ท่านอ๋องคนต่อไป ต้องเป็นข้า

    ตอนที่ 48 แผนขององค์หญิง

    “เจ้าเป็นอะไรของเจ้าเช้านี้ดูกระวนกระวายไม่เป็นตัวของตัวเองเลย”อาจารย์จางหย่งหันไปพูดกับหวังหย่งที่ดูเหมือนอยู่ไม่เป็นสุข เขาเอาแต่เดินไปเดินมาตั้งแต่เช้าแล้วเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างอยู่

                “ก็ข้าเป็นห่วงน้องหญิงป่านนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง” หวังหย่งนั่งลงข้างๆ แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบสติอารมณ์ของตัวเองได้

                ตั้งแต่เมื่อวานที่คนของสำนักไฉ่หงส่งข่าวมาบอกว่าเห็นองค์หญิงหนิงอันกับเหมยลี่ หลบหนีออกมาจากตำหนักโดยองค์หญิงได้ปลอมตัวปะปนไปกับประชาชนที่เดินทางไปมาระหว่างแคว้น จากนั้นพวกเขาเห็นว่ามีพ่อค้าผักคนหนึ่งไปตีสนิทกับองค์หญิงเพื่อพาหล่อนออกมาจากเมืองเหอผิงพ่อค้าผักผู้นี้เป็นที่รู้กันดีว่าแอบลักลอบพาคนหลบหนีออกจากเมืองมาหลายรอบแล้วจึงไม่มีความน่าสงสัยใดๆ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ส่งคนของสำนักไฉ่หงเฝ้าติดตามดูองค์หญิงอยู่ห่างๆในระหว่างทางไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่จะเป็นอันตราย จนกระทั่งองค์หญิงไปถึงเมืองเหอผิงในยามดึกได้ปรากฏว่ามีกลุ่มชายแต่งชุดดำเข้ามาแอบติดตามองค์หญิงจนพวกเขาไม่สามารถจะเฝ้าดูองค์หญิงได้ จากนั้นพวกเขาก็คลาดกัน จนบัดนี้ก็ไม่ทราบชะตากรรมขององค์หญิงว่าเป็นเช่นไร

                สาเหตุนี้เองที่ทำให้หวังหย่งไม่สามารถสงบสติอารมณ์ของตัวเองเขาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อรอฟังข่าว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆส่งมาถึงเขาเลย

                “ที่เมืองเหอผิงไม่มีกองกำลังอื่นใดนอกจากคนของใต้เท้าหลิวบัดนี้ข้าได้ส่งคนของเราไปสอบถามจากใต้เท้าหลิวแล้ว เจ้าจงมั่นใจเถอะว่าองค์หญิงจะต้องปลอดภัย” อาจารย์จางหย่งยังคงมั่นใจเช่นนั้น

                “เช่นนั้นก็ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่อาจารย์ไม่เห็นหรือว่าท่าที่ของใต้เท้าหลิวในตอนที่เราเข้าไปช่วยเสด็จพ่อเป็นเช่นไร”  หวังหย่งนึกย้อนไปในตอนนั้น เห็นได้ชัดว่าใต้เท้าหลิวไม่พอใจเป็นอย่างมาก ที่พวกเขาทั้งสองเข้าไปห้ามศึก ปล่อยให้องค์ชายชิงอวิ้นและกองทัพเหอฉีรอดกลับไปจากเมืองเหอผิง

                “ข้าเชื่อว่าใต้เท้าหลิวรู้จักแยกแยะคงไม่เก็บเอาความแค้นมาลงที่องค์หญิงหรอก”

                “ถึงกระนั้น ข้าก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี”หวังหย่งเดินจากไปอย่างเศร้าสร้อย

                วันนั้นทั้งวันเขาเฝ้ารอข่าวจากศิษย์สำนักไฉ่หงที่คอยส่งเข้ามา แต่ทั้งหมดไม่มีข่าวขององค์หญิงเลยดูเหมือนว่าผู้คนเมืองเหอผิงเองก็ไม่มีใครรู้เรื่องนี้จะมีก็เพียงแค่พ่อค้าผักคนนั้นกับกลุ่มชายชุดดำเท่านั้นที่พอจะไขความกระจ่างให้เขาได้

                หวังหย่งสั่งให้คนของเขาสืบหาพ่อค้าผักคนนั้นแต่เช้านี้ดูเหมือนว่าพ่อค้าผักจะไหวตัวทัน เขาได้ออกจากเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกันเมื่อเป็นเช่นนี้ ข่าวคราวขององค์หญิงจึงหายเข้ากลีบเมฆอย่างไม่ต้องสงสัย

                หวังหย่งตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องไปสืบหาองค์หญิงด้วยตัวเองเขารีบเก็บข้าวของที่จำเป็น ก่อนจะรีบออกจากห้องพักไปโดยไม่ลืมที่จะบอกลากับอาจารย์จางหย่ง

                “เจ้าจะไปจริงๆ หรือ”  อาจารย์จางหย่งรู้ดีว่าเมื่อหวังหย่งตัดสินใจแล้ว ก็คงยากจะเปลี่ยนใจเขาได้เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วต่อให้คนเป็นอาจารย์ก็คงทำได้เพียงแค่สนับสนุนเขาเท่านั้น   “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงภรรยาของเจ้าแต่การเดินทางคนเดียวไปที่เมืองเหอผิงในเวลาเช่นนี้ มันย่อมไม่น่าไว้วางใจนักอาจารย์จะให้คนของเราช่วยดูแลเจ้าอีกที” 

                “อาจารย์โปรดวางใจข้าเองก็เชื่อดั่งเช่นที่อาจารย์บอกมา ใต้เท้าหลิวคงรู้จักแยกแยะไม่เอาความผิดของเสด็จพ่อและคุณชายชิงอวิ้นมาลงที่ผู้อื่นเป็นแน่ อีกอย่างข้าเองก็ไปตัวเปล่า ย่อมไม่มีอันตรายใดๆ กับพวกเขา”

                “เจ้าจงระวังตัวให้มากหากมีอะไรเกิดขึ้นรีบส่งข่าวมาบอกอาจารย์โดยเร็ว เข้าใจมั้ย”

                หวังหย่งกล่าวลาอาจารย์จางหย่งแล้วรีบควบม้าออกจากสำนักไป

     

                หวังหย่งมาถึงเมืองเหอผิงในเวลาเช้าตรู่ของอีกวันในสภาพอิดโรยพอสมควรการปลอมตัวของเขายากที่จะมีคนจำได้ว่านี่คือหวังหย่งแต่การเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ยอมหยุดพัก แม้แต่ม้าของเขาก็ยังหมดแรงนับประสาอะไรกับคน ที่ตอนนี้อ่อนล้าเต็มที สภาพของเขาในตอนนี้ต่อให้ไม่ปลอมตัวก็คงจะมีคนจำเขาไม่ได้อยู่แล้ว

                เขารีบตรงเข้าไปที่ศาลาว่าการ เพื่อขอพบกับใต้เท้าหลิวทันทีที่ไปถึง ทหารยามตรงหน้าประตูกั้นเขาไว้ไม่ให้เข้าไปข้างในได้เขาทำได้เพียงยืนรออยู่ตรงนั้นเพื่อหากลอุบายที่จะทำให้เขาได้เข้าไปให้ได้

                เมื่อหมดหนทางสิ่งที่เขาทำได้ก็คือการบุกเข้าไป แม้จะไม่เคยได้ฝึกยุทธมาก่อนแต่หวังหย่งก็พอจะมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง กระบี่ในมือของเขา ตวัดป้องกันตัวรับเพลงดาบของทหารยามตรงหน้าประตูได้หลายกระบวนท่า  แม้ฝีมือจะสูสี แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่าหวังหย่งคนเดียวก็ยากจะต้านทานทหารยามหลายนายที่รุมเขา ก่อนที่เขาจะเพลี่ยงพล้ำก็มีเสียงตะโกนมาจากศาลาว่าการ

                “หยุดนะ”

                หวังหย่งหันไปมองก็เห็นใต้เท้าหลิวยืนสั่งการอยู่ตรงนั้น เขายิ้มได้ในทันทีก่อนที่ทหารจะเข้ามาหิ้วปีกเขาเข้าไปหาใต้เท้าหลิว

                “ข้าได้ยินมาว่า เจ้าต้องการจะพบข้าเจ้ามีเรื่องอะไรสำคัญนักหนา ถึงได้ก่อเรื่องเช่นนี้” ใต้เท้าหลิวถาม

                “ข้ามาหาคนคนหนึ่ง หล่อนหายไปในเมืองของท่านเมื่อสองวันก่อน”

                “คนของเจ้าหายไป แล้วมาหาที่นี่มันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า” 

                หวังหย่งตัดสินใจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา

                “หวังหย่ง”ใต้เท้าหลิวอุทานออกมาเบาๆ “เช่นนั้นคนที่เจ้าตามหาคือใคร” 

                “องค์หญิงหนิงอันหล่อนกำลังจะไปหาข้าที่เมืองหลวง แต่เมื่อคืนก่อนหล่อนมาถึงที่นี่ในตอนดึกมากแล้วกับพ่อค้าผักผู้หนึ่ง จากนั้นก็ถูกชายชุดดำนำตัวไป จนป่านนี้ยังไม่รู้ว่าองค์หญิงจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรขอใต้เท้าโปรดช่วยเหลือข้าด้วย”

                “หากเป็นเช่นนั้นข้าต้องช่วยเจ้าแน่แต่ใครกันช่างกล้าทำอะไรอุกอาจในเมืองข้าเช่นนี้”

                “ใต้เท้าไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆหรือ” 

                “ทำไมเจ้าจึงคิดว่าคนอย่างข้าจะทำอะไรที่ผิดศีลธรรมเช่นนั้นต่อให้ข้ากับจางเหว่ยและโอรสของเขาจะมีความบาดหมางกันแต่คนอย่างข้าก็จะไม่มีทางทำอะไรเช่นนั้นแน่” 

                “แต่ในเมืองนี้มีแต่คนของใต้เท้าเท่านั้น แล้วจะมีใครได้อีก ที่กล้าทำเช่นนั้น”

                “เรื่องนี้เราคงต้องคุยกันอีกทีเจ้ารีบตามข้าเข้ามาก่อน  เด็กๆหาอะไรให้เขาทานสักหน่อย ให้เขาพักผ่อนให้เต็มที่แล้วนำตัวเขาไปพบข้าที่ตำหนัก” ใต้เท้าหลิวสั่งการกับลูกน้อง ก่อนจะหันมาพูดกับหวังหย่ง  “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงคนของเจ้าหายไปในบ้านเมืองของข้า ข้าต้องรับผิดชอบแน่ตอนนี้เจ้ารีบพักผ่อนเอาแรงก่อน แล้วตามข้าไปตำหนักเราอาจจะมีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก” 

                หวังหย่งพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินตามทหารไปที่ห้องรับรอง  แม้จะไม่ได้เจอองค์หญิงแต่ท่าทีการตอบรับเช่นนี้ของใต้เท้าหลิว ย่อมแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำอย่างแน่นอนการที่ใต้เท้าหลิวยังไม่ยอมบอกกับเขา นั่นแสดงว่าเขาย่อมต้องการของแลกเปลี่ยนแม้จะพยายามแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ก็มีบางอย่างแอบแฝงอยู่ในแววตาของใต้เท้าหลิวที่บ่งบอกได้ว่าใต้เท้าหลิวจะสามารถพาเขาไปเจอกับองค์หญิงอย่างแน่นอน

    ....................................................

                องค์หญิงหนิงอันกับเหมยลี่ถูกนำตัวไปยังห้องพักห้องเล็กๆดูจากสายตา ก็จะรู้ได้ว่า นี่ไม่ใช่การจับตัวมาแบบธรรมดาแต่เหมือจะเป็นการมุ่งหวังผลประโยชน์อย่างอื่นมากกว่า

                ในตอนแรกที่ถูกนำตัวมาชายชุดดำบอกให้องค์หญิงไม่ต้องเป็นกังวล จะไม่มีใครมาทำร้ายองค์หญิงได้ อาหารทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องนี้สามารถเสวยได้อย่างปลอดภัยให้นอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เมื่อถึงเวลา ก็จะมีคนมาไขข้อข้องใจให้กับองค์หญิงเอง

                แม้การถูกจับตัวมาในครั้งนี้จะดูเป็นเรื่องน่าหวาดกลัวอยู่บ้างแต่เมื่อดูสถานการณ์แล้ว ก็ถือว่า การต้อนรับเช่นนี้คงจะไม่ใช่ประสงค์ร้ายเป็นแน่องค์หญิงจึงไม่มีความกังวลใดๆ เลย และปฏิบัติตามคำสั่งของชายชุดดำอย่างว่านอนสอนง่าย

                เช้าวันต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวใดๆจากชายชุดดำว่าต้องการอะไรกันแน่ มีเพียงแต่การส่งอาหารชั้นดี พร้อมเสื้อผ้าสวยๆมาให้ผลัดเปลี่ยน ถึงแม้เหมยลี่จะพยายามตะโกนถามออกไป แต่ก็ไม่มีคำตอบกลับมาทั้งสองจึงทำได้เพียงเก็บตัวเงียบอยู่ห้อง

                ย่างเข้าสู่วันที่สองกลับมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญขึ้น เมื่อมีคนเข้ามาบอกให้องค์หญิงเตรียมตัวให้พร้อมเพราะวันนี้จะมีคนมาพบองค์หญิง พร้อมกำชับว่า หากทำตัวดีดี ก็จะปล่อยให้เป็นอิสระ

                “คนพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่” เหมยลี่ถามกับตัวเองในระหว่างที่รอให้คนผู้นั้นมาพบแม้จะยังไม่มีความแน่ชัดแต่ดูเหมือนว่าองค์หญิงจะไม่มีความกังวลใดๆ เลยแม้แต่น้อย

                “องค์หญิงเพค่ะตรัสอะไรออกมาหน่อยสิเพค่ะ หม่อมฉันกังวลแทบแย่นี่เราก็ถูกจับตัวมาตั้งสองวันแล้วนะเพค่ะองค์หญิง”  เหมยลี่กล่าวอย่างเป็นกังวล

                “ก็ข้าบอกเจ้าไปแล้วจะมีอะไรให้เป็นกังวลอีกเล่า คนพวกนี้ดูแลเราดีจะตายไป เจ้าลองดูสิ เสื้อผ้าสวยๆอาหารอร่อยๆ แบบนี้ ข้ายังคิดเลยว่า อยู่ที่นี่ดีกว่าอยู่ในวงล้องของทหารในตำหนักของข้าเสียอีก เจ้าจะคิดมากไปทำไมถ้าเขาคิดจะฆ่าเราเขาก็ฆ่าไปนานแล้ว  อีกไม่นานพวกเขาก็จะต้องปล่อยตัวพวกเราไปแน่ๆเจ้าสบายใจเถอะ” องค์หญิงหนิงอันทำเหมือนไม่อะไรเกิดขึ้น ยังคงนั่งรออย่างสบายใจ

                เมื่อเป็นเช่นนั้นเหมยลี่ก็เลยต้องทำตามที่องค์หญิงบอกมาทั้งสองก็ได้แต่อยู่กันเงียบๆ รอเวลาที่คนผู้นั้นเข้ามา เพียงแค่ไม่นานก็มีเสียงดังขึ้นตรงหน้าประตู ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกพร้อมกับสตรีนางหนึ่งปรากฏตัวขึ้น

    .....................................................................

                หลังจากได้ทานอาหารและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วหวังหย่งถูกนำตัวไปพบใต้เท้าหลิวที่ตำหนัก โดยเป็นการเข้าพบเป็นการส่วนตัวไม่มีขุนนางคนอื่นร่วมด้วย

                ทันทีที่ไปถึง หวังหย่งพบว่าใต้เท้าหลิวกำลังรอเขาอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าที่แสดงออกถึงความตื่นเต้น บ่งบอกได้ว่าใต้เท้าหลิวกำลังต้องการบางสิ่งบางอย่างจากเขาจริงๆ   เมื่อเห็นหวังหย่งมาถึงแล้วใต้เท้าหลิวได้สั่งให้คนรับใช้ทุกคนออกไปให้หมดภายในห้องตอนนี้จึงเหลือเพียงใต้เท้าหลิวกับหวังหย่งเพียงลำพัง

                “เจ้าคงรู้แล้วสินะว่าข้าต้องการอะไรจากเจ้า” ใต้เท้าหลิวถามทันทีที่อยู่กันตามลำพัง

                หวังหย่องแกล้งทำเป็นไม่รู้ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเฉยชา “เกรงว่าใต้เท้าจะเข้าใจข้าผิดไปแล้ว ข้ามาเพื่อหาคำตอบไม่ใช่มาเพื่อให้คำตอบกับใต้เท้า”

                “เช่นนั้นเจ้าก็จะไม่ได้คำตอบ”

                “งั้นข้าก็คงจะต้องขอตัวก่อน”หวังหย่งรีบลุกขึ้นกลับไปในทันที ก่อนที่ใต้เท้าหลิวจะห้ามเขาเอาไว้

                “ช้าก่อน”ใต้เท้าหลิวโบกมือห้ามหวังหย่งไว้ได้ทัน ก่อนที่เขาจะออกจากห้องไป“หากคิดจะเล่นเกมกัน ข้าเชื่อว่า เวลาของข้ามีมากกว่าเจ้าอย่างแน่นอน”

                “ก็ลองดู หากน้องหญิงของข้าเป็นอะไรไปศิษย์สำนักไฉ่หงทุกคนจะมารุมทึ้งพวกท่าน อย่าคิดว่ากำแพงนั่นจะปกป้องพวกท่านได้อย่าลืมสิ ตอนนี้คนของข้าอยู่ในเมืองนี้ไม่น้อย และอีกอย่างข้าไม่ใช่คุณชายชิงอวิ้นที่จะแพ้ท่านได้ง่ายๆ”

                “เอาละๆๆๆ ข้ายอมแพ้เจ้าก็ได้ข้าขอยืนยันว่า ตอนนี้องค์หญิงหนิงอันปลอดภัยดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นแผนของนางทั้งนั้น”ใต้เท้าหลิวบอกความจริงที่ทำเอาหวังหย่งต้องตกใจ

                “อะไรนะ ใต้เท้าบอกว่ามันเป็นแผนของนางงั้นเหรอ” 

                “ใช่แล้ว” ใต้เท้าหลิวอธิบายต่อ “เดิมทีนางคิดวางแผนจะหนีออกจากแคว้นเหอฉีมานานแล้วแต่เข้าใจว่านางกำลังรออะไรบางอย่างอยู่ จนถึงเมื่อหลายวันก่อนนางส่งหนังสือมาบอกซูเหม่ยบุตรสาวของข้าข้าจึงส่งคนของข้าปลอมตัวเป็นพ่อค้าผักไปรับนางมา แต่เนื่องจากตลอดทางมีแต่คนของสำนักไฉ่หงที่คอยติดตามนางจึงคิดอุบายหลอกให้เจ้าเป็นกังวล แสร้งทำเป็นมีคนจับตัวนางไปเพื่อดูว่าเจ้าจะมาหานางที่นี่หรือไม่ เพราะถึงแม้นางเองจะมั่นใจในตัวเจ้าแต่ข่าวลือของเจ้าที่แพร่สะพัดออกไปย่อมทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ เช่นนี้แล้วข้าคิดว่า ป่านนี้ นางคงจะหัวใจพองโตเป็นแน่”ใต้เท้าหลิวแอบส่งยิ้มให้หวังหย่งเล็กน้อยจนหวังหย่งต้องหลบหน้า

                “นี่ข้าถูกนางหลอกให้มาที่นี่หรือนี่” 

                “ฮ่าๆๆ ต่อให้เจ้าเก่งกาจขนาดไหนแต่ความรัก ก็ทำให้เจ้าโง่ได้เช่นเดียวกัน” 

                “ใต้เท้า...”หวังหย่งกลับเกลื่อนความเขิลอายของตัวเอง ด้วยการตวาดใส่ใต้เท้าหลิว  ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเรื่องไปเป็นอย่างอื่น  “เช่นนั้นใต้เท้าต้องการอะไรจากข้า จงบอกมาข้ายินดีจะช่วยใต้เท้าโดยไม่มีข้อแม้” 

                “ที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ท่าที่ของแคว้นเหอฉีในตอนนี้ดูเงียบสงบผิดปกติแถมได้ข่าวมาว่า ในตอนนี้คุณชายอี้เจ๋อ ได้ออกมาว่าราชการร่วมกับคุณชิงอวิ้นแล้วข้าคิดว่า เจ้าคงจะพอจะช่วยบอกข้าได้ว่า คนพวกนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่”

                “ฮ่าๆๆ เป็นเรื่องนี้นี่เองข้าจะบอกใต้เท้าตรงๆ นะว่า ต่อให้พวกเขาเงียบ แต่พวกเขาก็ไม่เคยหยุด ข้าเชื่อว่าต่อจากนี้ไป พวกเขาต้องดำเนินการแผนการขั้นต่อไปของพวกเป็นแน่ และครั้งนี้ใต้เท้าจะต้องรับมือให้ดี”

                “การศึกข้าไม่เคยกลัวเจ้าเด็กพวกนั้นหรอก”

                “แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว” 

                “แล้วมันคืออะไรกัน”

                “หนทางเดียวที่พวกเขาจะยึดเมืองเหอผิงได้ก็คือการแต่งงาน” หวังหย่งตอบกลับไปทำเอาใต้เท้าหลิวถึงกับสะดุ้ง

                “เจ้าพูดอะไรของเจ้าเช่นนั้นข้าจะไม่ยอมให้ซูเหม่ยบุตรสาวคนเดียวของข้า ไปแต่งงานกับคนพวกนี้เด็ดขาด”ใต้เท้าหลิวยืนยันหนักแน่นว่าเขาจะไม่มีทางยอมรับอย่างเด็ดขาด

                “ใต้เท้าจะต้องยอมรับและการแต่งงานจะต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะมันคือประสงค์ของฮ่องเต้”  สิ้นคำของหวังหย่ง ใต้เท้าหลิวหันมาสบตากับเขาทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง