ตอนที่ 2 : รูปปั้นหิน
ณ หมู่บ้านที่ห่างไกลแห่งหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้า แสงแดดส่องให้เห็นรำไร หมอกยามเช้าเริ่มจะจางหายไปจากสายตา ผู้คนเริ่มทยอยกันออกมาทำงาน บ้างก็ไปลงมือทำไร่ทำสวน บ้างก็หุงหาอาหาร บ้างก็ให้อาหารสัตว์
ยังมีบ้านหลังหนึ่งที่สภาพความเป็อยู่เรียกว่าไม่ได้ดีนัก แต่ก็ยังพออยู่ได้ตามอัตภาพ เวลานี้เด็กสองคนกำลังกุลีกุจอจัดเก็บข้าวของและเตรียมจะแบกตะกร้าที่สานจากไม้และเถาวัลย์ขึ้นสะพายหลัง
“เสี่ยวลี่ เสร็จรึยัง” เด็กชายผู้ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตู กำลังร้องเรียกเข้าไปในบ้านเพื่อเร่งน้องสาวของเขาที่กำลังจัดแจงของชิ้นสุดท้ายและกำลังเตรียมจะสะพายตะกร้าพาดบ่า
“ข้าพร้อมแล้ว พี่ใหญ่”
“วันนี้เป็วันแรกที่เ้าจะตามพี่ไปเก็บของในป่า เ้าต้องเดินอยู่ใกล้ๆพี่ ห้ามเผลอเดินไปไหนคนเดียวเข้าใจมั้ย”
คนเป็พี่ชายมีสีหน้ากังวลเล็กน้อย พร้อมทั้งย้ำกำชับน้องสาวหนักแน่น
อันที่จริงเขาเองก็ไม่ได้อยากจะพาน้องสาวคนเล็กไปด้วยเพราะเป็ห่วงกลัวว่าน้องจะได้รับอันตราย แต่โชคไม่ดีที่อาทิตย์ที่แล้วบิดาของเขาได้รับอุบัติเหตุที่ขา เวลานี้ไม่สามารถเดินเหินได้ตามปกติ ทำให้ทุกคนในบ้านมีความกังวลทั้งในเื่ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ และค่ารักษาที่จะตามมา จนทุกคนจำใจที่จะลองให้เสี่ยวลี่...น้องสาวคนเล็กของบ้าน...ตามพี่ชายของเขาไปเก็บของในป่าด้วย
“ไม่ต้องห่วงน่าพี่ใหญ่ ข้ารอวันนี้มานานแล้ว พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลเกินไปนัก” น้องสาวพูดพลางส่งยิ้มให้พี่ใหญ่ของเธอ เพื่อให้เขาคลายความกังวลลง
หลิวเหมยลี่เป็น้องสาวคนเล็กของบ้านอันประกอบด้วยพ่อ แม่ และพี่ชายของเธอ...หลิวหย่งเฉิน
หลิวเหมยลี่เป็เด็กอายุ 6 ขวบน่ารักสมวัย ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ นี่ทำให้เธอเป็ที่รักของทุกคนในบ้าน
“รอก่อน เฉินเอ๋อ ลี่เอ๋อ พวกเ้าสองคนอย่าลืมเอาหมั่นโถวนี่ไปด้วย” เสียงใสกังวาลของตู้เจินจูผู้เป็มารดาก็ดังขึ้นมาทันก่อนที่เด็กทั้งสองคนจะก้าวออกจากบ้านไป
ตู้เจินจูเอาซาลาเปาห่อใส่ผ้าเรียบร้อยและนำมาใส่ในตะกร้าของเด็กทั้งสอง ไม่ลืมที่จะจัดแจงผมเผ้าและตรวจตราความเรียบร้อยของเด็กทั้งสองคนอีกครั้งหนึ่ง แววตาในขณะที่ทำนั้นบ่งบอกถึงความเอ็นดูและเอาใจใส่ต่อลูกทั้งสองคนของเธอมาก
“ขอบคุณขอรับ(ขอบคุณเ้าค่ะ) ท่านแม่” เด็กทั้งสองคนพูดขึ้นมาพร้อมกัน
“เฉินเอ๋อ ลี่เอ๋อ เป็บิดาที่ไม่ได้เื่เอง ครานี้ต้องลำบากพวกเ้าทั้งสองคนเสียแล้ว” เสียงนี้เป็ของหลิวซานเหอผู้เป็บิดาซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ บริเวณขามีผ้าพันแผลอยู่ แม้จะไม่ถึงกับรักษาไม่ได้แต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะสามารถกลับมาเดินเหินเป็ปกติได้อีกครั้ง
“อย่าห่วงไปเลยท่านพ่อ ข้ากับเสี่ยวลี่โตแล้ว พวกข้าสองคนดูแลตัวเองได้” หลิวหย่งเฉินหันมาตอบคนเป็บิดา โดยด้านหลังมีหลิวเหมยลี่พยักหน้าเพิ่มความหนักแน่นในประโยคนั้นขึ้นไปอีก ทำให้ผู้เป็บิดารู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าไปละนะ ท่านพ่อ ท่านแม่”
“ช้าก่อน” ทั้งสองคนที่กำลังหมุนตัวก้าวเดินออกไปพลันหยุดชะงักกับเสียงเรียกนั้น ทันใดนั้นนางตู้ผู้เป็มารดาก็ก้มลงไปคุกเข่าอยู่หน้าเด็กทั้งสองและก้มลงไปกอดทั้งสองคนไว้ด้วยแขนคนละข้าง ทำเอาทั้งสองคนใและเขินอายไปพร้อมกัน
“ทำอะไรน่ะ ท่านแม่” คนเป็น้องสาวออกอาการเขินเพียงเล็กน้อย แต่คนเป็พี่ชายขณะนี้หน้าแดงก่ำเลยทีเดียว
ต้องเข้าใจว่าโดยปกติแล้วคนในบ้านอื่นๆแต่ละบ้านจะไม่ได้มีการััตัวกันสักเท่าใดนัก
แต่นางตู้ผู้นี้ต่างไปจากผู้อื่น นางชื่นชอบที่จะแสดงความรักผ่านการโอบกอดลูกๆของเธอ
ราวกับ้าให้ลูกๆของเธอได้รับรู้ว่าถึงแม้บ้านเราจะไม่มีทรัพย์สมบัติมากมายก่ายกองเหมือนบ้านอื่นๆ แต่ความรักที่มารดามีให้กับพวกเขานั้นไม่น้อยไปกว่าใครอย่างแน่นอน
“เครื่องรางอวยพรให้ลูกๆของข้าโชคดียังไงเล่า” นางพูดพร้อมเอามือขยี้หัวลูกๆทั้งสองคนเบาๆ ก่อนจะอวยพรให้ทั้งสองคนโชคดี ไม่นานเด็กทั้งสองคนก็เดินออกไปตามเส้นทางที่มุ่งสูู่เาจนลับสายตาไป
หมู่บ้านที่ครอบครัวหลิวอาศัยอยู่นี้เป็หมู่บ้านแถบชนบท โดยครอบครัวหลิวอาศัยอยู่ท้ายๆหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่เลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ค้าขายสิ่งของต่างๆ รวมถึงการเก็บหาของป่ามาทำอาหารและนำไปขาย
เช้านี้บรรยากาศดี อากาศกำลังเย็นสบายไม่ร้อนไม่หนาว ระหว่างทางเด็กทั้งสองคนจึงเดินไปได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก ระหว่างทางก็จะเห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันจากบ้านอื่นๆในละแวกเดินไปตามทิศทางเดียวกัน
เส้นทางที่มุ่งไปสู่ป่าบนูเาไม่ได้มีเส้นทางตายตัว ทุกคนจึงเลือกเดินตามเส้นทางที่ตนเองคิดว่าสะดวก แม้จะเห็นแต่ละคนอยู่ไกลๆแต่ก็ไม่คิดจะมาเดินด้วยกัน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาแย่งกันเก็บของในละแวกเดียวกันด้วยนั่นเอง
“เหนื่อยมั้ย เสี่ยวลี่” พี่ชายหันมาถามน้องสาวหลังจากเดินมาได้สักระยะ
“ข้ายังไม่เหนื่อย พี่ใหญ่”
“ถ้าเหนื่อยก็บอกพี่ได้ เ้าเพิ่งจะมาครั้งแรกไม่จำเป็ต้องฝืนนะ”
“ข้าสบายดี ลืมแล้วเหรอว่าข้านั้นแข็งแรงขนาดไหน” ไม่พูดปล่าว นางยังทำท่าเบ่งกล้ามแขนให้คนเป็พี่ชายดู จนคนที่เห็นอดไม่ได้ที่จะยิ้มเอ็นดูในความน่ารักของน้องสาวของตน
“ถ้ายังไหวก็ดี วันนี้ตามพี่มาเดี๋ยวพี่จะสอนให้ว่าเราจะสามารถเก็บอะไรกันได้บ้าง”
โดยปกติแล้วคนที่ขึ้นเขาเข้าป่ามาหาของมักจะเก็บพวกเห็ดหรือพืชผักที่กินได้นำกลับไป หากวันใดเก็บได้เยอะหน่อยนอกจากแบ่งส่วนหนึ่งไว้กินเองแล้วก็มักจะนำไปขายที่ตลาดในเมืองเพื่อแลกเปลี่ยนเป็เงินไว้นำมาซื้อของใช้ที่จำเป็อย่างอื่นกลับไป
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเก็บแต่เห็ดกับผักเพียงอย่างเดียว หากเด็กบางคนมีฝีมือหน่อยก็จะวางกับดักล่าสัตว์ขนาดเล็กไว้ด้วย โดยมากมักจะเป็พวกไก่ป่าหรือกระต่ายป่า
แน่นอนว่าพวกเขารู้สึกว่าสัตว์ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่เช่นพวกกวางหรือหมียังเกินกำลังของพวกเขาไป
อีกทั้งผู้ใหญ่ทั้งหลายก็กลัวว่าเด็กๆจะมีอันตราย แม้จะเคยได้ยินว่าในป่านี้จะมีสัตว์ดุร้ายอันตรายเช่นพวกหมี เสือ หมาป่า อยู่ด้วย
แต่โดยปกติแล้วพวกมันจะไม่ออกมาหากินที่บริเวณชายขอบป่าแบบนี้ จึงเป็ที่รู้กันว่าหากหาของป่าอยู่แต่ละแวกนอกๆรอบป่าเขาแบบนี้ โอกาสที่จะได้รับอันตรายก็มีน้อยมาก
และในบรรดาเด็กที่มีฝีมือในการล่าสัตว์ แน่นอนว่าหลิวหย่งเฉิน...ยังไม่ใช่หนึ่งในนั้น
“ท่านพี่ นั่นท่านกำลังทำอะไรเหรอ” เด็กสาวถามด้วยความใคร่รู้ หลังจากเห็นพี่ชายของเธอมุดเข้าไปทำอะไรลับๆล่อๆในกอหญ้าที่สูงขึ้นมาเกือบท่วมหัว
“พี่กำลังวางกับดักสัตว์น่ะ” หลิวหย่งเฉินตอบกลับน้องสาวโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง มือก็ยังคงขะมักเขม้นทำต่อไป
“โหววว พี่วางกับดักเป็ด้วยเหรอ” หลิวเหมยลี่ร้องออกมาด้วยความตะลึง ด้วยไม่คาดคิดว่าพี่ชายของเธอจะทำสิ่งเหล่านี้เป็ด้วย
“ก็พอเป็บ้าง” คราวนี้พี่ชายของเธอหันกลับมายิ้มเขินๆพร้อมทั้งกำมือและยืดเอานิ้วชี้มาถูที่ใต้จมูก ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าภาคภูมิใจที่เห็นน้องสาวของเขาทึ่งในสิ่งที่เขาทำได้
อันที่จริงก่อนหน้านี้เขาเองก็ยังวางกับดักล่าสัตว์ไม่เป็ โดยปกติแล้วหลิวหย่งเฉินจะเก็บของป่าเพียงอย่างเดียวและหลังจากกลับไปก็จะช่วยงานอยู่ในไร่ และเป็บิดาของเขาที่ออกมาล่าสัตว์
แต่หลังจากที่บิดาของเขาได้รับอุบัติเหตุทำให้ขาเจ็บจนไม่สามารถเข้าป่ามาล่าสัตว์ได้นั้น ทำให้หลิวหย่งเฉินคิดว่าเขาต้องเป็เสาหลักของบ้านแทน และถึงขั้นไปขอร้องให้คนในหมู่บ้านช่วยสาธิตวิธีวางกับดักล่าสัตว์ให้โดยแลกกับหมั่นโถวที่แม่ให้เขามา แน่นอนว่าเพื่อแลกกับสิ่งนี้ทำให้วันนั้นเขาต้องยอมอดกินอาหารไปหนึ่งมื้อ... ซึ่งเขาก็ยินดี
“เอาละ พี่วางกับดักเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราไปเก็บของป่ากันก่อนแล้วค่อยกลับมาดูใหม่ มาดูกันซิว่าวันนี้พวกเราจะหาเห็ดกลับไปกินที่บ้านกันได้รึเปล่า เมื่อวานพี่เห็นบ้านข้างๆเก็บเห็ดกลับมาได้พอสมควร แสดงว่า่นี้น่าจะมีเห็ดให้พวกเราเก็บได้เยอะแล้วหละ”
เมื่อน้องสาวตกลง ทั้งสองคนก็เดินมุ่งเข้าไปในจุดที่คิดว่าน่าจะมีเห็ดขึ้นเยอะ หลังจากเดินไปได้สักพักน้องสาวก็ทำหน้าตาตื่นเต้นพร้อมเขย่าแขนเสื้อคนเป็พี่ชายพร้อมกับชี้ไปข้างหน้า
“นั่นไงๆ พี่ใหญ่ ข้างหน้าไกลๆนั่นข้าเห็นสีขาวๆอยู่เต็มพื้นเลย นั่นใช่กอเห็ดรึเปล่า” หลิวเหมยลี่ร้องะโออกมาด้วยความตื่นเต้น
“จริงด้วย เ้านี่ตาดีจริงๆ พวกเรารีบไปดูกันเถอะ” คนเป็พี่มองตามไปยังจุดที่น้องสาวชี้แล้วก็เห็นเหมือนกับที่น้องพูดมา จึงรีบวิ่งกันไปดู
“นี่ไง เห็ดเต็มเลยพี่ใหญ่”
“ใช่จริงๆด้วย เก่งมากเสี่ยวลี่ พวกเรารีบเก็บกันเถอะ” สองพี่น้องตื่นเต้นและรีบลงมือเด็ดเห็ดโยนใส่ลงในตะกร้าอย่างสนุกสนาน หลังจากนั้นไม่นานก็เห็นว่ามีเห็ดสีขาวอันนึงใหญ่สะดุดตากว่าอันอื่นๆ
“เอ๋....ทำไมเห็ดอันนี้รูปร่างแปลกประหลาด มันใหญ่กว่าอันอื่นมากเลยนะเนี่ย แถมยังไม่มีโคนเห็ดอีกด้วย” คนเป็น้องสาวพูดมาด้วยความแปลกใจ
“จริงด้วย ไหนลองให้พี่ดูหน่อย” คนเป็พี่ชายเอื้อมมือไปััเห็ดก่อนที่จะพบว่าผิวััมันไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนเห็ดที่พวกเขาเพิ่งจะเด็ดมา แถมยังแข็งอีกด้วย
“เอ๊ะ...นี่มันไม่ใช่เห็ดนี่.... นี่มันหิน!”
หลิวหย่งเฉินร้องขึ้นมาด้วยความใที่พบว่าสิ่งที่คิดว่าเป็เห็ดกลับกลายเป็หิน เพราะสีขาวที่โผล่พ้นพื้นดินมาของหินก้อนนี้ใกล้เคียงกับสีขาวของเห็ดที่พวกเขาเพิ่งเก็บกันไป แตกต่างกันตรงที่ไม่มีโคนเห็ดหรือก้านเห็ดให้พวกเขาเห็น เด็กทั้งสองจึงคิดว่าก้านของเห็ดอันนี้อยู่ลึกลงไปในดิน
“แต่หินก้อนนี้มีลวดลายแปลกๆนะ ตอนแรกข้านึกว่าลายเห็ด แต่ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนเห็นเป็รอยแกะสลัก พี่ใหญ่ลองดูเส้นตรงนี้สิ” หลิวเหมยลี่ชี้ให้พี่ชายของเธอดูลายเส้นตรงตำแหน่งที่เธอชี้
“พี่ว่าเราลองขุดกันขึ้นมาดูดีกว่า”
“ตกลง”
สองพี่น้องหยุดพักการเก็บเห็ดชั่วคราวและหันมาช่วยกันขุดดินเพื่อนำหินก้อนนี้ขึ้นมาดู โชคดีที่หินก้อนนี้ขนาดไม่ได้ใหญ่นักทำให้การขุดขึ้นมาไม่ยากลำบากจนเกินไป ไม่นานก็ขุดขึ้นมาได้
และก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อพบว่านี่ไม่ใช่ก้อนหินธรรมดา เพราะดูจากลักษณะแล้วจะเห็นว่ามีส่วนที่คล้ายกับส่วนหัวและลำตัว ที่สำคัญตรงตำแหน่งส่วนหัวนั้นยังสามารถมองออกได้อย่างชัดเจนถึงตำแหน่งของตา จมูก ปาก และหูทั้งสองข้าง
สองพี่น้องใกับสิ่งที่ตัวเองเจอ ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าใ และอุทานออกมาพร้อมๆกัน
“นี่มัน...รูปปั้นหิน!”