ตอนที่ ๔
อ๋องหนุ่มผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม
เหล่าชาวเมืองต้าฉีต้องโจษจันกันไปทั่ว ข่าวย่อมแพร่สะพัดออกไปไวราวกับเพลิงไฟที่ลุกลาม หากมีสตรีนางหนึ่งหาญกล้าต่อสู้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง ปฏิเสธการแต่งงานต่อหน้าผู้คน
ไม่นานบทสนทนาเหล่านี้ก็จะกลายเป็หัวข้อนินทาอันสนุกปากของเหล่าชาวเมือง หากมีผู้ล้อเลี่ยนว่าสตรีนางหนึ่งกล้าฉีกหน้าขุนนางผู้มีตำแหน่งเป็ถึงคนใกล้ชิดของฝ่าบาทต่อหน้าธารกำนัล
เว่ยกงกงต้องรู้สึกเสียหน้าเป็อย่างมาก
“นี่เ้ากล้า...” น้ำเสียงบีบเล็กของบุรุษที่ติดจริตสตรีกล่าวขึ้น ผู้มีร่างกายอวบอ้วนชี้นิ้วอวบป้อมไปยังว่าที่เ้าสาวด้วยโทสะที่เอ่อล้นจนเต็มขั้น
แต่จางหรูอี้ก็สวนกลับอย่างทันควัน โดยไร้ซึ่งความเกรงกลัวใดใด ในเมื่อนางต้องเสียชื่อเสียงแล้ว เช่นนั้นก็ให้เสียไปด้วยกัน
“ข้ากล้า”
เมื่อประกาศกร้าวออกไปเช่นนั้นแล้ว นางก็หันหน้าไปยังชาวเมืองที่ทยอยเข้ามามุงดูกันอย่างไม่ขาดสาย
“พ่อแม่พี่น้องทั้งหลายได้โปรดเป็พยาน ขุนนางผู้นี้บีบบังคับข้าให้แต่งงานกับเขา ข้าไม่ยินยอม ขอให้พวกท่านช่วยเรียกร้องความเป็ธรรมให้กับข้าด้วย” นางะโป่าวประกาศถึงความชั่วช้าของว่าที่เ้าบ่าวผู้นี้ หวังเพียงให้เสียงเล็ก ๆ ของนางจะกระตุ้นความสนใจของผู้คนได้มากพอ
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งจึงก้าวออกมาเป็ผู้นำกล่าวตำหนิ “เป็ขุนนางแล้วใหญ่โตนักหรือ ถึงได้รังแกกันเช่นนี้ ช่างหน้าไม่อายเสียจริง”
จากนั้นก็ตามด้วยเสียงสนับสนุนทั้งชายหญิงอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งดังขึ้นจากกลุ่มวงล้อมของชาวเมืองอยู่เป็ระยะ
“ทำเยี่ยงนี้ได้อย่างไร”
“ใช่ ๆ”
“ขุนนางรังแกประชาชน”
เสียงสาปแช่งด่าทอจากผู้คนเริ่มคุกรุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
เว่ยกงกงเองก็พาลทวีความเดือดดาลมากขึ้นไม่ต่างกัน
“หุบปาก หุบปากของพวกเ้าเดี๋ยวนี้” เขาะโอย่างเกรี้ยวกราดด้วยน้ำเสียงที่ปรุงแต่งกิริยาของหญิงสาว ปลายเท้ากระทืบพื้นพลางชี้หน้ากราดไปยังกลุ่มคนที่ส่งเสียงโหวกเหวกโวยวาย ด้วยอาการโมโหจนเนื้อตัวสั่น ก่อนจะหันมาออกคำสั่งกับบ่าวในเรือนตน
“จับนางตัวดีนี่ไปขังเอาไว้ อย่าให้ก่อเื่ได้อีก”
จางหรูอี้ถูกหญิงรับใช้สองคนเข้ามาฉุดแขน รั้งตัวพยายามดึงร่างผอมบางให้เข้าไปในจวน
เมื่อเห็นสตรีถูกรังแกหนุ่มชาวบ้านผู้หนึ่งก็ไม่อาจทนได้ จึงก้าวเท้าออกมาชี้หน้าประจาน “ขุนนางชั่ว หากเ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้างก็ควรปล่อยนางไปเสีย”
“หาใช่เื่ของเ้า” เว่ยกงกงยืดคอตะเบ็งเสียงดวงตาเรียวเล็กเบิกโตอย่างไม่สะทกสะท้าน
หลังจากนั้นเขาก็หันไปคว้ากระบองไม้ยาวจากมือของบ่าวชายที่ทำหน้าที่เฝ้ายาม ก่อนจะเงื้อสุดแขนแล้วฟาดลงไปที่ไหล่ของชายหนุ่มผู้นั้นจนเต็มแรง
พลัก! โอ๊ย!
ชายหนุ่มล้มลงไปบนกับพื้น มือซ้ายกำต้นแขนของตนพร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป
“ยังมีผู้ใดคิดจะต่อต้านข้าอีกหรือไม่” เว่ยกงกงประกาศก้อง กระบองในมือชี้ไปยังชาวบ้านที่ตีวงล้อมรอบ
เหล่าชาวเมืองจึงต้องถอยล่นออกมา ในขณะที่บ่าวชายของจวนเว่ยกงกงอีกจำนวนหลายสิบคนก็กรูเข้ามายืนเรียงหน้ากระดานเพื่อปกป้องจวนเว่ยและผู้เป็นาย
ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงเอ่ยปากเรียกร้องอันใดอีก ทำได้เพียงยืนจดจ้องมองดูสตรีอ่อนแอถูกฉุดกระฉากลากถูอย่างน่าสงสาร
จางหรูอี้ได้แต่มองไปยังท้องถนน บนเส้นทางที่เชื่อมระหว่างตัวเมืองกับวังหลวง ใบหน้าเศร้าหมองเฝ้าคอยความหวังจากชายอันเป็ที่รัก เพียงแค่เขาเท่านั้นที่นาง้าความช่วยเหลือมากที่สุดในเพลานี้
นางรู้ดีว่ากลอุบายของตนทำได้เพียงแค่ยืดเวลาออกไปได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ไปได้ หวังเพียงคนผู้นั้นจะเดินทางมาช่วยนางได้ทัน
...ทางด้านของมู่ตาน เมื่อขบวนเ้าสาวออกเดินทางพ้นโค้งถนนไปจนลับตา ส่วนคนในจวนสกุลจางก็กลับเข้าไปด้านในกันจนหมดแล้ว
สาวน้อยจึงเริ่มขยับตัวลุกขึ้น หันรีหันขวางจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดเห็น นางจึงได้เริ่มออกแรงวิ่งอย่างสุดกำลังเพื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักที่อยู่ด้านหลังของกำแพงวังในทันที
ตามแผนการที่จางหรูอี้ได้วางเอาไว้ คือการนำจดหมายที่ตนเขียนเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดฝากให้สาวใช้คนสนิทนำไปมอบให้กับจ้าวฉางหลิน
นางคิดวิธีสร้างสถานการณ์ให้มู่ตานแสร้งป่วยหนักเป็โรคติดต่ออันน่ารังเกียจ เพื่อที่จะได้ไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้และไม่กลายเป็จุดสนใจ เพื่อให้ง่ายต่อการหลบหนีออกจากจวน
“หยุด” หอกเหล็กประสานกัน เมื่อหญิงสาววิ่งเข้าสู่ประตูทางเข้าออกวังหลวง ทหารยามสองคนที่ยืนรักษาการจึงแสดงตัวเข้าขัดขวาง
“ข้า้าเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท” นางรีบเร่งด้วยอาการกระหืดกระหอบ หยิบพู่หยกขาวทรงกลมแกะสลักซึ่งมีอักษรคำว่าหลิน ยื่นออกไปด้านหน้าเพื่อแสดงให้ทหารรักษาการได้เห็น
เป็เวลาเดียวกันกับที่ขบวนรถม้าคันใหญ่ ซึ่งมีตราสัญญลักษ์บ่งบอกลำดับของเชื้อพระวงศ์เดินทางผ่านมาพอดี
“มู่ตาน” บุรุษน้ำเสียงไพเราะเอ่ยขึ้น หลังจากที่เขาเปิดผ้าม่านหน้าต่างรถม้าออกมาเห็นแผ่นหลังของหญิงสาวที่ตนคุ้นตา
มู่ตานหันไปตามเสียงเรียกนั้น เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นคือเหตุผลที่นางต้องเข้าวัง นางจึงได้รีบวิ่งเข้าไปคุกเข่าลงตรงด้านข้างรถม้า พร้อมกับหยิบจดหมายที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อยื่นส่งให้
“รัชทายาทได้โปรดช่วยคุณหนูด้วยเพคะ”
เมื่อเห็นท่าทีรีบร้อนของนาง เขาก็รับมันมาแล้วเปิดอ่านเนื้อความด้านในอย่างรวดเร็ว เมื่ออ่านจบเขาก็เตรียมจะลงจากรถม้า ทว่ามีเสียงของสตรีผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกันเอ่ยขัดขวางการกระทำนั้นของเขาเสียก่อน
“เ้าจะไปที่ใด” น้ำเสียงเรียบเย็นกล่าวอย่างเนิบช้า ทว่าในเนื้อเสียงนั้นกลับเจือด้วยความไม่สบอารมณ์ปนอยู่ด้วย
“เสด็จแม่ ลูกมีเื่เร่งด่วนคงไปส่งท่านถึงตำหนักไม่ได้”
“มีเื่ใดสำคัญยิ่งกว่าแม่อีกอย่างงั้นรึ” นางกล่าวอย่างฉุนเฉียว เมื่อเห็นบุตรชายเกิดลังเลจึงกล่าวต่ออย่างเอาแต่ใจ
“ไม่รู้ล่ะ! อย่างไรเ้าก็ห้ามไป เว้นเสียแต่เ้าจะไปส่งแม่ที่ตำหนักเสียก่อน”
“แต่ว่า...”
“ออกรถ”
คำกล่าวของมารดา แม้จะไม่ใช่การบังคับ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งอำนาจอันส่งผลให้ผู้เป็บุตรไม่กล้าที่จะขัดคำสั่ง
รัชทายาทจำต้องทำตามอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เขาได้แต่หันกลับไปพยักหน้าให้คำมั่นกับมู่ตานแทนการเอ่ยถ้อยคำ
“องค์รัชทายาท รัชทายาทเพคะ” มู่ตานยังคงร้อนใจ นางพยายามจะวิ่งตามรถม้าเข้าไปอ้อนวอน แต่ก็ถูกทหารยามทั้งสองเข้ามาดึงตัวเอาไว้
ในเวลานั้นครู่หนึ่งที่ด้านในของรถม้า ชั่วขณะที่รถกำลังจะเคลื่อนตัวผ่านไป นางได้เห็นแววตาดุดันของฮองเฮามุ่งตรงมายังนาง สายตานั้นมันคือคำเตือน
มู่ตานยิ่งรู้สึกกระสับกระส่าย นางช่างโชคร้ายที่มาพบกับขบวนของฮองเฮาเข้าพอดี ด้วยสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ หากรัชทายาทตามไปช่วยคุณหนูของนางช้าเกินไป เกรงว่าชื่อเสียงของจางหรูอี้คงไม่แคล้วต้องมัวหมอง
หากเป็เช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่จะเป็อย่างไรต่อไป
“คุณหนู อดทนรอหน่อยนะเ้าค่ะ”
...หน้าจวนสกุลเว่ย
“ปล่อยข้านะ” จางหรูอี้พยายามขัดขืนอย่างสุดกำลัง ในระหว่างที่ถูกบ่าวรับใช้ของเว่ยกงกงใช้กำลังพาตัวนางเข้าไปจนถึงบริเวณกลางลานหน้าเรือนรับรอง
ทว่าเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงกระทบกันระหว่างพื้นดินและเกือกเท้าของม้าที่เทียมด้วยรถลากเลื่อนก็แล่นเข้ามาจอดเทียบในระยะประชิด ใกล้กับกลุ่มคนที่กำลังชุลมุนวุ่นวายกันอยู่หน้าประตู
หลังจากวงล้อรถม้าได้หยุดเคลื่อนไหว กระทั่งพู่ที่ประดับบนเชิงชายของที่นั่งโดยสารหยุดนิ่ง ม่านฝูงชนต่างก็พร้อมใจเดินแหวกทางให้
หัวใจของจางหรูอี้พลันเต้นตึกตัก ราวกับความหวังที่นางตั้งตารอคอยอยู่ตรงหน้าได้สิ้นสุดลงแล้ว
‘จ้าวฉางหลิน ท่านมาช่วยข้าแล้ว’
แต่ครั้นได้เห็นใบหน้าหยกของบุรุษในอาภรณ์สีแดงสด ซึ่งกำลังโค้งศีรษะเดินออกมาสู่ภายนอกผ้าม่านประตูรถม้า ใบหน้าเบิกบานของจางหรูอี้ก็พลันเปลี่ยนเป็ความห่อเหี่ยวขึ้นมาในทันที
“เหตุใดจึงเป็เขา”
ทุกการกระทำอันแสนวุ่นวายเมื่อครู่พลันสงบลงกะทันหัน หลังจากผู้เป็เ้าของรถม้าคันงามยืดตัวตั้งตรง สองขาก้าวลงเหยียบบนพื้นดินแล้ว่เวลาที่หยุดเดินไปเมื่อครู่ก็เริ่มหมุนขึ้นมาอีกครั้ง
“ครึกครื้นกันดีเสียจริง” ใบหน้าแต้มรอยยิ้มอันมีเสนห์ของบุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับการสะบัดพัดในมือขวาให้คลี่ออก ก่อนจะโบกขึ้นลงช้า ๆ ราวกับว่ากำลังพบเจอเื่ที่ทำให้อารมณ์ของเขาสุนทรี
“มีเื่น่ายินดีเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่มีเทียบเชิญสำหรับข้าเลยเล่า เว่ยกงกง” เขารวบพัดในมือดับฉับ แล้วก็จัดการตีปลายพัดลงบนบ่าของขันทีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเบา ๆ จ้องมองเข้าไปในดวงตาคู่เล็กนั้น ซึ่งมันตีความหมายได้ว่า เขาล่วงรู้ความคิดที่อยู่ในหัวของเว่ยกงกงได้อย่างหมดเปลือก
ขันทีเว่ยถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วจึงค่อยยกมือขึ้นประสานอย่างนอบน้อม “ท่านอ๋อง ข้าน้อยจัดงานอย่างเรียบง่าย ไยจะกล้าเชิญผู้สูงศักดิ์เช่นท่านเข้าร่วมงานล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
“เหอะ! ไม่ใช่ว่าเ้าดูิ่ฐานะของข้าหรอกหรือ” ท่านอ๋องหนุ่มข่มเสียงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเดินย้ายไปทางจางหรูอี้
“นี่งานแต่งหรอกหรือ ไยข้าเห็นสีหน้าไม่ยินดีจากเ้าสาวของท่านแล้ว ดูเหมือนนางกำลังไว้ทุกข์ในงานศพเลยเล่า” ใบหน้าร้ายแต้มรอยยิ้ม ยิ่งมองเห็นรอยหยักบนเรียวปากก็ยิ่งยากที่จะคาดเดาวัตถุประสงค์ของท่านอ๋องหนุ่มผู้นี้ได้
ถึงกระนั้นจางหรูอี้ก็ไม่ได้ใส่ใจคนผู้นี้เสียเท่าไหร่นัก เพราะในชั่วทุกขณะลมหายใจ ั์ตาสีโศกของนางยังคงเฝ้าแต่ทอดสายตาเลยออกไปยังด้านหลังของทิศทางที่รถม้าคันเมื่อครู่เพิ่งจะผ่านเข้ามา แม้ว่าจะยังคงไร้ซึ่งวี่แววของชายในดวงใจ
บุรุษในชุดสีแดงเข้มจึงเอียงคอ หรี่ดวงตาหงส์หางตาชี้คู่นั้นจ้องมองไปยังใบหน้าเล็กได้รูป
“เ้าช่วยเก็บสีหน้าผิดหวังของเ้าเสียหน่อยจะได้หรือไม่ ข้าเห็นแล้วปวดใจยิ่งนัก” ถ้อยคำเหน็บแหนมแ
กมรอยยิ้มกล่าวพลางเหลียวมองตามสายตาของนาง ก่อนจะกล่าวขึ้นอีกว่า
“เ้าต้องมองข้าสิถึงจะถูก เพราะเพลาคนเดียวที่จะช่วยเ้าได้ก็คือข้า”