบาๆก่อนจะเดินนำทุกคนกลับไปคุยที่โต๊ะอีกครั้ง อย่างไรก็ตามครั้งนี้บรรยากาศนั้นดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เขาไม่ได้ไล่ถามเอาความผิดของคนอื่นๆอีก เพียงบอกแผนของตนเองเท่านั้น
“เร่งนำของมาให้ได้ ฝ่ายผลิตก็ทำส่วนที่ต้องทำโดยที่ยังไม่มีวัตถุดิบนี้รอเอาไว้เลย ถ้ามาถึงก็จะได้เดินเครื่องต่อได้ พนักงาน่นี้ก็ให้เปลี่ยนไปช่วยจุดอื่นก่อน แล้วถ้าของมาให้ไลน์หน้ามาช่วยไลน์หลังต่อ พยายามอย่าให้ต้องเลื่อนส่งสินค้ากับลูกค้า แล้วก็จำเอาไว้ว่าอย่าให้มีเหตุการณ์แบบนี้อีก วัตถุดิบให้สต็อกไว้ล่วงหน้า 1 เดือนเพราะออเดอร์ของลูกค้ามีแนวโน้มว่าจะขึ้นเรื่อยๆ กลับไปทบทวนแผนการผลิต 3 ปีของพวกคุณใหม่ด้วย หลังจากจบเื่นี้จะต้องเรียกประชุมใหม่เพื่อถกปัญหาที่เกิดขึ้น” เมื่อคนเป็ประธานร่ายยาวเช่นนี้ เหล่าพนักงานไม่มีใครไม่อยากฟังเลย พวกเขาชอบที่จะได้ยินคนเป็นายสั่งงานมากกว่าถามไล่บี้พวกเขาทีละคำสองคำ
หลังจากที่ได้รับคำสั่ง แต่ละแผนกก็รีบไปทำงานของตนเองได้เสร็จทันกำหนดการที่ลูกค้าร้องขอมา ั้แ่ที่เปิดบริษัทมาก็ยังไม่มีครั้งไหนที่ขอเลื่อนการส่งของให้ลูกค้ามาก่อนเลย และนี่คือจุดแข็งของพวกเขา ถ้าการลงทุนนำเครื่องจักรช่วยการผลิตมาหลายพันล้านยังไม่ช่วยเื่นี้ คาดว่านี่จะเป็การขาดทุนมหาศาลแล้ว
เหล่าผู้จัดการที่มีหน้าที่รับผิดชอบรีบไปจัดการงานของตนเอง ส่วนคนเป็ประธานก็ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นุ่ม นวดหว่างคิ้วของตนเองไปมาอย่างรู้สึกปวดหัว
แม้ว่าเขาจะโกรธในตอนแรก แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของพนักงานเสียทีเดียว ต้องบอกว่า่นี้ออเดอร์ของลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้นจริงๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็เื่ดีขนาดนั้น ตอนนี้ที่ลูกค้าเชื่อใจพวกเขามากๆก็คือการที่พวกเขาสามารถทำสินค้าได้ตรงต่อเวลามากที่สุด ไม่เคยผิดนัดเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าหากการที่ลูกค้าสั่งมาเพิ่มทำให้ผลิตไม่ทัน มันก็เท่ากับว่าเป็การตัดข้อดีของตัวเองในด้านนี้ไปเสียแล้ว
เขาได้แต่หวังว่ามันจะไม่มีปัญหาที่การขนส่งให้ยืดเยื้อไปอีก
แต่แน่นอนว่าตามความทรงจำของปลายฝน เขาจำได้ว่า่นี้คือ่ที่ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน ตอนนั้นคนเป็พี่ได้ข่าวว่าบริษัทของตนเองนำสินค้าเข้าไม่ได้ คือเมื่อของมาถึงสนามบินแล้ว ก็ยังมีคนไปร้องเรียนขอให้ตรวจสอบสินค้าเที่ยวบินนี้ซ้ำอีก กลายเป็ว่ามันจะต้องช้าไปอีก 2 วัน การช้าไป 2 วันก็คือการช้าไป 2 วัน ต่อให้เร่งการผลิตมากเท่าไรก็ช้าไป 2 วันแล้ว หลังจากเื่นี้เกิดขึ้นก็ทำให้หุ้นของบริษัทนั้นร่วงลงไปไม่น้อยเลย ลูกค้าทั้งหลายก็ไม่กล้าออเดอร์แค่บริษัทของนี้อีกต่อไป จากเดิมที่พวกเขาเชื่อมั่น ก็กลายเป็หวาดระแวง แบ่งออเดอร์ไปให้บริษัทอื่นที่ผลิตได้คล้ายกันเกือบครึ่ง ทำเอากำไรหายไปหลายเท่าตัว
ปลายฝนที่ติดตามมาก็แค่อยากรู้ว่ามันถูกต้องตามความทรงจำของเขาหรือไม่ เมื่อเห็นว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีกแล้ว เขาก็คิดเล็กน้อยก่อนจะเดินมาหยุดที่หน้าโต๊ะของพี่ชาย
“พี่ พี่ถูกคนอื่นแกล้งเอาหรอครับ ทำไมทำหน้ามุ่ยแบบนั้นล่ะ” เขาพูดขึ้นก่อนจะแตะไปที่คิ้วซึ่งขมวดเป็ปมของคนเป็พี่ชาย
“ไม่มีอะไร” เ้าของดวงตาคมลืมตาขึ้นมองคนตัวเล็กที่วันนี้ดูจะผิดแปลกไปจากทุกวัน ปกติแล้วเ้าตัวน้อยนี่จะต้องพยายามหนีห่างจากเขาด้วยความกลัวไม่ใช่หรือไง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ดุอะไรก็ไม่ชอบที่จะเข้าใกล้เขาเลยสักนิด แต่วันนี้มาแปลกจริงๆ ทั้งขอตามมาด้วย ไหนจะเข้าใกล้เขาโดยไม่มีท่าทางไม่ชอบใจในสายตาเลย
“พี่จะดุอะไรผมอีกแล้วหรอครับ วันนี้ผมก็เป็เด็กดีแล้วนะ” ปลายฝนแกล้งเบะปากอย่างไม่ยินยอม เขายังมองค้อนไปที่พี่ชายอีกทีหนึ่งด้วย
“ยังไม่ได้ดุ” คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอีกครั้ง คลายอยากจะพูดแก้ตัว แต่ก็พูดไม่เป็
“รู้แล้วน่า พี่ไม่ดุหรอกถ้าผมเป็เด็กดี ใช่ไหมครับ” คนตัวเล็กแลบลิ้นออกมาอย่างน่ารัก ดวงตาคมเข้มของคนที่มองอยู่สั่นไหวเล็กน้อย เขาพยายามที่จะดึงสติของตนเองกลับมา ไม่แสดงออกให้เด็กน้อยตรงหน้าของเขาได้รับรู้ถึงความผิดปกติ ถ้าไม่อย่างนั้น...อีกฝ่ายอาจจะกลัวเขามากกว่านี้ก็ได้
“อืม” เสียงทุ้มดังขึ้นในลำคอ ปลายฝนยิ้มออกมา ดวงตาของเขาประกายความเ้าเล่ห์สายหนึ่งที่คนเป็พี่ชายไม่ทันได้จับสังเกต
“แล้ววันนี้ผมเป็เด็กดีไหมครับ” ปลายฝนยิ้มหวานก่อนจะเดินไปนวดไหล่พี่ชายเบาๆ ตัวของคนเป็พี่เกร็งขึ้นอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ความลับที่คิดไม่ซื่อกับน้องชายบุญธรรมนั้นไม่เคย้าปล่อยให้มันหลุดออกมาให้คนรับรู้ ที่ผ่านมาพยายามใช้น้ำเสียงดุอีกฝ่ายก็เพราะไม่้าเปิดเผยความลับนี้ เขารู้ตัวว่าทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆเด็กน้อยตรงหน้า เขาก็คิดอยากจะแตะต้องอีกฝ่ายมากกว่าคำว่าพี่น้อง
แน่นอนว่าในอดีต คนโง่เง่าอย่างปลายฝนไม่เคยรู้เื่นี้ จนกระทั่งวันตายของเขานั่นแหละ อ้อมแขนแกร่งที่ตะกรองกอดเขาเอาไว้ไม่ปล่อย น้ำตาของคนที่ไม่คิดว่าจะมีกับเขาไหลออกมาราวกับสายน้ำ ตอนนั้นแทนที่คนใกล้ตายจะทรมาน แตปลายฝนกลับรู้สึกว่าตนเองมีความสุขเหลือเกิน อย่างน้อยๆในชีวิตที่ทุเรศของตนเอง ก็ยังมีใครบางคนที่เห็นค่ามันอย่างแท้จริง
จากเด็กกำพร้าไร้พ่อแม่ เมื่อครั้งได้มาอยู่กับผู้ปกครองใจดีก็อยู่ได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น เขารู้ว่าตนเองเป็คนโหยหาความรักมาก หลังจากพี่ชายไม่สนใจใยดีก็เลยมองข้ามอีกฝ่ายไปเสียทุกครั้ง หาความรักจากคนนั้นที คนนี้ที โดยไม่รู้ว่าคนที่รักเขาจริงๆนั้นอยู่ไม่ไกลเลย
ถ้ารู้ั้แ่ตอนนั้น เขาจะเป็เด็กดีกับพี่ชายได้ไหมนะ....
“พี่ครับ วันนี้ผมเป็เด็กดีหรือเปล่า” ไม่พูดเฉยๆ ปลายฝนยังใช้แขนของตนเองคล้องไปที่คอของพี่ชาย ซบหัวลงไปที่ไหล่กว้าง ท่าทางออดอ้อนออเซาะเช่นนี้เหมือนกับนางร้ายในละครที่้าอ่อยเหยื่อประธานบริษัทของตนเองอย่างมาก
“อืม”
“อืมหรอครับ งั้นก็แปลว่าวันนี้ผมเป็เด็กดีสินะครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอออกไปข้างนอกแปปนึงได้ไหมครับ ไม่นานหรอก ขอแค่ 2 ชั่วโมงก็พอ” ปลายฝนพูดจบ พี่ชายอย่างต้นหนาวก็ตัวแข็งค้าง มือของเขากำแน่นขึ้นด้วยความไม่พอใจ
เขาย่อมรู้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อน เด็กคนนี้ได้จองห้องหรูเอาไว้ห้องหนึ่ง ตั้งใจจะทำเซอร์ไพรส์ให้กับแฟนหนุ่มของตนเอง เมื่อวานก็ด้วยไม่ใช่หรือไง ที่คนโกหกเขาเพื่อที่จะได้หยุดเรียนไปซื้อของขวัญให้แฟนน่ะ
หรือว่าที่จริงแล้ววันนี้ตั้งใจทำดีกับเขา ก็เพื่อสิ่งนี้งั้นหรอ?
ดวงตาของคนอายุมากกว่าวาวโรจน์ ความโกรธแน่นอยู่ในอก แต่ก็ไม่อาจจะระบายมันออกมาได้ ตัวเขาเป็แค่พี่ชาย น้องชายคนหนึ่งอยากจะจัดงานเซอร์ไพรส์คนรักของตนเองแล้วเขาเกี่ยวอะไร
ทว่า....
จุ๊ป!!
ยังไม่ทันที่คลื่นพายุจะโหมกระหน่ำ ริมฝีปากนุ่มนิ่มก็ประทับที่แก้มสากของเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มผละออกจากหน้าของคนเป็พี่ชาย ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้อย่างมีความสุข
“พี่ไม่ตอบ ถือว่าตกลงแล้วนะครับ งั้นเดี๋ยวผมจะรีบกลับมานะ” พูดเสร็จ ปลายฝนก็วิ่งไปหยิบกระเป๋าเป้ใบเล็กของตนเองจากไปทันที ไม่ได้มองคนที่นั่งตัวแข็งค้างกับหูที่แดงก่ำของอีกฝ่าย
ภายในห้องทำงานที่บรรยากาศเงียบสงบอยู่เสมอ คนเป็เลขาค่อยๆแง้มประตูเข้ามาด้วยความประหลาดใจ ปกติแล้วคนเป็นายจะตรงเวลาเสมอเมื่อมีประชุมกับลูกค้า ทำไมวันนี้เขาจึงได้ไม่ยอมออกจากห้องทั้งๆที่ตอนนี้เลยไป 1 นาทีแล้วกัน
แม้ว่าเธอเองก็ไม่อยากที่จะเข้ามาในห้องที่น่ากลัวนี้ ถึงอย่างนั้นตอนนี้ก็เป็เวลางานสำคัญจริงๆ ไม่ควรที่จะปล่อยให้คนเป็หัวหน้าไปประชุมช้ากว่านี้ เธอจึงต้องเสี่ยงตายเข้ามาที่นี่
“ประธานคะ” เธอส่งเสียงเรียกเบาๆเมื่อเห็นว่าคนเป็ประธานนั่งหันหลังเข้ามุมห้อง แต่คนเป็ประธานก็ยังไม่ไหวติง มือของเขายังค้างอยู่ด้วยท่าประหลาดอีกด้วย
“เอ่อ ท่านประธาน” หญิงสาวค่อยๆเดินเข้าไป ทั้งหวาดกลัว ทั้งประหลาดใจ กระทั่งมาหยุดตรงโต๊ะของเขาแล้ว คนเป็ประธานก็ยังนิ่งอยู่
“ประธานคะ” ในที่สุดก็ตัดสินใจเรียกประธานด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น ส่งผลให้คนเป็ประธานได้สติกลับมาเสียที ใบหน้าของเขาเหมือนกับคนเพิ่งตื่น แต่เมื่อหันกลับมาเห็นเลขาฯสาวที่มองมาอย่างกล้าๆกลัวๆ เขาก็ถอนหายใจออกมา .... ให้ตายเถอะ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะถูกจู่โจมแบบนี้เลย
…………………………………