บทที่ 119 นำปืนแบบใหม่กลับมา 2
บงกชประคองแผ่นกระดาษภาพวาดแฮนด์จักรยานที่นินเขียนให้กลับมายังห้องวิจัยรวมอย่างระมัดระวัง นางรีบเรียกช่างตีเหล็กฝีมือดีเข้ามาดูแบบทันที เมื่อบรรดาช่างเหล็กชั้นครูได้เห็นเส้นสายและองศาการดัดโค้งที่ลงตัว ต่างก็พากันพยักหน้าด้วยความเลื่อมใส
“ต้องถึงมือท่านขุนจริง ๆ สินะ ถึงจะออกมาดีและแก้ปัญหาได้ขาดขนาดนี้” ช่างเหล็กคนหนึ่งเอ่ยชม ซึ่งทุกคนในห้องวิจัยต่างก็พากันพยักหน้าเห็นพ้องอย่างไม่มีข้อกังขา
ทว่าในมุมหนึ่ง นายฟาง นักวิจัยหนุ่มกลับเกาหัวพลางเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงสับสนและคาใจ
“แต่จนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังมองไม่ออกจริง ๆ นะว่าไอ้รถสองล้อที่มีล้อหน้าล้อหลังตรงกันแบบนี้ มันจะสามารถวิ่งไปบนถนนได้อย่างไรโดยที่มันไม่ล้มพับลงไปกองกับพื้น?”
ยี่หนิง นักวิจัยอีกคนซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ ยกมือขึ้นสีคางไปมาพลางเอ่ยไขข้อข้องใจด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“เจ้าไม่ได้อ่านตำราที่ท่านขุนเขียนไว้หรือไง? ท่านขุนกล่าวไว้ในหนังสือตั้งตำราแล้วว่า มันอาศัยหลักการทางฟิสิกส์ 3 ประการหลัก ๆ คือ การปรับทิศทาง แรงหนีศูนย์กลาง และโมเมนตัมเชิงมุม”
ยี่หนิงเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อตามทฤษฎี “จักรยานที่ไม่ล้มขณะเคลื่อนที่นั้น อาศัย ‘การหักเลี้ยวเพื่อปรับสมดุล’ เป็นหลักการสำคัญที่สุด โดยเมื่อรถเริ่มเอียงไปทางใด ผู้ขับขี่จะหักแฮนด์รถไปทางนั้น เพื่อสร้าง ‘แรงหนีศูนย์กลาง’ ดึงตัวรถให้กลับมาตั้งตรงอยู่เสมอ เจ้าไม่ได้อ่านทบทวนเลยหรือไงฟาง?”
นายฟางพยักหน้ารับแห้ง ๆ “แน่นอนว่าข้าอ่าน ทว่าในความเป็นจริง... มันยากจะเชื่อสายตาอยู่ดีนั่นแหละตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นมันวิ่ง”
บงกชที่ทนฟังอยู่นานจึงเอ่ยขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มท้าทาย
“จะเสียเวลาคาดเดาและถกเถียงกันทำไมเล่า? เดี๋ยวทำเสร็จแล้วก็ลองเอาออกไปขับดู ก็รู้เรื่องหมดสิ้นแล้ว!”
เมื่อสิ้นคำสั่งของบงกช บรรดาช่างต่างก็เร่งมือทันที พวกเขามองดูช่างเหล็กดัดเหล็กกลมสลักส่วนโค้งเว้าตามแบบแฮนด์จนเรียบร้อย จากนั้นก็นำมาประกอบเข้ากับตัวถังรถทันที ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จักรยานคันแรกในยุคโบราณก็เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเป็นร่าง แม้ว่าตัวอานรถ (เบาะนั่ง) ที่ทำจากหนังและนวมจะยังดูเทอะทะและไม่ค่อยดีนัก แต่องค์ประกอบโดยรวมก็ถือว่าใช้การได้ดีทีเดียว
ประจวบเหมาะกับที่นินเดินทอดน่องเข้ามาในห้องวิจัยรวมพอดี เมื่อสายตาคมกริบเหลือบไปเห็นวัตถุสองล้อตั้งตระหง่านอยู่ ชายหนุ่มก็เอ่ยทักขึ้นด้วยความสนใจ
“โอ้... เรียบร้อยแล้วนี่นา”
นินเดินเข้าไปใกล้ ๆ พลันยื่นมือไปขยับชิ้นส่วนต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบมาตรฐาน ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะสั่งการ “โซ่หย่อนเกินไปนะ ตัดออกข้อหนึ่ง”
จากนั้นเขาจึงก้มลงตรวจดูยางรถ แม้ยางนอกที่หล่อขึ้นจากยางพาราธรรมชาติในยุคนี้จะยังหนาเตอะและไม่ได้มาตรฐานสากลตามโลกปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าเหนียวแน่นใช้ได้ ส่วนตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้าก็ยังมีน้ำหนักมากเกินไปหน่อย โดยรวมแล้วนินประเมินว่ายังต้องปรับปรุงแก้ไขอีกไม่น้อยเลยทีเดียว
เมื่อช่างเหล็กนำเครื่องมือมาตัดข้อโซ่ออกไปข้อหนึ่งและขึงจนตึงได้ที่แล้ว นินก็หันมาหาทุกคนที่กำลังยืนล้อมวงดูด้วยความตื่นเต้น
“มานี่... เดี๋ยวฉันจะทำให้ดูเป็นขวัญตาก่อน”
นินก้าวขาขึ้นคร่อมจักรยาน จากนั้นก็เริ่มลงน้ำหนักเท้าปั่นลูกบันไดออกตัวไปข้างหน้าทันที แม้ว่าระบบขับเคลื่อนจะหนักไปหน่อยเนื่องจากน้ำหนักเหล็ก และโซ่ก็ยังไม่ค่อยไหลลื่นส่งกำลังได้ดีนัก แต่มันก็ค่อย ๆ แล่นฉิวไปตามทางเดินกว้างของห้องวิจัยได้อย่างมั่นคง
เมื่อทุกคนได้เห็นกับตาตนเองว่า ยานพาหนะสองล้อที่ไม่น่าจะตั้งตรงได้ กลับสามารถวิ่งฉลุยไปข้างหน้าได้จริง ๆ โดยไม่ล้มลงมา ต่างก็พากันอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่งจนพูดไม่ออก บงกชเป็นคนแรกที่ได้สติก่อน นางกระโดดโลดเต้นพลางร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่น “วิ่งได้แล้ว! วิ่งได้จริงๆ ด้วยเจ้าค่ะท่านขุน!”
นินหัวเราะร่วนในลำคอพลางบีบเบรกจอดรถอย่างเท่ระบบเบรกก็ทำแบบง่ายๆ ขึ้นมาก่อนคือใช้วิธีเสียดสีโดยตรงกับล้อหรือยาง ประกอบด้วย เบรกช้อน (Spoon Brake) ซึ่งใช้คันโยกกดแผ่นเหล็กหรือไม้ที่ติดตั้งยางด้านล่างเพื่อกดมันลงบนหน้ายางของล้อโดยตรง ตรงด้านหน้าของล้อหน้า
“มันแน่อยู่แล้ว คิดว่าฉันจะให้พวกเธอเสียเวลาสร้างของไร้ประโยชน์ขึ้นมาหรือไง” ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ กวาดสายตามองใบหน้าที่ตื่นตะลึงของทุกคนก่อนจะเอ่ยถาม
“เอาล่ะ... ใครจะเป็นคนต่อไป?”
“ข้าเองเจ้าค่ะ!” บงกชรีบวิ่งหน้าตั้งเสนอตัวเป็นคนแรกทันที
นินถึงกับกลอกตามองบนพลางลอบขำในใจ ยายเด็กนี่อายุเพิ่งจะสิบสี่แท้ ๆ แต่ใจกล้าบ้าบิ่นไม่เบาเลย
“ได้... ขึ้นไปนั่งบนอานเลย เดี๋ยวฉันจับท้ายรถไว้ให้เอง”
นินคอยประคองท้ายรถเอาไว้ พลางตะโกนบอกเทคนิค
“ตามองตรงไปข้างหน้าบงกช! อย่ามองต่ำ! ขาปั่นไปเรื่อย ๆ แฮนด์เอียงไปทางไหนให้ขยับแก้ทางนั้น!” นินสอนนางเพียงรอบเดียวเท่านั้น ทว่าบงกชกลับจับจังหวะได้อย่างรวดเร็ว นางปั่นจักรยานออกตัวทิ้งห่างจากมือของนินไปได้อย่างนิ่มนวลและทรงตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำเอาผู้เป็นอาจารย์ถึงกับหมดคำจะพูดซะเอง
‘เด็กนี่มันจะฉลาดเกินมนุษย์มนาไปแล้ว... สอนรอบเดียวขี่เป็นเลยเรารึล้มลุกคลุกคลานตั้งหลายวัน’ นินคิดในใจอย่างทึ่ง ๆ
เมื่อเห็นบงกชปั่นฉลุย ช่างคนอื่น ๆ ก็เริ่มใจกล้าอยากลองบ้าง นายฟางและยี่หนิงขอลองกลุ่มต่อมา ทว่าทั้งสองคนไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนบงกช พวกเขาต้องล้มลุกคลุกคลานและใช้เวลาฝึกอยู่นานพอสมควรถึงจะเริ่มจับจังหวะและขับขี่ได้ ช่างตีเหล็กและคนงานคนอื่น ๆ ก็พากันมาสลับหมุนเวียนลองขับกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้น
หลังจากที่ทุกคนได้ทดลองขับขี่จนพึงพอใจแล้ว นินก็ตบมือเรียกความสนใจพลันปรับสีหน้าเข้าสู่โหมดจริงจัง
“เอาล่ะ ฟังนะ... แม้ว่าพวกเราจะทำจักรยานคันแรกสำเร็จ แต่นี่เป็นเพียงตัวต้นแบบเท่านั้น มันยังเอาออกไปขายไม่ได้เด็ดขาด น้ำหนักมันยังมากเกินไปและระบบขับเคลื่อนยังติดขัด ต้องปรับปรุงอีกหน่อย”
นินหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนรายการแก้ไขเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียด เช่น การลดความหนาของเหล็กบางจุด การปรับสูตรหล่อยางให้ยืดหยุ่นขึ้น และการขัดฟันเฟืองให้เรียบ ซึ่งพวกช่างต่างก็รีบรับคำสั่งและเตรียมนำไปทำตามทันที
ในยุคโบราณนี้ แม้ว่าเครื่องจักรกลึงเหล็กที่นินมีอยู่จะไม่ทันสมัยเท่ากับโลกปัจจุบัน ทว่าการที่โรงงานแห่งนี้สามารถวิจัยและสร้างอาวุธปืนคาบศิลาและชิ้นส่วนกลไกที่ซับซ้อนได้สำเร็จมาก่อนหน้านี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าทักษะการกลึงเหล็กและการขึ้นรูปโลหะของพวกช่างไม่ได้ย่ำแย่เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นการขึ้นรูปชิ้นส่วนอย่างจานโซ่ แฮนด์ หรือโครงเหล็กของจักรยานจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของพวกเขาเลย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้จักรยานคันแรกคันนี้สำเร็จลงได้อย่างรวดเร็วเหนือความคาดหมาย!
หลังจากสั่งการปรับแก้ชิ้นส่วนจักรยาน นินก็ปลีกตัวกลับเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัว ชายหนุ่มนั่งลงที่โต๊ะพลางใช้ความคิด ก่อนจะกวักมือเรียกคนสนิทเข้ามาหาแล้วกระซิบบอกให้เดินทางไปเชิญ ท่านเจ้าคุณ มาพบที่โรงงานวิจัยอย่างลับ ๆ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจกต์สำคัญที่อาจสั่นคลอนกองทัพในยุคนี้ได้
สองชั่วโมงต่อมา รถม้าคันคุ้นตาแล่นมาจอดที่ประตูด้านหลังโรงงาน โดยมี ลุงย้อย คนขับรถม้ามาส่งทันทีที่ ท่านเจ้าคุณก้าวเท้าเข้ามาในเขตโรงงาน บรรดาช่างและคนงานที่หันมาเห็นต่างพากันก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับเรียบ ๆ ก่อนจะสาวเท้าตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของนินทันที
“ลุง... มาได้สักที มาดูนี่สิว่าเป็นยังไง!” นินเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมกับยื่นวัตถุเหล็กกล้าสีดำสนิททรงเรียวยาวส่งให้ท่านเจ้าคุณ
ทันทีที่มือหนาของผู้เจนศึกรับปืนกระบอกนั้นไป ดวงตาของท่านเจ้าคุณก็เบิกกว้างพลันเปล่งประกายวาววับด้วยความตื่นตะลึง สัมผัสอันหนักแน่นของโลหะชั้นดีและกลไกที่ประณีตทำให้หัวใจของทหารเสือเช่นเขาเต้นรัว
“นี่... นี่หรือปืนที่เอ็งเคยว่าไว้?!”
นินพยักหน้ารับพร้อมฉีกยิ้มกว้าง “ใช่แล้วลุง... และที่ผมให้คนไปตามลุงมาอย่างลับ ๆ ในวันนี้ ก็เพราะจะให้ลุงพาผมไปที่สนามยิงปืนของหลวงนี่แหละ”
ใบหน้าของท่านเจ้าคุณกระตุกกึกทันควัน พลางกลอกตาเหล่มองลูกเขยจอมเจ้าเล่ห์ “มิน่าล่ะ... ถึงได้ให้คนรีบไปตามข้ามาที่แท้ก็เพราะจะใช้งานข้านี่เอง!”
นินรีบส่งยิ้มประจบประแจงทันที “เอาน่าลุง... ผมอุตส่าห์สร้างปืนขึ้นมาได้ทั้งที จะไม่ให้มีการทดสอบประสิทธิภาพจริงได้ยังไง จริงไหมล่ะครับ?”
ท่านเจ้าคุณถอนหายใจยาวทว่ามุมปากแอบยกยิ้ม “ก็ได้... งั้นก็ไปสนามยิงปืนกันเถอะ ข้าเองก็อยากจะเห็นอานุภาพของมันใจจะขาดแล้ว”
ทั้งสองคนจัดการห่อปืนยาวระบบลูกเลื่อน (Bolt-action) สองกระบอกอย่างมิดชิด พร้อมกับขนแม็กกาซีนที่อัดกระสุนไว้เต็มเปี่ยมอีกสิบซองใส่กระเป๋าหนัง จากนั้นจึงเดินทางมุ่งหน้าไปยังสนามยิงปืนส่วนตัวของหลวง ทันทีที่ไปถึง ท่านเจ้าคุณก็ใช้อำนาจสั่งการให้ทหารยามและคนรับใช้ทั้งหมดออกไปให้พ้นบริเวณ โดยอนุญาตให้มีเพียงเขาและนินเข้าไปด้านในแค่สองคนเท่านั้นเพื่อรักษาความลับขั้นสูงสุด
เมื่อบรรยากาศรอบตัวเงียบสงบและเป็นส่วนตัว ทั้งสองคนก็ก้าวเข้าประจำที่ในช่องยิง นินหยิบปืนกระบอกแรกขึ้นมา ตบแม็กกาซีนเหล็กเข้าใต้ท้องปืนดัง แกร็ก! จากนั้นจึงหันไปอธิบายและสาธิตวิธีการใช้งานให้ท่านเจ้าคุณดูอย่างช้า ๆ
“ดูนะลุง... ปืนนี้ไม่ต้องกรอกดินปืนทางปากกระบอก ไม่ต้องใช้สายชนวน แค่ดึงคันรั้งลูกเลื่อนขึ้น ถอยหลัง แล้วดันกลับไปข้างหน้า กลไกจะป้อนกระสุนเข้าลำกล้องทันที”
นินยกปืนขึ้นประทับร่องไหล่ เล็งตรงไปยังเป้าหุ่นฟางที่อยู่ห่างออกไป สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเหนี่ยวไกทันที!
ปัง!
เสียงกึกก้องกัมปนาทสะท้อนไปทั่วสนามยิงปืน ปลอกกระสุนทองเหลืองกระเด็นสะท้อนแสงแดดร่วงลงพื้นดัง เคร้ง นินไม่รอช้า สะบัดมือดึงคันรั้งถอยหลังและดันกลับอย่างรวดเร็วฉับไวปานสายฟ้า
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนแผดคำรามต่อเนื่องติดต่อกันห้านัดรวด กลุ่มกระสุนพุ่งทะลวงเข้ากลางอกหุ่นฟางจนเศษฟางกระจายเกลื่อน พอกระสุนหมดนินก็กดปุ่มปลดแม็กกาซีนทิ้ง แล้วคว้าซองกระสุนใหม่ยัดโครมเข้าที่เดิม ดึงลูกเลื่อนอีกครั้งพร้อมยิงต่อภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที!
ท่านเจ้าคุณที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า สมองของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาทั้งชีวิตถึงกับประมวลผลไม่ทัน “นี่มัน... นี่มันอาวุธปีศาจชัด ๆ!”
ท่านเจ้าคุณรู้ซึ้งถึงศาสตร์แห่งสงครามดี ในยุคที่ปืนไฟทหารทั่วไปยิงได้ทีละนัดและต้องเสียเวลายืนกรอกดินปืนเกือบนาที แต่ปืนของนินกลับยิงกระหน่ำได้ห้านัดรวดในเวลาไม่กี่วินาที แถมยังเปลี่ยนกระสุนได้ไวขนาดนี้ หากนำไปใช้ในสมรภูมิรบ... ฝ่ายตรงข้ามคงโดนสาดกระสุนใส่จนราบเป็นหน้ากลองก่อนจะได้ตั้งค่ายเสียอีก!
“นิน! ไอ้ปืนกระบอกนี้มันมีระยะยิงหวังผลเท่าไหร่กันแน่?!” ท่านเจ้าคุณรีบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น
นินหน้ากระตุกไปเล็กน้อย ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายพลางนึกในใจว่าเขาดันลืมปรับลดทอนความแรงของสปริงและเกลียวลำกล้องให้เข้ากับยุคสมัยนี้ไปเสียสนิท แต่มาถึงขั้นนี้แล้วคงปิดบังอะไรไม่ได้ จึงต้องตอบไปตามความจริง
“ถ้าเล็งดี ๆ ... ระยะหวังผลก็น่าจะประมาณ 450 ถึง 550 เมตรมั้งครับลุง”
“พระเจ้าช่วย!” มือของท่านเจ้าคุณสั่นเทาทันที ระยะยิงไกลกว่าปืนไฟโบราณถึงเกือบสี่ห้าเท่า! นี่มันไม่ใช่แค่ปืนธรรมดาแล้ว แต่มันคือยอดศาสตราที่สามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจแผ่นดินได้เลย!
“ส่งมาให้ข้า! ข้าจะลองเอง!” ท่านเจ้าคุณทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาแย่งปืนกระบอกที่สองจากมือนินไปประทับบ่าทันที นินช่วยสอนทักษะการจัดศูนย์หน้าศูนย์หลังให้ชั่วครู่ ท่านเจ้าคุณก็เริ่มเหนี่ยวไก
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงปืนดังกึกก้องสลับกับการกระชากลูกเลื่อนอย่างเมามัน รสชาติของแรงรีคอยล์ (แรงสะท้อนถอยหลัง) ที่กระแทกเข้าเบ้าไหล่อย่างหนักแน่น ประกอบกับความแม่นยำที่พุ่งทะลวงเป้าหมายทุกนัด ทำให้สัญชาตญาณดิบของทหารเสือในตัวท่านเจ้าคุณตื่นตัวอย่างถึงที่สุด ท่านเจ้าคุณหัวเราะลั่นสนามยิงปืนสะใจราวกับหนุ่ม ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ! สะใจ...สะใจข้าจริงๆ! ยิงมันส์มือเหลือเกินไอ้ลูกเขย!” ท่านเจ้าคุณตะโกนลั่น พลางปลดแม็กกาซีนเก่าทิ้งแล้วเสียบซองใหม่ยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า นินเองเห็นท่าทางสนุกของลุงแกก็ทนไม่ไหว หยิบอีกกระบอกขึ้นมายิงประชันกัน
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
สองคนรัวกระสุนใส่เป้าหมายอย่างบ้าคลั่ง เสียงปลอกกระสุนทองเหลืองร่วงกราวลงพื้นดินดังไม่ขาดสาย กลิ่นเขม่าดินปืนอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ทั้งสองคนยิงล้างแค้นเป้าหุ่นฟางจนพรุนกลายเป็นเศษผ้าสับเปลี่ยนเป้าแล้วเป้าเล่า ล่อกันไปยาว ๆ กว่า 200 นัด จนลำกล้องปืนเริ่มร้อนฉ่าขึ้นควัน และไหล่ของทั้งคู่เริ่มขึ้นรอยช้ำแดงซึม ทว่าท่านเจ้าคุณก็ยังคงทำท่าจะเอื้อมมือไปหยิบแม็กกาซีนซองต่อไปด้วยความมันมือนินที่คอยอัดกระสุนลงแม็กกาซีนต้องร้องห้ามรู้แบบนี้เอามาสักร้อยซองก็ดี
“พอก่อนลุง! พอเถอะ!” นินรีบตะครุบมือท่านเจ้าคุณไว้พลางหอบหายใจ “กระสุนหมดคลังที่ขนมาแล้วลุง! อีกอย่าง... กว่าผมจะกดอัดดินปืนและประกอบกระสุนทองเหลืองขึ้นมาได้แต่ละนัดมันไม่ง่ายเลยนะลุง ปล่อยมันไปก่อนเถอะครับ!”
ท่านเจ้าคุณชะงักไปเล็กน้อย มองลำกล้องปืนที่ร้อนระอุในมือด้วยความเสียดาย ทว่าสายตายังคงเต็มไปด้วยความกระหาย
“เออ... ข้าเข้าใจแล้ว แต่มันอดใจไม่ไหวจริง ๆ อาวุธชิ้นนี้มันช่างทรงพลานุภาพเกินกว่าที่ใจข้าจะจินตนาการได้... ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะรีบนำปืนกระบอกนี้และเรื่องนี้เข้าไปกราบทูลรายงานต่อขุนหลวงโดยด่วนที่สุด!”
ท่านเจ้าคุณหันมาจ้องหน้านินด้วยแววตาจริงจัง
“ว่าแต่เอ็งเถอะ... เอ็งจะกลับเรือนเมื่อไหร่?”
นินนิ่งคิดคำนวณในหัวอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ
“ลุงส่งทหารหรือคนในบังคับบัญชาที่ไว้ใจได้ที่สุดมาช่วยผมอัดกระสุนที่โรงงานหน่อยครับ หลังจากนี้ผมจะลงมือทำเพิ่มอีกสักสามกระบอก... และที่สำคัญที่สุด ขอให้ขุนหลวงทรงคัดเลือกช่างหลวงหรือคนที่ไว้ใจได้และซื่อสัตย์ที่สุด มาเรียนรู้ขั้นตอนและระบบการผลิตปืนนี้กับผมด้วย เราจะได้ขยายกำลังการผลิตได้ทันท่วงที”
ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “ดีมาก... เรื่องคนไว้ใจได้ข้าจะจัดการให้เอง ถือเป็นเรื่องความมั่นคงของแผ่นดิน ข้าจะรีบเข้าวังเดี๋ยวนี้แหละ!” ว่าจบเขารีบเอาปืนใส่กล่องแล้วห่อด้วยผ้าอีกชั้นก่อนจะออกไปพร้อมกัน…