ผ่านไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มวัยราวสิบเจ็ดพร้อมด้วยเด็กสาวในวัยปักปิ่นพากันชักเท้าเข้ามาในห้องโถง สีหน้าท่าทางของโส่วเย่าเฉียนนั้นยังมิเท่าไหร่ แต่สีหน้าท่าทางของโส่วเย่าหลันบ่งบอกความไม่พอใจชัดเจน
สองพี่น้องยืนกลางห้องหันหน้าไปคนละทาง ไม่ยอมมองหงซิ่วอีกทั้งยังไม่ทำความเคารพ เห็นอย่างนั้น ซุ่นจั้งจึงเอ่ยขึ้น “ตระกูลโส่วช่างอบรมบุตรธิดาได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก เห็นทีว่ากลับไปบ่าวคงต้องบอกกล่าวให้ท่านอ๋องช่วยชื่นชมสักประโยคสองประโยค”
แม่ทัพโส่วที่กำลังเดือดดาลพลันหันไปตะคอกบุตรธิดาทั้งสอง “พวกเ้ายังไม่ทำความเคารพจวิ้นหวางเฟยอีกหรือ!”
เย่าเฉียนทำความเคารพอย่างไม่เต็มใจ ส่วนเย่าหลันไม่เพียงไม่ทำตาม ยังส่งสายตาเย้ยหยันมองมาทางหงซิ่ว พูดอย่างไม่พอใจ “เหตุใดลูกต้องทำความเคารพนังคนต่ำช้าผู้นี้ด้วย ท่านพ่อลืมไปแล้วหรือเ้าคะ ว่ามันทำให้ตระกูลเราขายหน้า!”
ซุ่นจั้งกำลังจะเอ่ยปาก แต่หงซิ่วยกมือห้ามเอาไว้พลางกล่าวว่า “ช่างเถิด อย่าไปถือสา น้องสาวของเปิ่นหวางเฟยผู้นี้มีสันดานหยาบช้ามาั้แ่เด็กแล้ว คงแก้มิใด”
เย่าหลันตวาดกลับทันควัน “เ้าว่าใครหยาบช้า!”
หงซิ่วถามกลับอย่างใจเย็น “แล้วน้องสาวว่าผู้ใดต่ำช้าอย่างนั้นหรือ”
โส่วเย่าหลันโกรธจนหน้าดำหน้าแดง หันไปฟ้องบิดา “ท่านพ่อดูมันทำสิเ้าคะ มันด่าลูก!”
หากเป็เมื่อก่อน โส่วเย่าหลันกล่าวฟ้องเช่นนี้ แม่ทัพโส่วจะต้องลุกมาตบตีโส่วหวซิ่วไม่ว่านางจะผิดหรือถูก ทว่าครานี้กลับทำไม่ได้ เขาได้แต่เก็บความโกรธเอาไว้ จ้องนางเขม็ง
หงซิ่วกล่าวต่อไปอีกว่า “หากหงซิ่วเป็คนต่ำช้า พวกเ้าก็เป็พวกหยาบช้าจิตใจโสมมเลวทราม คนหนึ่งคือบิดาชั่วช้าที่เอาความผิดไปโยนให้ทารกแรกเกิด ทั้งที่ตนเองเป็ฝ่ายทำให้คนรักตรอมใจจนตายหลังคลอดบุตร ส่วนอีกคนเป็แม่เลี้ยงใจร้ายที่คอยปลูกฝังนิสัยผิดแผกให้ลูกเลี้ยง ไหนจะพวกอนุที่ทำตัวเป็ขโมย ยังมีพี่น้องร่วมบิดาที่คอยกลั่นแกล้งรังแก เปิ่นหวางเฟยถามพวกเ้าหน่อยเถิด หากโส่วหงซิ่วเรียกว่าต่ำช้า แล้วคนอย่างพวกเ้าเรียกว่าอันใด หรือยังไม่รู้ตัวกันอีก ต้องให้เปิ่นหวางเฟยช่วยสาธยายหรือไม่”
สีหน้าของคนในห้องโถงดูแทบไม่ได้ แม้แต่ซุ่นจั้งและสาวใช้ด้านหลังยังแอบใ ผู้คนข้างนอกด่าทอแต่โส่วหงซิ่ว ทว่าจะมีสักกี่คนที่รู้ความจริง
โส่วเย่าหนานอยากจะเถียงก็เถียงไม่ออก คำพูดของอดีตภรรยาก่อนตายพลันดังขึ้นในหัว เพราะท่านผิดคำสาบานที่ให้ไว้ว่าจะรักและมีข้าเพียงคนเดียว ข้าถึงต้องสังเวยชีวิตเยี่ยงนี้ จำเอาไว้นะโส่วเย่าหนานคำสาบานมีผลเสมอ เมื่อถึงเวลา ท่านเองก็ต้องชดใช้
ทางด้านโส่วเย่าหลันยืนกระทืบเท้า ชี้หน้าหงซิ่ว โกรธจนหน้าสั่น แต่ด่าไม่ออก
หงซิ่วเห็นว่าสั่งสอนพอควรแล้วจึงไม่อยากทำเื่ไร้ประโยชน์อีก หันไปกล่าวกับโส่วเย่าหนาน “อันที่จริง ที่เปิ่นหวางเฟยมาวันนี้ หาได้มาลำลึกถึงความสัมพันธ์เก่าก่อนในครอบครัว แต่มีเื่สำคัญอยากปรึกษาท่านแม่ทัพเป็การส่วนตัวเสียหน่อย ส่วนเื่ความชั่วความเลว ท่านก็ปล่อยให้พวกเขากลับไปทบทวนตัวเองเถิด อ้อ ของมีค่าที่ใครขโมยของเปิ่นหวางเฟยไป สามวันหลังจากนี้ ทุกชิ้นจะต้องถูกส่งไปยังจวนอ๋อง มิเช่นนั้นอย่าหาว่าเปิ่นหวางเฟยไม่เตือน!”
คิ้วของโส่วเย่าหนานขมวดเป็ปม กวาดตามองไปยังเหล่าภรรยาและบุตรธิดา เื่นี้เขาย่อมไม่เคยรู้มาก่อน แต่ไม่ใช่เวลาที่จะมาสอบสวน จึงไล่ทุกคนออกไป หงซิวโบกมือให้ซุ่นจั้งและสาวใช้ล่าถอยออกไปเช่นกัน
นางมองประเมินโส่วเย่าหนานครู่หนึ่ง รอจนกระทั่งในห้องโถงไม่เหลือใครแล้ว จึงเอ่ยขึ้น “ฟังว่า ท่านแม่ทัพเป็คนเสนอให้มีการปะาชาวบ้านที่ก่อจลาจล เปิ่นหวางเฟยอยากให้ท่านล้มเลิกเสีย”
โส่วเย่าหนานไม่คิดว่าบุตรสาวจะพูดคุยเื่นี้ เลยมองนางอย่างหวาดระแวง ถามไปว่า “จวิ้นอ๋องให้เ้ามาพูดเื่นี้กับข้าหรือ”
หงซิ่วส่ายหน้าน้อยๆ ตอบว่า “เป็เจตนาของเปิ่นหวางเฟยเอง แม่ทัพโส่ว ท่านเองน่าจะรู้สถานการณ์ของตัวเองดีที่สุด หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ตระกูลโส่วคงล้มครืนเป็แน่แท้ แล้วเปิ่นหวางเฟยที่เป็พระชายาจะพลอยลำบากไปด้วย ฉะนั้นเปิ่นหวางเฟยถึงต้องมาเจรจากับท่าน”
ฟังแล้ว โส่วเย่าหนานพลันครุ่นคิดหนัก สถานการณ์ของเขาตอนนี้ ย่อมไม่สู้ดีแน่นอน หลังจากที่สูญเสียองค์รัชทายาท หวงกุ้ยเฟยถูกฮ่องเต้หมางเมิน แม้แต่ตัวเขายังถูกฮ่องเต้หวาดระแวง ยามนี้แต่ละย่างก้าวของเขาไม่ต่างอันใดกับเดินอยู่บนคมหอกคมดาบ จะพูดจะทำอันใดต้องคอยระวังทุกฝีก้าว มิเช่นนั้นตระกูลโส่วคงได้ล้มครืนอย่างที่นางว่า
หงซิ่วเห็นว่าหัวคิ้วของเขาคลายออก ก็กล่าวต่อไปอีก “ในยามนี้ เปิ่นหวางเฟยคือที่พึ่งเดียวของท่าน และท่านคือที่พึ่งเดียวของเปิ่นหวางเฟย ไม่จำเป็ต้องกล่าวถึงความสัมพันธ์ฉันท์พ่อลูกให้เกิดความตะขิดตะขวงใจ แค่ร่วมมือกันเอาชีวิตรอดก็พอ ท่านเห็นเป็เช่นไร”
แม่ทัพโส่วคิดใคร่ครวญอยู่หลายตลบ ผ่านไปพักใหญ่ ถึงได้ถามขึ้น “เ้าคิดจะทำอันใด”
หงซิ่วตอบเสียงเรียบ “สนับสนุนจวิ้นอ๋อง”
โส่วเย่าหนานขมวดคิ้วแน่นอีกครา มีท่าทีลังเล กล่าวว่า “นั่นนับไม่ง่าย ฮ่องเต้้าให้จวิ้นอ๋องไร้อำนาจ ถึงได้มอบตำแหน่งขุนนางให้เขา อีกทั้งจวิ้นอ๋องเองยังมีแต่เื่เสื่อมเสียฉาวโฉ่ไปทั่วเมือง คิดจะผลักดันเขาคงยากยิ่งกว่าูเาไท่ซานถล่ม”
เอ่ยจบเขาก็เหลือบมองไปทางหงซิ่วคล้ายไม่ตั้งใจ เพราะเื่เสื่อมเสียของจวิ้นอ๋องเกิดมาจากนาง ครั้นเห็นว่านางสีหน้าไม่เปลี่ยนจึงดึงสายตากลับ
หงซิ่วกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ท่านไม่ต้องห่วง เปิ่นหวางเฟยรับรองว่าเื่เสื่อมเสียอีกไม่นานจะคลี่คลาย แค่อยากรู้ว่าท่านจะสนับสนุนลูกเขยหรือไม่ก็เท่านั้น หากท่านแม่ทัพปฏิเสธ เปิ่นหวางเฟยคงต้องหาที่พึ่งอื่น”
แม่ทัพโส่วพลันคิดหนัก หงซิ่วเห็นว่าเขายังลังเล จึงกล่าวต่อไปอีกว่า “ท่านแม่ทัพ ท่านควรดูเสวียนฮองเฮาเป็ตัวอย่าง ในขณะที่ท่านยังมีอำนาจอยู่ในมือ ควรรีบตัดสินใจเสีย เปิ่นหวางเฟยคาดว่าอีกไม่นาน ทหารในมือของท่านต้องถูกเรียกคืนแน่” หงซิ่วเอ่ยจบประโยคก็ลุกขึ้นยืน กล่าวว่า “วันนี้เปิ่นหวางเฟยออกมานานแล้ว คงต้องกลับเสียที หวังว่าท่านแม่ทัพจะตัดสินใจได้ในเร็ววัน มิเช่นนั้น เราสองพ่อลูกคงลำบากแล้ว หากตัดสินใจได้เมื่อใด ก็ให้คนไปบอกที่จวนอ๋อง อ้อ อีกอย่าง ต่อหน้าผู้คนภายนอก ท่านยังคงเกลียดบุตรสาวผู้นี้เข้ากระดูก เื่นี้ท่านคงเข้าใจกระมัง”
หงซิ่วก้าวออกจากห้องโถงโดยไม่รอคำตอบ เพราะนางรู้ดีว่าโส่วเย่าหนานไม่มีทางปฏิเสธจึงไม่คิดรีบร้อน