“คุณเบลล่าครับนอกจากคุณแล้ว มีใครที่สามารถเข้าถึงเอกสารบทหรือคู่มือฉากพวกนี้ได้บ้างครับ”
เบลล่าที่กำลังยืนเถียงกับวิกเตอร์จนหน้าดำหน้าแดงหันมามองผมเธอพยายามสงบสติอารมณ์ก่อนจะตอบ “ตามปกติแล้ว ก็เกือบจะทุกคนนั่นแหละค่ะเพราะบทพวกนี้มันไม่ได้เป็ความลับขั้นสุดยอดอะไรมันมักจะวางกองไว้อยู่ที่ห้องทำงานข้างๆโต๊ะเครื่องพิมพ์ดีดของฉันเสมอถ้าทีมงานหรือคนงานคนไหนจะเข้ามาหยิบไปดูก็สามารถทำได้เลยค่ะ”
ผมพยักหน้าช้าๆก่อนจะหันไปถามโธมัสที่ยืนตัวสั่นอยู่ใกล้ๆ “แล้วคุณล่ะครับคุณโธมัส คุณไปเอาบทฉบับเ้าปัญหานี้มาจากไหน”
“มัน... มันวางไว้อยู่ที่โต๊ะทำงานหลังเวทีของผมเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เองครับ”โธมัสตอบเสียงแ่ “ตอนที่ผมไปถึงมันก็วางอยู่ตรงนั้นแล้ว ผมไม่เห็นจริงๆว่าใครเป็คนเอามาวางไว้ ผมก็เลยนึกว่าเป็คู่มือฉบับปรับปรุงใหม่จากฝ่ายอุปกรณ์”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าทุกคนในที่นี้มีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงและแอบแก้ไขรายละเอียดฉากในบทนี้ได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และคุณโธมัสเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถือ ‘ใบสั่งตาย’อยู่ในมือ...”
ทั้งเบลล่าและโธมัสต่างพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่ผมพูดบรรยากาศรอบตัวเริ่มข้นคลักไปด้วยความสงสัย แต่สำหรับผม...ทุกอย่างมันลงตัวและชัดเจนั้แ่วินาทีที่เกียร์ระบุตำแหน่งของกลิ่นนั้นแล้ว
ผมหมุนตัวก้าวเดินผ่านสายตาที่สับสนของทีมงานตรงไปหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้าผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดในกลุ่ม
“คุณมีอะไรจะพูดไหมครับ... คุณลิล่า”
เสียงของผมทำให้เธอสะดุ้งสุดตัวผมชูแผ่นกระดาษในมือขึ้นเล็กน้อย “ช่วยบอกผมทีว่า...ทำไมกลิ่นเครื่องสำอางราคาแพงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณถึงไปอบอวลอยู่ในบทรายละเอียดฉากของโธมัสได้”
ลิล่าเบิกตากว้างจนแทบถลนใบหน้าที่แต่งแต้มไว้ด้วยความสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความใสุดขีดและดูร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนมือที่เคยกอดสคริปต์ไว้แน่นเริ่มสั่นเทาจนเห็นได้ชัด
วินาทีนั้นทั้งห้องโถงโรงละครพลันเงียบกริบลงราวกับป่าช้าสายตาทุกคู่เปลี่ยนเป้าหมายจากความโกลาหล มาจับจ้องที่ผมและลิล่าเป็จุดเดียวแสงตะเกียงบนเวทีดูเหมือนจะสาดส่องลงมาที่เธอราวกับสปอร์ตไลท์ที่กำลังเปิดโปงตัวร้ายในบทละครชีวิตจริง
หน้ากากที่เธอสวมมาตลอด...ดูเหมือนมันจะหลุดออกมาเพราะกลิ่นน้ำหอมของตัวเองซะแล้วสิ
ลิล่าฝืนยิ้มที่มุมปากแต่มันกลับดูเหมือนอาการแสยะด้วยความหวาดกลัวมากกว่า เธอหัวเราะแห้งๆในลำคอแล้วพูดตะกุกตะกัก “ค...คุณพูดเื่อะไรคะที่ปรึกษา กลิ่นเครื่องสำอาง ตลกดีนะคะโรงละครทั้งโรงก็อบอวลไปด้วยกลิ่นแป้ง กลิ่นน้ำหอมนักแสดงกันทั้งนั้น ใครๆก็รู้ว่าฉันใช้เครื่องสำอางยี่ห้อไหน มันจะไปเป็หลักฐานได้ยังไงกัน!”
ผมถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายพลางก้าวเข้าไปหาเธออีกหนึ่งก้าวเพื่อเพิ่มแรงกดดัน“ผมจะพูดอีกครั้งนะครับคุณลิล่า กลิ่นน่ะมันอาจจะเหมือนกันทั้งโรงละครจริง...แต่ความเข้มข้นของละอองแป้งผัดหน้าสีมุกที่คุณใช้ ซึ่งมันดันไป ‘ฝัง’อยู่ในเส้นใยกระดาษแผ่นที่โธมัสมีอยู่ มันไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ”
ผมชูนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วสบตาเธอเขม็ง“คงไม่ใช่ว่าจู่ๆ คุณจะเกิดใจดี อยากทำหน้าที่เป็พนักงานส่งสารเอาบทไปแจกจ่ายให้กับคนงานทุกคนด้วยตัวเองจนกลิ่นติดกระดาษหรอกใช่มั้ยครับ?เพราะจากที่คุณเถียงกับเบลล่าเมื่อกี้คุณบอกว่าคุณไม่ได้ยุ่งกับเอกสารเลยนี่นา”
ลิล่าสะอึกไปชั่วขณะเธอเริ่มก้มหน้าลงต่ำ หลบสายตาคมกริบของบอร์นและสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของเพื่อนร่วมงานบรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัดมีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่ดังสะท้อนก้องในโรงละครที่แสนกว้างใหญ่ราวกับมันกำลังนับถอยหลังรอคำสารภาพของเธอ
เธอปิดปากนิ่งเงียบอยู่นานมือทั้งสองข้างขยำชายกระโปรงจนยับยู่ยี่ ก่อนที่ไหล่บางๆของเธอจะเริ่มสั่นสะท้าน... แล้วในที่สุดเสียงสะอื้นที่กลั้นไว้ไม่อยู่ก็หลุดรอดออกมาเป็คำพูดที่แตกพร่า
“ฉัน... ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันลงเอยแบบนี้! ได้โปรดเชื่อฉันเถอะ!”เธอะโออกมาทั้งน้ำตา แววตาที่เคยหยิ่งผยองพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี
“ฉันก็แค่... ฉันแค่เกลียดเวลาที่หล่อนทำตัวเหนือกว่าทุกคนฉันแค่อยากจะดัดนิสัยยัยนั่นเฉยๆ!” ลิล่าสำลักความเสียใจพลางปาดน้ำตาอย่างลนลาน“ฉันแค่แก้บทให้โธมัสผูกเชือกจริง เพราะอยากเห็นเอเวลีนเสียสติกลางเวทีอยากเห็นแม่ดาวเด่นคนนั้นหน้าเขียวหน้าเหลืองจนสำลักบทละครออกมาด้วยความอับอาย...ฉันหวังแค่จะให้มันเป็เื่ตลกที่คนทั้งโรงละครจะเอาไปหัวเราะเยาะหล่อนไปอีกนาน”
เธอกอดตัวเองแน่นเหมือนคนขวัญเสีย“ฉันไม่คิดเลย... ฉันไม่ได้อยากเป็ฆาตกรนะ! ฉันไม่ได้อยากฆ่าใคร!”
ผมปรายตามองเธออย่างเ็าแล้วเริ่มบรรยายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อสันนิษฐานที่ผมรวบรวมมา
“คุณอาศัย่เวลาที่ทุกคนกำลังชุลมุนกับการเตรียมฉากแอบลอบเข้าไปในห้องทำงานของเบลล่า คุณรู้ดีว่าเธอไม่อยู่ที่โต๊ะและคุณก็เริ่มใช้เครื่องพิมพ์ดีดแก้ไขบทละครในส่วนของโธมัสเพียงคนเดียวเพื่อให้เขาทำปมเชือกจริงๆ เข้าไป”
ผมขยับเข้าไปใกล้เธอจนได้กลิ่นแป้งแบบเดียวกับในกระดาษ“และเหตุผลที่กลิ่นเครื่องสำอางติดอยู่ในบทชัดเจนขนาดนั้นเป็เพราะนิสัยติดตัวของคุณ... เวลาคุณเครียดหรือเร่งรีบคุณจะชอบกอดปึกกระดาษไว้แนบอกแน่นๆเสมอเศษละอองแป้งผัดหน้าที่คุณพอกไว้หนาเตอะเพื่อสู้แสงไฟเวทีมันจึงร่วงหล่นลงไปฝังในเนื้อกระดาษในระหว่างที่คุณกำลังกึ่งวิ่งกึ่งเดินเอาบทนี้ไปวางไว้ที่โต๊ะของโธมัสไงครับ”
ลิล่าทรุดฮวบลงกับพื้นเวทีไม้เธอพยายามจะเอื้อมมือมาหาเฮย์สเพื่อขอความเมตตา “สารวัตรคะ...ฉันแค่อยากสั่งสอนยัยคนโอหังนั่นเฉยๆ ฉันไม่รู้จริงๆว่าโธมัสจะบ้าจี้ผูกปมที่ตายจริงขนาดนั้น!”
เฮย์สไม่ตอบอะไรเขาเพียงแต่มองเธอด้วยสายตาสังเวช
ทุกคนในโรงละครต่างจ้องมองลิล่าด้วยสายตาแห่งความโกรธแค้นเสียงด่าทอเริ่มดังระงมขึ้นจากเหล่าทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆ ที่ต้องมาเหนื่อยฟรี“เพราะความอิจฉาของเธอแท้ๆ!” วิกเตอร์ตะคอกซ้ำ“ความพยายามของพวกเราทุกคนเกือบต้องพังพินาศเพียงเพราะแผนแกล้งกันเด็กๆ ของเธอ!”
ลิล่าก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนร่างทั้งร่างสั่นเทาราวกับเขื่อนที่กำลังจะพังทลายก่อนที่เธอจะเงยหน้าที่เปื้อนคราบมาสคาร่าดำสนิทไหลย้อยลงมาตามร่องแก้มดูน่าเกลียดน่ากลัวราวกับหน้ากากที่แตกสลาย
เธอกวาดสายตาที่วาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาไปที่วิกเตอร์และทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นแล้วะโสุดเสียงจนเส้นเืที่คอปูดโปน!
“ก็เพราะพวกคุณทุกคนนั่นแหละ!พวกคุณมันตาบอด!”เธอกระชากเสียงอย่างบ้าคลั่งพลางชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ของดาวเด่นที่ว่างเปล่า“ไม่มีใครเคยเห็นฉันในสายตาเลย! ต่อให้ฉันซ้อมหนักจนเืตาแทบกระเด็นพวกคุณก็มองเห็นแต่ ‘เอเวลีน’ ...ทุกสปอตไลท์ ทุกช่อดอกไม้ ทุกเสียงปรบมือมันพุ่งไปที่หล่อนคนเดียว! ส่วนฉัน... ฉันเป็ได้แค่ ‘เงา’ที่พวกคุณเรียกใช้ตอนที่หล่อนไม่ว่าง!”
เธอแผดเสียงหัวเราะขื่นๆปนเสียงสะอื้นที่ฟังดูน่าขนลุก “ฉันแค่้าพิสูจน์...พิสูจน์ให้คนทั้งโลกเห็นสักครั้งว่าถ้าไม่มีนางฟ้าจอมปลอมนั่น ฉันนี่แหละที่จะเฉิดฉายได้เหนือกว่าหล่อน!ฉันอยากให้หล่อนหายไป... หายไปจากสายตาพวกคุณชั่วคราวเพื่อให้พวกคุณรู้ว่าคนที่พวกคุณเคยมองข้าม มันมีค่าแค่ไหน!”
ลิล่าทรุดตัวลงกับพื้นไม้ของเวทีปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายสายตาใครเสียงร้องไห้ของเธอสะท้อนก้องไปถึงเพดานโรงละครที่มืดมิดมันคือเสียงของความริษยาที่เผาไหม้ตัวเองจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน
เฮย์สยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออกเขาถอนหายใจยาวก่อนจะปรายตาไปทางเ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่“เ้าหน้าที่... คุมตัวเธอไปสงบสติอารมณ์ที่สถานี เดี๋ยวนี้!”
“รับทราบครับ!”เ้าหน้าที่สองคนพุ่งเข้าไปรวบตัวลิล่าที่กำลังเสียขวัญ
ในขณะที่ร่างของเธอถูกลากกึ่งจูงออกไปท่ามกลางสายตาประณามของเพื่อนร่วมคณะลิล่ากลับเริ่มดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง ความกลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ความโกรธเธอะโอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น
“สารวัตรคะ!ฟังฉันก่อน! ฉันไม่ได้ตั้งใจให้มันออกมาแบบนี้จริงๆ!” เสียงของเธอแหลมสูงจนบาดหู“ฉันก็แค่... ฉันแค่ไม่คิดว่าเื่มันจะใหญ่ขนาดนี้! ฉันไม่คิดว่าจู่ๆเอเวลีนจะยืนแข็งเป็หินแบบนั้น!หล่อนไม่พยายามแม้แต่จะขยับมือแกะเชือกเลยตอนที่ถูกกระชากคอ! ทั้งที่หล่อนมีเวลาตั้งหลายวินาที!”
คำพูดสุดท้ายของลิล่า...ทำให้ผมที่กำลังยืนนวดขมับพยายามสะกดความหิวถึงกับชะงักฝีเท้าจนแทบทรงตัวไม่อยู่
ความวุ่นวายรอบตัวพลันเงียบสนิทลงในห้วงความคิดของผม...
เดี๋ยวก่อนนะ...เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไรนะ?
ผมหันไปมองเชือกที่ทิ้งไว้บนเวทีแล้วเบนสายตาไปทางเอเวลีนที่นอนไม่ได้สติด้วยความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
...ไม่พยายามแก้เชือกงั้นเหรอ?คนที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากความตาย ไม่มีทางที่จะยืนนิ่งเฉยได้เว้นเสียแต่ว่า... เธอจะ ‘ถูกทำให้ขยับไม่ได้’ ั้แ่แรก!
ผมหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่ร่างของเอเวลีนถูกกระชากขึ้นไปบนคานสูงอีกครั้งใช่แล้ว...ภาพที่ผมเห็นในตอนนั้นคือร่างกายที่อ่อนปวกเปียกราวกับตุ๊กตาที่ถูกตัดสายป่านเธอไม่ได้พยายามใช้มือทั้งสองข้างตะเกียกตะกายแกะเชือกออกเลยแม้แต่นิดเดียว
ในตอนแรกผมคิดไปเองว่านั่นคือ "การแสดงระดับเทพ" ที่สมจริงจนน่าขนลุกแต่พอมาฟังคำสารภาพของลิล่าเมื่อครู่ จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปก็เริ่มปะติดปะต่อกัน
ถ้าปมเชือกของลิล่าคือกับดัก...แล้วทำไมเอเวลีนถึงยอมให้กับดักนั้นทำงานจนจบ?
ตามปกติแล้วมนุษย์เราต่อให้เป็นักแสดงมืออาชีพแค่ไหน แต่ถ้ารู้ว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตร่างกายจะต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดอย่างสุดกำลังสิแต่นี่เธอกลับปล่อยให้ตัวเองถูกแขวนคออยู่หลายวินาทีจนกระทั่งลิล่าเป็คนแรกที่ะโบอกทุกคนให้รู้ความจริง
วินาทีนั่นเองที่ผมตระหนักได้ว่าลิล่าไม่ใช่ฆาตกรที่เืเย็นพอจะยืนดูคนตายต่อหน้าเธอเป็เพียงคนขี้อิจฉาที่ใสุดขีดเมื่อเห็นว่าแผนการแกล้งกันของเธอมัน‘ได้ผลดีเกินไป’ จนผิดปกติ
“เธอไม่ได้ไม่พยายามช่วยตัวเอง... แต่เธอไม่สามารถทำได้ต่างหาก”ผมพึมพำออกมาคนเดียวท่ามกลางความวุ่นวาย แววตาที่เคยหิวโหยหายวับไป พลันถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบของการค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านแดง
อะไร...ที่ทำให้ร่างกายที่แข็งแรงขนาดนั้นขยับไม่ได้ในพริบตา?
ความคิดของผมแล่นย้อนกลับไปวินาทีก่อนที่การแสดงฉากนี้จะเริ่มภาพเอเวลีนที่ยืนอย่างสง่างามมือถือแก้วไวน์ประกอบฉากฉายชัดขึ้นมาในหัว ผมรีบกวาดสายตาไปรอบๆเวทีที่เต็มไปด้วยความโกลาหล จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับ "แก้วไวน์"ทรงสูงที่วางทิ้งอยู่บนโต๊ะพร็อพไม้ข้างฉาก
ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอตอนที่ผมตรวจสอบร่างกาย...ร่างกายที่ไม่ขัดขืนราวกับสั่งการไม่ได้... ทุกอย่างมันชี้เป้าไปที่สิ่งเดียว
ผมเดินตรงไปที่โต๊ะไม้ตัวเล็กข้างฉากทันทีท่ามกลางสายตาที่สับสนของทุกคนที่ยังคงมัวแต่สนใจการพยายามจับกุมลิล่าผมเอื้อมมือหยิบแก้วไวน์ที่เอเวลีนเพิ่งดื่มไปขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดแสงจากโคมไฟระย้าส่องทะลุของเหลวสีแดงเข้มที่ยังเหลือติดก้นแก้วเล็กน้อย มันดูปกติดีทุกอย่าง...หากมองด้วยตาเปล่า
ผมจึงลองยกมันขึ้นมาดมใกล้ๆ... กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกปนมากับกลิ่นเหม็นเขียวจาง ๆคล้ายใบไม้แห้งหรือสมุนไพรบางชนิดที่ผมไม่คุ้นเคย
ทำไมแก้วไวน์นี่ถึงมีกลิ่นพิลึกแบบนี้?ถึงจะเป็โรงละครอันดับต้น ๆ ของลอนดอนที่เน้นความสมจริงแต่ปกติในการซ้อมใหญ่เขามักจะใช้น้ำหวานหรือไวน์ราคาถูกเจือจางน้ำเพื่อกันนักแสดงเมาไม่ใช่เหรอ
ผมไม่รอช้ารีบกวาดสายตาหาขวดไวน์ต้นตอแล้วหยิบมันขึ้นมาสำรวจฉลากบนขวดระบุว่าเป็ไวน์แดงสายพันธุ์ที่มีรสฝาดจัดและมีกลิ่นเครื่องเทศรุนแรงเป็เอกลักษณ์ผมจึงหันกลับมาเทไวน์ลงแก้วที่เหลือลงอย่างช้า ๆ จนกระทั่งเห็น"ตะกอนละเอียดสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ" กองอยู่ที่ก้นแก้ว
มันไม่ใช่กากองุ่นที่เกิดจากการบ่มแน่นอนเพราะลักษณะของมันดูเหมือนผงละเอียดที่ถูกบดมาอย่างจงใจ
ชัดเลย...มีบางอย่างถูกผสมลงไปในไวน์นี่ อาจสารที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทจนเอเวลีนไม่สามารถขยับตัวขัดขืนได้แม้แต่นิดเดียวและคนร้ายก็ฉลาดพอที่จะเลือกใช้ไวน์กลิ่นแรงและรสฝาดจัด เพื่อใช้ความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศกลบกลิ่นและรสชาติของสารพิษนี้จนเหยื่อไม่ทันเอะใจในวินาทีที่ดื่มลงไป
"นายท่านกลิ่นที่เหมือนใบไม้แห้งนั่น...ข้าเคยเห็นในบันทึกสมุนไพรต้องห้ามนะ มันเหมือน 'รากไม้ปีศาจ'ที่ทำให้คนกลายเป็อัมพาตชั่วคราวเลย" เกียร์ร่อนลงมาเกาะที่ขอบโต๊ะพลางหรี่เลนส์ตามองตะกอนนั้น
ผมหันไปมองเ้าเกียร์แล้วนึกขำในใจโลกที่เครื่องจักรและกลไกเฟื่องฟูแต่กลับมีกลิ่นอายของเวทมนตร์จางๆ แบบนี้มันจะไม่มีของพรรค์นั้นได้ยังไง ส่วนไอ้ "บันทึกสมุนไพรต้องห้าม"ที่มันอ้างถึงน่ะ ผมจำได้ดี มันคือหนังสือรวมเื่สมุนไพรบนชั้นหนังสือในห้องทำงานผมเองที่เ้าเกียร์มักจะชอบหยิบมาแสกนอ่านเวลาว่างๆใน่ที่ร้านขนมปังฝั่งตรงข้ามปิดร้าน เพราะมันไม่มีคนให้แอบดูยังไงล่ะ
แต่สิ่งที่มันบอกว่ามีผลทำให้กลายเป็อัมพาตชั่วคราวนั้นดันเข้าเค้าพอดีเป๊ะ เป็ไปได้สูงว่าในขวดไวน์นี้อาจมีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการชาหรือเป็อัมพาตเฉียบพลันซึ่งนั่นคือสาเหตุหลักที่ทำให้เอเวลีนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลยในตอนที่ถูกแขวนคอ
“เกียร์... นายพอจะจำได้ไหมว่าไอ้ ‘รากไม้ปีศาจ’ ที่นายว่าเนี่ยมันมีชื่อเรียกจริงๆ ว่าอะไร” ผมลองเชิงถามมัน
“นายท่าน! ข้าจำได้แม่นเหมือนบันทึกอยู่ในหน่วยความจำหลักเลยเกี๊ยะ!”มันตอบแบบมั่นใจเต็มร้อย “มันจะมีคำว่า... ‘เบล’ แล้วก็ ‘ดอน’...แล้วหลังจากนั้นข้าก็จำไม่ได้แล้วเกี๊ยะ!”
ผมได้ฟังดังนั้นแล้วถึงกับกุมขมับปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันทีดูท่าว่าพอกลับไปถึงบ้านวันนี้ผมคงต้องถอดฝาครอบหัวมันออกมาซ่อมแซมส่วนความจำสักหน่อยแล้วล่ะขยันจำแค่อะไรครึ่งๆ กลางๆ จริงๆ
ดูเหมือนตอนนี้ผมจะเจอจุดอ่อนของตัวเองเข้าแล้วสิความรู้เื่สมุนไพรของโลกนี้กับโลกเก่าของผมมันไม่ได้เหมือนกันไปซะหมดถ้าผมคิดจะใช้ชีวิตเป็ที่ปรึกษานักสืบที่นี่ต่อคงต้องรีบหาความรู้รอบตัวของโลกนี้มาเสริมเขี้ยวเล็บให้ตัวเองด่วนๆ เลย
ผมละสายตาจากขวดไวน์แล้วหันไปกวาดสายตาหาผู้ช่วยก่อนจะเรียกเ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งให้เข้ามาหา เขาชื่อ "อาเธอร์"เป็ตำรวจน้องใหม่ที่เพิ่งบรรจุได้เพียงเดือนเดียวผมจำเขาได้เพราะความขยันแบบถวายหัวที่มักจะวิ่งวุ่นทำทุกอย่างที่สารวัตรสั่งโดยไม่ปริปากบ่น
“อาเธอร์! มานี่หน่อย” ผมกวักมือเรียก
“ครับ! ท่านที่ปรึกษา มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”อาเธอร์วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาพร้อมสมุดจดในมือ ท่าทางกระตือรือร้นของเขาขัดกับบรรยากาศหม่นๆในโรงละครอย่างสิ้นเชิง
ผมส่งขวดไวน์เ้าปัญหาให้อาเธอร์อย่างระมัดระวังพลางกำชับเสียงหนักแน่น“ฝากตรวจสอบตะกอนและสารพิษในนี้ให้ละเอียดทีนะอาเธอร์”และก่อนที่เขาจะหมุนตัววิ่งออกไปผมก็ไม่ลืมที่จะเสริมข้อมูลสำคัญที่ได้จากความทรงจำแหว่งๆ ของเกียร์ลงไป “อ้อ...ผมรู้สึกเหมือนมันจะมีชื่อขึ้นต้นว่า ‘เบล’ กับ ‘ดอน’ อะไรทำนองนั้นด้วยเผื่อมันจะช่วยให้พวกคุณจำกัดวงการค้นหาได้แคบลง”
อาเธอร์พยักหน้าอย่างกระตือรือร้น“ขอบคุณครับท่านที่ปรึกษา! ผมจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้ครับ”จากนั้นเขาก็รีบวิ่งหายออกไปทางประตูด้านข้างด้วยความเร็วปานพายุ
ระหว่างที่ต้องรอผลการตรวจสอบผมตัดสินใจเดินเข้าไปหาเฮย์สที่กำลังยืนกอดอกดูความวุ่นวายอยู่ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆ “สารวัตรครับ... บางทีคนร้ายตัวจริงอาจไม่ใช่ลิล่าแต่เป็คนอื่นที่ใช้โอกาสนี้ลงมือสังหารเอเวลีนแอบใส่สารบางอย่างลงไปในไวน์เพื่อให้เอเวลีนเป็อัมพาตและช่วยตัวเองไม่ได้ในตอนที่แขวนคอครับ”
ผมเน้นย้ำกับเขาอีกครั้งด้วยแววตาจริงจัง“อย่าเพิ่งบอกเื่ยาพิษนี้กับใครนะครับ เพราะคนร้ายตัวจริงยังแฝงตัวอยู่ในนี้เราต้องทำให้มันตายใจ คิดว่าเรารวบตัวฆาตกรได้แล้ว...รบกวนสารวัตรหาวิธีถ่วงเวลาทุกคนไว้ก่อนนะครับ”
เฮย์สพยักหน้าด้วยแววตาเ้าเล่ห์“เข้าใจแล้วบอร์น ฉันมีวิธีของฉันน่า...”
สารวัตรเดินอาดๆกลับเข้าไปกลางกลุ่มคนที่กำลังโกลาหลโดยเฉพาะลิล่าที่ตอนนี้กำลังร้องไห้อาละวาดขัดขืนการจับกุมของเ้าหน้าที่อย่างสุดกำลังเฮย์สยกมือขึ้นเป็เชิงให้ทุกคนเงียบก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ดูน่าเชื่อถือ “ทุกคนฟังทางนี้!พอดีรถม้าคุมตัวนักโทษของทางสถานีเกิดอุบัติเหตุล้อหลุดระหว่างทางอาจจะมาช้ากว่าปกติหน่อย ขอให้ทุกคนอยู่ในโรงละครนี้ไปก่อน อย่าเพิ่งแยกย้ายไปไหนเพื่อความสะดวกในการสอบปากคำเพิ่มเติม!”
ผมยืนฟังแล้วถึงกับกุมขมับ
สุดยอดไปเลยครับสารวัตร...ผมก็นึกว่าจะมีแผนเด็ดดวงกว่านี้เสียอีก แค่โกหกโต้งๆ ว่าล้อรถหลุดแบบนี้เนี่ยนะมันจะไปได้ผลได้ยังไงกัน
แต่สิ่งที่ผมคิดไว้กลับผิดคาดอย่างสิ้นเชิงคำโกหกหน้าตายของเฮย์สกลับได้ผลชะงัดทุกคนในที่นั้นต่างถอนหายใจและยอมนั่งลงที่เก้าอี้แถวหน้าอย่างว่าง่ายไม่มีใครสงสัยเลยสักนิดว่านั่นคือการกักตัวทางอ้อม
“เกี๊ยะ! คนเมืองนี้ท่าทางจะเชื่อคนง่ายกว่าที่คิดนะนายท่าน”เกียร์บินมาเกาะบ่าพลางมองไปรอบๆ
ผมหันไปกระซิบตอบมันเบาๆ“นั่นสิเกียร์...บางทีความซื่อตรงจนน่าใของคนเมืองนี้ก็ทำให้ฉันเริ่มไม่เข้าใจโลกใบนี้เหมือนกันแต่มันก็ดีสำหรับแผนของเฮย์สล่ะนะ”
ผ่านไปราว30 นาที ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดและเงียบเชียบอาเธอร์ก็วิ่งกลับมาหาผมด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อและท่าทางตื่นเต้นเขาพุ่งตรงมาหาผมแล้วรายงานเสียงค่อยแต่หนักแน่น
“ท่านที่ปรึกษาครับ! จากการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนของทีมชันสูตรพบว่าสิ่งที่ผสมอยู่ในไวน์ขวดนี้คือ สารสกัดจากเบลลาดอนน่าจริงๆ ครับ!”
ผมพยักหน้าพลางนึกในใจอย่างน้อยคำใบ้แค่สองคำ 'เบล' กับ'ดอน' จากหน่วยความจำรั่วๆ ของเกียร์ก็ช่วยให้พวกเ้าหน้าที่จำกัดวงค้นหาจนเจอสารสกัดนี่จริงๆ
อาเธอร์เริ่มอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมตามที่เขาได้รับรายงานมา“สารสกัดชนิดนี้ร้ายกาจมากครับท่านที่ปรึกษา หากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่คำนวณมาอย่างพอเหมาะมันจะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยตรงทำให้กล้ามเนื้อสูญเสียการควบคุมจนเป็อัมพาตชั่วคราวอย่างเฉียบพลันและผลข้างเคียงที่เด่นชัดที่สุดคือมันจะไปยับยั้งการทำงานของต่อมน้ำลายและเมือกต่างๆในร่างกาย ส่งผลให้เหยื่อมีอาการ ปากแห้งผาก ิัร้อนจัดและม่านตาขยายกว้างจนพร่ามัวครับ”
เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนพูดต่อ“นั่นคือเหตุผลที่คุณเอเวลีนไม่สามารถส่งเสียงร้องหรือขยับมือมาแกะเชือกออกได้เลยเธอทำได้เพียงแค่กรอกตาไปมาด้วยความหวาดกลัวในขณะที่ร่างกายแข็งทื่อเป็หิน...เป็วิธีการที่อำมหิตมากครับ”
ผมพยักหน้าพลางมองไปที่ร่างของเอเวลีนที่ถูกหามไปพักที่ห้องรับรอง
ชัดเจนแล้ว...สาเหตุที่เธอไม่ขัดขืนไม่ใช่เพราะการแสดงแต่มันคือคุกที่มองไม่เห็นซึ่งกักขังเธอไว้ในร่างตัวเอง ลิล่าอาจจะเป็คนเตรียม 'ตะแลงแกง' แต่ฆาตกรตัวจริงคือคนที่เตรียม 'ยาชา' นี้มาให้เธอเพื่อให้มั่นใจว่าเหยื่อจะไม่ดิ้นรนหนีไปไหนได้แลพตายในที่สุด
“ทำได้ดีมากอาเธอร์” ผมตบบ่าเ้าหน้าที่หนุ่มเบาๆ “ตอนนี้เรารู้แล้วว่า 'ทำได้อย่างไร' ต่อไปคือต้องหาว่า 'ใคร' ที่มีความรู้เื่สารพิษ และแอบเข้าถึงไวน์ขวดนี้ได้ก่อนการซ้อมจะเริ่ม”
ผมกวาดสายตามองไปยังกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่นั่งรออยู่...ใครกันที่ฉลาดพอจะซ้อนแผนความแค้นของลิล่า ใครกันที่อยากเห็นเอเวลีนตายโดยที่ตัวเองไม่ต้องลงมือผูกเชือกเอง