มายารัก (จบ)

    บทที่ 3

    ดยุคไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยใช้ชุดขี่ม้าของแปกีน พรั่งพร้อมด้วยเสื้อกั๊กตัวในเสื้อโค้ตตัวนอก และยังกางเกงขาสามส่วนที่ขนาดตัวพอดี“ต้องขอบใจอีกครั้งที่เราสองคนใช้ช่างตัดรองเท้าคนเดียวกัน” ดยุคว่าขณะสอดเท้าลงในรองเท้ารองแปกีน ที่ถูกขัดให้เป็นมันเงาวับด้วยแชมเปญจน์“เดี๋ยวก่อนสิท่าน..” แปกีนร้อง “นั่นน่ะรองเท้าคู่ใหม่ล่าสุดของกระผมเชียวนะขอรับ เพิ่งใส่ได้ครั้งเดียวเท่านั้น..!”“งั้นก็ไปจัดการซื้อคู่ใหม่ใส่บัญชีผมได้เลย” ดยุคตอบ“กระผมทำแน่..แต่ตอนนี้ ท่านต้องเมตตาบอกให้ผมรู้ก่อน ว่าถ้าถึงพรุ่งนี้เช้าเมื่อท่านผู้หญิงมาถามกระผมถึงท่าน จะให้กระผมตอบว่ากระไร เพราะตอนที่ท่านขึ้นนอนท่านปล่อยให้เราอยู่ด้วยกันตามลำพังสองคนเพราะฉะนั้นถ้าท่านเกิดมาหายตัวไปอย่างนี้ คนที่จะต้องถูกตั้งคำถามเป็นคนแรกคือกระผมแน่..ไม่ต้องสงสัยเลย”“คุณก็ตอบแม่ทูนหัวผมไปก็แล้วกันว่า บังเอิญผมได้รับข่าวด่วน จำเป็นต้องไปปฏิบัติการลับทางทหารที่ไหนสักแห่ง”“แล้วท่านคิดหรือขอรับว่าท่านผู้หญิงจะเชื่อ? ” แปกีนยังสงสัย“ท่านต้องเชื่อแน่ถ้าคุณรู้จักใช้คารม แต่ที่จริงคุณก็เป็นคนที่มีความสามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อถือในคำพูดได้เก่งอยู่แล้วนี่นา แปกีน อย่างน้อยเวลาที่จนมุมคุณก็เคยใช้คารมเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งนั่นแหละ เพราะฉะนั้น ในโอกาสนี้ ผมหวังว่าคุณจะใช้ความสามารถเป็นพิเศษเพื่อช่วยผมนะ”“ก็หวังว่ากระผมจะทำสำเร็จเท่านั้น” แปกีนพูดขรึมๆ “จริงๆ แล้วกระผมอยากไปกับท่านมากเลยนะว่าแต่ท่านคิดจะไปไหนล่ะนี่“สำหรับตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือต้องหนีให้พ้นก่อน..แต่หลังจากนั้นก็คิดว่า น่าจะขี่ม้าข้ามประเทศไปบ้านชาร์ลส ไบรยันท์..จำได้ว่าเขามีบ้านอยู่ริมทะเลตรงไหนสักแห่ง”“ใช่ขอรับ อยู่ไม่ไกลจากเมืองไบรเฮล์มสโตนที่พรินนี่เคยบุกมาแล้วนั่นแหละ ถ้าท่านขี่ม้าไปตามเส้นทางโดยให้ทะเลอยู่ทางซ้ายมือโดยตลอด ท่านก็จะไปถึงที่นั่นได้ไม่ยาก หรอกขอรับ”“ถ้าเช่นนั้น ผมคงต้องทำตัวให้หายไปจากลอนดอนสักพัก” พูดพลางลุกขึ้นยืน มองภาพสะท้อนของตนเองจากกระจกเงาในห้อง “ผมว่าเวสตันตัดเสื้อผ้าให้คุณสวยกว่าตัดให้ผมอีกนะนี่..”“ไม่รู้ละ ถ้าท่านทำตะเข็บปริ ท่านจะต้องตัดชุดใหม่มาใช้กระผมด้วย” แปกีนพูดเป็นเชิงเตือน“ลองไปหาเอาเองในตู้ก็แล้วกัน แล้วก็บอกฮาร์ดี้ตามที่ผมสั่งด้วย ไม่เช่นนั้นแกจะไม่มีวันให้คุณแตะต้องข้าวของที่เป็นสมบัติของผมแม้แต่ชิ้นเดียว” ดยุคพูดปนหัวเราะหลังจากนั้น ก็เขาหยิบหมวกใบหนึ่งจากชั้นบนสุดของตู้เสื้อผ้า ขณะสวมหมวกอยู่ก็กล่าวว่า“แปกีน..สำหรับตอนนี้ ทางที่ดีคุณคืนเงินที่ผมเสียไพ่กลับมาให้ผมก่อนดีกว่า รวมทั้งเงินที่คุณมีติดตัวอยู่ในเวลานี้ด้วย เพราะถ้าชาร์ลสไม่อยู่บ้าน นั่นหมายถึงว่าผมคงจำเป็นต้องหาที่นอนตามโรงแรม ซึ่งถ้าไม่มีเงินติดตัวไปเลยผมคงลำบากแน่ๆ“เอาสิขอรับ..เงินทั้งหมดที่กระผมมีอยู่ในลิ้นชักชั้นบนของโต๊ะเครื่องแป้งนั่นแหละ”ดยุคเปิดลิ้นชักนั้นออก แล้วก็ผิวปากออกมาดังลั่น“โอ้โฮ..คุณนี่กระเป๋าหนักดีจริงๆ แปกีน”“ถ้าจะให้เล่ากันตามจริงก็เห็นจะต้องบอกว่า ก่อนอาหารค่ำ ผมถอดกางเกงในของพ่อเฒ่าบัคฮาเว่นออกได้ถึงสองตัวก็เลยรวยหน่อย” แปกีนตอบพร้อมยิ้มกว้าง “ก็เห็นจะเป็นตอนที่ท่านกำลังหว่านเสน่ห์อยู่กับแม่สาวอีโซแบลนั้นแหละ”“อย่าเอาชื่อผู้หญิงคนนั้นมาเกี่ยวกับผม..” ดยุคเสียงกร้าวขึ้นมาทันที “ผมน่ะอยากจะหักคอยายแม่เสียด้วยซ้ำที่มาวางกับดักกันแบบนี้ คงจะคิดว่าผมมันโง่กว่าผู้ชายคนอื่นๆ ที่แกคิดจะจับให้ลูกสาวละมั้ง”“กระผมไม่อยากได้ยินท่านพูดอะไรแบบนี้เลย..คอมดูเถอะ สักวันหนึ่งท่านจะต้องถูกจับตัวแน่..ท่านจำคำกระผมไว้ก็แล้วกัน” แปกีนเปิดยิ้มกว้าง“พนันกันด้วยม้าตัวหนึ่งก็ยังได้..ผมจะไม่มีวันให้มีเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นกับตัวเองเด็ดขาด”“ตกลง..ผมจะให้เวลาท่านหนึ่งปีเต็ม..! แปกีนรับคำท้าอย่างนึกสนุก“ด้าย..หนึ่งปีก็ได้..” ดยุคตอบ “รับรองว่าคุณต้องเสียเงินแน่ เอาละ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะไม่ยอมเจอะเจอผู้หญิงคนไหนทั้งสิ้น ที่ผ่านๆ มามันเกินพอแล้ว”“จะให้กระผมกราบเรียนท่านผู้หญิงว่าท่านพูดแบบนี้เลยดีไหม? ” แปกีนยิ้มยั่ว“อย่าเลย ให้ท่านแม่รู้เรื่องนี้ด้วยตัวท่านเองดีกว่า แต่สำหรับคุณ ผมอยากบอกให้รู้ล่วงหน้าไว้เลย ว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป จะไม่มีผู้หญิงคนไหนมาลวงล่อให้ผมแต่งงานได้อีก ผมจะไม่ใจอ่อนให้ผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น..บอกแล้วไงว่าพอกันที..ขอให้คุณแน่ใจได้เลยว่าผมจะครองความเป็นโสดอยู่อย่างนี้ตลอดไป ผมจะปล่อยให้เครื่องเพชรประจำตระกูลแวสตาเกรอนอนอยู่ในธนาคารจนเป็นถ่านสีดำเลยเชียวละ”แปกีนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความขบขันและยังคงหัวเราะอยู่อย่างนั้น แม้เมื่อดยุคเปิดประตูเดินออกจากห้องด้วยฝีเท้าเงียบกริบ การที่ได้เห็นภาพดยุคผู้ยิ่งใหญ่ ต้องจรดปลายเท้าย่องออกจากห้อง เดินผ่านไปตามทางเดินด้วยท่าทางระมัดระวังตัวเต็มที่ เป็นภาพที่น่าขบขันสำหรับแปกีนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเหตุผลที่จะต้องทำเช่นนั้น คือหนีผู้หญิงคนที่กำลังใช้ความพยายามจับเขาใส่เข้าในกรงขังแห่งการสมรสเช่นนั้น..!ขณะนั้น ดยุคได้มาถึงโรงม้าแล้ว เขาปลุกคนเลี้ยงม้าสั่งให้ไปปลุกคนขับรถให้ตื่นขึ้นขึ้น ทั้งความร้อนใจและความใจร้อนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูไม่ทันใจไปเสียหมด แต่ในที่สุด ม้าหนุ่มสีดำตัวโปรดก็ได้รับการผูกอานคาดสายบังเหียนเรียบร้อย สำหรับม้าที่เหลือกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับลอนดอนได้เลย จากนั้นจึงได้ออกเดินทางโดยมุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้ในยามนี้ เขารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อพ้นมาจากคฤหาสน์กับบรรดาสาวแก่แม่ม่ายทั้งหลาย ที่พยายามจะจับตัวเขาไว้ให้แต่งงานกับลูกหรือหลานสาวของพวกตน..เขายังต้องเดินทางต่อไปอีกเป็นชั่วโมง กว่าอรุณจะเรืองไรขึ้นตรงขอบฟ้าเบื้องทิศตะวันออกและความมืดค่อยๆ จางหายไป และตอนนั้นเองที่เขาได้ ตระหนักว่าม่านหมอกจากท้องทะเลได้กำบังทัศนียภาพไว้เสียสิ้น เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าพื้นแผ่นดินที่กำลังวิ่งม้าอยู่ ขณะนี้นั้นลาดต่ำลงเรื่อยๆ เขาอาจจะยังได้ยินเสียงเกลียวคลื่นที่ซัดหาดอยู่ทางด้านซ้ายมือ แต่ขณะนี้ ม้าไม่ได้สดชื่นเหมือนตอนแรกแล้วอีกประการหนึ่ง การเดินทางก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอีกต่อไปเส้นทางที่เขาใช้อยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูง เพราะมีทั้งพุ่มหญ้าหนามและแผ่นหินเลือกลื่นที่อาจจะทำให้ล้มลงได้ง่ายๆ ดยุคโน้มตัวไปข้างหน้า ตบแผงคอม้าอย่างปลอบใจ มันสายเกินไปเสียแล้ว กว่าที่จะได้ตระหนักว่า เป็นความไม่ฉลาดสักนิดที่ควบม้าในท่ามกลางความมืดเช่นนี้ ทั้งนี้เพราะเพียงแต่หลุมตื้นๆ ก็สามารถทำให้ม้าสะดุดและเขาถึงกับคอหักตายได้อาจจะเป็นเพราะเขาเป็นนักขี่ม้าผู้เชี่ยวชาญดยุคจึงไม่เคยคำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดแก่ตน เมื่อม้าลดฝีเท้าลงแม้จะอยู่ในท่ามกลางกลุ่มหมอกที่ลอยอวลอยู่รอบตัว แต่เขาก็ยังพอมองเห็นอะไรได้บ้าง จึงเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อหาจุดสังเกตที่จะพอบอกให้รู้ได้ว่า ขณะนี้ ตนอยู่ที่ไหนเมื่อครั้งยังเด็กเขาเคยขี่ม้าลงมาจากภูเขาหลายครั้งหลายหนจึงสามารถจดจำสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องหมายต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ แต่ขณะนี้ เขาคงต้องยอมรับแล้วว่าตัวเองหลงทาง แม้จะรู้ว่ามันเป็นเส้นทางสายที่สามารถพาเขาไปสู่จุดหมายได้ก็ตามพื้นแผ่นดินยังคงลาดต่ำลงเรื่อยๆ และอีกไม่นานเขาจะได้พบกับลำธารสายต่างๆ อันเป็นทางน้ำซอกเขาที่ไหลลงสู่ฝั่งทะเลด้านทิศใต้ทันใด..เขาคิดว่าเขาได้ยินเสียงผู้คนกำลังพูดจากันอยู่ไม่ไกลเท่าไรนัก สัญชาตญาณทำให้เขารั้งสายบังเหียนบังคับม้าให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ พยายามเงี่ยหูฟังเพื่อให้จับใจความให้ได้มากที่สุด และโดยไม่คาดฝันที่แรงลมพัดพาม่านหมอกที่ลอยเรี่ยออกไป เขาจึงได้ยินสุ้มเสียงที่พูดกันอยู่แผ่วเบา“กำลังมีคนมาทางนี้..!”“ให้กูยิงมันเลยไหมล่ะ? ”ดยุคสามารถจับความเหี้ยมเกรียมในน้ำเสียงนั้นได้มันทำให้เขาบังเกิดความไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกต้องแล้วหรือไม่จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงที่สาม..ซึ่งน่าแปลกใจอย่างยิ่งเพราะเป็นเสียงผู้หญิงเคยออกมาว่า“ไอ้โง่.. แกอยากจะให้หน่วยยามฝั่งแห่เข้ามาที่นี่หรือยังไง..มันอาจจะเป็นคนแบกถังที่ฟิลิปบอกว่าจะส่งมาให้เราก็ได้นี่”“อา..ถ้ายังงั้นก็น่าจะใช่แล้วละ” ผู้ชายอีกคนหนึ่งเอ่ยขึ้นและทันใดนั้นเอง ดยุคก็ได้เห็นผู้ชายคนที่เพิ่งพูดจบลง เขาเป็นชาวประมง สวมรองเท้าบู๊ทครึ่งเข่า หมวกที่สวมอยู่ดึงแก๊ปลงมาคลุมหน้าผาก ท่าทางไม่ได้บอกว่าเป็นบุคคลอันตราย กระนั้น ก็ยังถือปืนอยู่ในมือพร้อมที่จะเหนี่ยวไกได้ทุกนาที ดยุคบังเกิดความรู้สึกอยู่ว่า ถ้าเพียงแต่ผู้หญิงคนนั้นออกคำสั่งเพียงคำเดียว พวกผู้ชายจะต้องปฏิบัติตามอย่างไม่ต้องสงสัย“เจ้าเป็นใคร? ” เสียงผู้ชายห้วนห้าวเอ่ยถามขึ้นแทบไม่ต้องคิดเมื่อดยุคเอ่ยคำตอบที่ถูกต้อง“ฟิลิปส่งข้ามา”ถ้าผู้ชายคนนั้นจะโล่งใจเขาก็ไม่ได้แสดงออกมาให้เห็น“งั้นก็มา..เจ้ามาช้ามาก”ดยุคออกตามเขาไป ม้าตัวที่เขาขี่อยู่ต้องค่อยๆ เดินอย่างยากลำบาก เพราะจากพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม บัดนี้ มีพื้นหินลื่นเข้ามาแทนที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนกำลังลัดเลาะไปตามร่องน้ำซอกเขาที่ขอดแห้งไปนานแล้ว มันเป็นเพียงเส้นทางสายแคบๆ การที่จะเข้ามาสู่ซอกเขานี้ได้ลำบากยากเย็นยิ่งนัก เพราะมีผนังหินเป็นตำแพงบีบอยู่ทั้งสองข้าง ดังนั้น ดยุคจึงมีความรู้สึกเหมือนเดินตามผู้ชายคนที่ถือตะเกียงโคมนำหน้าเข้าไปในอุโมงค์และจู่ๆ ราวกับทุกคนโผล่ออกมาจากม่านหมอกด้วยปาฏิหาริย์ เมื่อมีคนอีกกลุ่มหนึ่งประมาณสิบกว่าคนได้ปรากฏตัวขึ้นทุกคนล้วนเป็นผู้ชายและมีอาชีพเป็นชาวประมงต่างชุมนุมกันอยู่ในเรือลำหนึ่ง ตอนนี้เองที่ดยุคนึกรู้ ว่าเพราะเหตุใด คนพวกนี้จึงกลัวเขา และทำไมจึงไม่กล้าส่งเสียงดังเพราะกลัวเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งจะได้ยิน เพียงแค่เห็นถังที่เรียงซ้อนกันอยู่ ผู้รักษากฎหมายย่อมรู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คือพวกค้าของเถื่อน และยิ่งกว่านั้น..สิ่งที่ดยุคกำลังคิดอยู่ในใจก็คือ ถ้าเพียงคนเหล่านี้บังเกิดความสงสัยในพฤติกรรมของเขา ย่อมจะไม่รั้งรอที่จะเชือดคอเขา แล้วก็โยนศพทิ้งลงทะเลเลย..!“เจ้ามาช้ามาก”ผู้พูดเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่เขาได้ยินเสียงเธอก่อนหน้านี้ น้ำเสียงของเธอทรงอำนาจมากซึ่งทำให้ดยุคต้องหันมามองเธออย่างแปลกใจเต็มที่ เธอสวมรองเท้าบู๊ทแค่เข่าเช่นเดียวกับชาวประมงเหล่านั้น เขายังต้องตกใจยิ่งกว่านั้นเมื่อได้พบว่าเธอนุ่งกางเกง และสวมเสื้อโค้ตตัวยาวเป็นกระโปรงทับอีกชั้น ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่หมดสมัยไปพร้อมกับยุคทั้งยังมีผ้าสีดำผืนใหญ่โพกหัวไว้อีกด้วย“เอ้า...เร็วๆ เข้าสิ..” เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “คนของฉันเหนื่อยจะแย่แล้ว ไม่สามารถลำเลียงสินค้าพวกนั้นด้วยตัวเองหรอก”“ผมทราบ” ดยุคกล่าว เสียงพูดของเขาทำให้เธอหันขวับมามองอย่างระแวง แต่บริเวณนั้นมืดมาก ทั้งหมอกยังตกหนา จึงทำให้มองเห็นหน้าเขาไม่ถนัด เมื่อเขาลงจากหลังม้าอยู่นั้น ได้ยินเสียงเธอออกคำสั่งกับคนเหล่านั้นแล้ว“เอาถังใหญ่นั่นลงก่อน เพราะมันหนักที่สุด”ดยุคไม่ใคร่แน่ใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เขาก็พบถังบรั่นดีที่หนักมากขึ้นมาอยู่บนไหล่แล้ว และกำลังเดินตามคนอื่นๆ ผ่านเข้าไปในถ้ำที่หลังคาเตี้ยมากจนต้องก้มหลังแล้วก็ยังต้องขึ้นบันไดหิน เดินไปตามช่องทางเดิน ที่ดูจะสูงขึ้นไป..สูงขึ้นไปอย่างไม่ว่างเว้น แต่ในที่สุด ประตูบานใหญ่ก็เปิดผางออกแล้วเขาก็ได้พบตัวเอง ในห้องเก็บของใต้ดินที่เป็นห้องยาวมืดครึ้ม เช่นที่คาดไว้ก่อนหน้า เพียงแต่มันจะเป็นห้องใต้ดินของบ้านส่วนตัวหรือห้องใต้ดินของโบสถ์เขาไม่อาจรู้ได้ขณะที่เขาเดินตามคนอื่นๆ กลับลงมาตามช่องทางเดินลงบันไดที่เขาเพิ่งสังเกตว่ายึดแต่ละขั้นไว้ด้วยเชือกเส้นใหญ่เขาพยายามใช้ความคิด ทบทวนความทรงจำถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกค้าของเถื่อนเขารู้ว่าไม่มีหมู่บ้านใดที่ตั้งอยู่ตามแนวฝั่งทะเลด้านทิศใต้ของประเทศอังกฤษที่จะไม่เป็นแหล่งซ่องสุมของพวกค้าของเถื่อน ทั้งพวกชาวบ้าน ชาวไร่เต็มไปด้วยความตื่นคนที่เขาไม่ได้สังเกตเลยตลอดเวลาทำงานก็ปรากฏตัวขึ้น“จุ๊ย์..อย่าส่งเสียงสิ..” เธอสั่งเสียงเข้มแม้จะแผ่วเบา แต่แล้วก็เปลี่ยนน้ำเสียง เมื่อถามว่า “เจ้าเจ็บมากหรือไง? ”“ก็ไม่มากหรอก” หางเสียงของดยุคบอกความเสียใจมองดูเลือดที่ไหลอาบอยู่บนมือ มองเห็นอยู่ว่ารองเท้าคู่งามของแปกีน แคริงตันไม่เหมาะเลยที่จะเอามาใช้ไต่บันไดเชือกแบกถังเหล้าแบบนี้“เลือดออกเยอะเชียว..” ผู้หญิงคนนั้นพูดต่อ “แบกเป็นเที่ยวสุดท้ายก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้”เมื่อเขาวางถังใบนั้นลงเรียงต่อจากของเพื่อนร่วมงานและกวาดสายตามอง ก็บอกกับตัวเองอยู่ว่า ถังเหล้าที่ลักลอบนำเข้าจำนวนมากมายขนาดนี้ สามารถสร้างเงินให้ใครบางคนได้อย่างมหาศาลที่เดียว เขาดูดเลือดที่ลามไหลขณะเดินกลับไปยังเรือที่บรรทุกถังเหล้ามาอาจเป็นไปได้ที่ดยุคกลับมาล่าช้ากว่าคนอื่นๆ เพราะเมื่อเขาออกมาถึงหน้าถ้ำ ทุกคนต่างหายตัวไปหมดแล้ว..หายตัวไปเงียบๆ เช่นเดียวกับตอนที่ปรากฏตัวขึ้น เมื่อเขามองไปยังเรือลำนั้น ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปกว่าเรือประมงลำไหนๆ มีการคลี่อวนออกตากให้แห้ง ดยุคอยากจะคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาครั้งนี้ มันเป็นเพียงแค่ฝันไป แต่อย่างน้อยบาดแผลบนมือก็ยังเป็นเครื่องยืนยันได้ว่ามันเป็นเรื่องจริง แล้วยังผู้หญิงคนที่สวมเสื้อคลุมโบราณคนนั้นอีกเล่า..?เธอเอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้“ขอดูมือหน่อยสิ...แผลใหญ่พอดู แถมยังสกปรกอีกด้วย ต้องล้างให้สะอาดก่อนไม่ยังงั้นอักเสบแน่”“ไม่เป็นไร ผมจัดการเองได้” ดยุคตอบ “แถวนี้มีโรงเตี้ยมให้พักนอนบ้างหรือเปล่าล่ะ? ”เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งเห็นเต็มตาว่าเธอยังเด็กอยู่มาก สีหน้าของเธอเคร่งขรึม ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเปรอะเปื้อน ดวงตากลมโตล้อมกรอบด้วยแผงขนตางอนช้อย“คุณไปนอนโรงเตี้ยมไม่ได้หรอก..คุณก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนี่หน่วยยามฝั่งตาเป็นสับปะรดเที่ยวตามดมกลิ่นไปทั่ว“ก็ได้..งั้นผมเห็นจะต้องเดินทางต่อไปเรื่อยๆ ”“แต่ถึงยังไงฉันก็ต้องทำแผลให้คุณก่อน” เธอเอ่ยออกมาราวปรารภกับตัวเอง “มา..ตามฉันมาสิ..ช่วยกันหวังหน่อยก็แล้วกันว่าจะไม่มีใครเห็นเรา”เธอหมุนตัวเดินนำหน้าออกจากตรงนั้น ไม่ใส่ใจถ้าเขาจะทักท้วง และด้วยความใคร่รู้ทำให้เขาออกเดินตามเธอไปติดๆขณะนี้ เขาอยากจะขี่ม้าไปมากกว่า แต่เธอกลับตั้งหน้าตั้งตาเดิน พลอยทำให้เขาต้องเดินตามโดยจูงม้าไว้มือหนึ่ง เมื่อมาถึงตอนนี้เราเพิ่งรู้สึกว่าอาการปวดหลังนั้นมันสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน เขารู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลม เกิดมาในชีวิตไม่เคยทำงานอะไรที่มันหนักหนาเช่นนี้มาก่อนเลย โดยเฉพาะงานหนักที่ต้องทำในคืนที่ยังไม่ได้พักผ่อนหลับนอนแม้แต่งีบเดียวถ้าแปกีนรู้เรื่องนี้เข้าจะหัวเราะเยาะสนุกสนานสักแค่ไหนนะ..ดยุคครุ่นคิดอยู่ในใจ โดยเฉพาะ ถ้าแปกีนได้เห็นภาพเขาที่ช่วยพวกค้าของเถื่อนขนถังบรั่นดีเช่นคืนนี้..แต่เมื่อโผล่พ้นปากถ้ำออกมาสู่ทางน้ำที่แห้งขอดดยุคก็ได้เห็นสิ่งที่คาดหวังจะได้เห็นในท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า คฤหาสน์หลังใหญ่ตั้งอยู่ตรงขอบทางน้ำในซอกเขามีต้นไม้ใหญ่รายล้อมเพื่อป้องกันสายลมแรงกล้าที่พัดพามาจากท้องทะเลมันเป็นคฤหาสน์รูปทรงสมัยเอลิซาเบธันที่สวยงามโดดเด่น ก่อขึ้นด้วยอิฐแดงที่คร่ำลงด้วยอายุ มีสวนไม้ดอกชิดกำแพงด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นที่ตั้งของคอกม้าโบราณ นับเป็นสถานที่หลบซ่อนสมบูรณ์แบบสำหรับพวกค้าของเถื่อนอย่างเหลือเชื่อหญิงสาวที่เดินนำอยู่ไปถึงคอกม้าแล้ว เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้น และเรียกใครบางคนอยู่ เมื่อดยุคเดินขึ้นไปสมทบก็ปรากฏร่างคนรับใช้ชรา ที่กระย่องกระแย่งออกมาจากห้องพักข้างคอก“เนด..มารับม้าตัวนี้ไป..” ผู้หญิงคนนั้นสั่ง “จัดการเช็ดเนื้อตัวให้มันด้วย เพราะอีกเดี๋ยวจะต้องออกเดินทางต่อแล้ว”ชายชราไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเลย แต่ดยุคอดคิดไม่ได้ ว่าสายตาที่มองมาทางเขานั้น บอกความประสงค์ร้ายอย่างแจ้งชัด“ตามมา..” หญิงสาวออกคำสั่งเสียงกร้าวดยุคออกเดินตามเธอเข้าไปในตัวบ้าน สังเกตเห็นอยู่ว่าเธอหลีกเลี่ยงที่จะเข้าทางหน้าบ้าน แต่กลับเข้าทางประตูครัวแทน หลังจากนั้นก็พาเขาเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหิน เข้าสู่ประตูที่ฉาบไว้ด้วยสีเขียวเข้ม เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นดังอย่างประหลาด และดยุคก็อดรู้สึกไม่ได้อีกว่าบ้านหลังนี้มีบรรยากาศที่เงียบสงัดเสียจริงหญิงสาวเปิดประตูทางด้านขวามือ เข้าสู่ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งน่าจะเคยได้รับการตกแต่งอย่างโอ่อ่าเลิศหรู แต่บัดนี้ มันทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้า“รอที่นี่นะ” เธอออกคำสั่งจากนั้น เธอก็เดินออกจากห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลังลง ดยุครู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินเสียงบิดกุญแจล็อกประตูห้องไว้..