“รถม้าจวนเจ้าเมือง เหตุใดถึงได้เก่านักนะ มิสมฐานะเอาเสียเลย” อี้หมัวมัวสงสัยเพราะนางไม่รู้ว่าคุณชายใหญ่สกุลจิ่นต้องการปกปิดเรื่องที่เกิดกับบุตรสามคนที่สามของท่านเจ้าเมือง
ขืนเรื่องที่บุตรชายท่านเจ้าเมืองติดฝิ่นเล็ดลอดออกไป เกรงว่าจะเกิดปัญหาจึงต้องระวัง รถม้าคันเก่านำทางอ้อมเข้าด้านหลังจวน
จิ่นเชารออยู่แล้ว เห็นว่าบุตรชายทำตามคำสั่งสำเร็จก็ดีใจจนรีบสาวเท้าไปต้อนรับว่าที่หวังเฟยในอนาคต
“จ้าวกูเหนียงโปรดช่วยบุตรชายข้าด้วย”
“ใต้เท้าจิ่นมิต้องเกรงใจ ท่านพาข้าไปดูอาการของบุตรชายท่านก่อน”
“เชิญกูเหนียงทางนี้”
จิ่นหลงถูกจับมัดมือมัดเท้าอยู่กับเตียงพยายามดิ้นรนเพื่อให้ได้รับอิสระ
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
“หุบปาก!” จิ่นเชาตวาดบุตรชาย ขนาดจ้าวลู่ชิงยังสะดุ้งตกใจเล็กน้อย
“ท่านพ่อปล่อยข้าเถิด ท่านจับข้ามัดมือมัดเท้าทำไม”
“เจ้าป่วยต้องให้ท่านหมอตรวจอาการ”
“ข้ามิได้ป่วยขอรับ ข้าแข็งแรงดี”
“เจ้าให้ท่านหมอตรวจอาการก่อนเถิด หากเจ้ามิได้ป่วยพ่อจะปล่อยเจ้าทันที”
“ก็ได้ ข้ายอมแล้ว” จิ่นหลงสงบลง ขอเพียงปล่อยให้ท่านหมอตรวจตนก็จะเป็นอิสระ แต่ว่าท่านหมอที่ท่านพ่อหามาเป็นสตรีหรอกหรือ
จ้าวลู่ชิงเข้าไปตรวจอาการของคุณชายสามสกุลจิ่น นางบอกให้ทำอะไร คุณชายผู้นี้ก็ยอมทำอย่างง่ายดาย
นางแปลกใจที่เขาไม่มีสีหน้าหรือแววตาดูถูกสตรีที่รู้วิชาแพทย์ แม้ว่าต้าถังเริ่มจะเปิดกว้างและยกย่องสตรีขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นแต่ว่าผู้ที่ยังคงดูถูกสตรีที่รู้วิชาแพทย์ก็มีอยู่มาก บางคนต่อให้ต้องตายก็มิยินยอมให้หมอที่เป็นสตรีเข้าใกล้
“คุณชายเคยรักษาอาการป่วยกับหมอที่เป็นสตรีมาก่อนหรือไม่” ในเมื่อสงสัยนางก็ต้องถาม เพื่อหาต้นตอที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของฝิ่น
“ท่านหมอถามทำไม” สีหน้าเต็มไปด้วยความระแวงของจิ่นหลงทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องแปลกใจ
“ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้นว่าผู้ใดรักษาอาการเจ็บข้อมือให้ท่าน”
จิ่นหลงมีสีหน้าตื่นตระหนก สายตาเหลือบมองบิดากับพี่ชายจึงเห็นว่าพวกเขาทั้งสองยืนหน้าเคร่งเครียด
“เจ้าบาดเจ็บที่ข้อมือตั้งแต่เมื่อไหร่” จิ่นเชาถามบุตรชายด้วยความสงสัย เหตุใดเขาถึงไม่เคยรับรู้ว่าบุตรชายบาดเจ็บมาก่อน
จิ่นหลงหลับตาลงไม่ยอมตอบคำถามทำให้จิ่นเชาขมวดคิ้วเป็นปมใหญ่จนใบหน้าดูดุร้าย
“คุณชายสามโปรดตอบคำถามด้วย ท่านรู้หรือไม่ว่าตนเองได้รับยาที่เป็นพิษจนสามารถทำให้ท่านกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนได้”
จ้าวลู่ชิงมิรู้ถึงสาเหตุการปกปิดอาการบาดเจ็บ แต่เพื่อเบาะแสนางจึงต้องคาดคั้นเอาคำตอบให้ได้
“ยาพิษ?”
“ใช่ คุณชายได้รับยาพิษ”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน ยาวิเศษที่ข้าได้รับมันช่วยทำให้ข้าหายจากอาการเจ็บปวดได้อย่างเร็วพลัน”
ท่าทางของจิ่นหลงเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่สตรีนางนี้กล่าวออกมา
“แต่ท่านไม่หายขาด ความเจ็บปวดที่ท่านได้รับไม่หายไปไหน มันยังคงอยู่เพียงแต่ว่าถูกยาวิเศษที่ท่านกล่าวมาข่มอาการเจ็บปวดเอาไว้”
“ท่านหมอรู้ได้อย่างไร”
“ข้าขอกระจก” จ้าวลู่ชิงกล่าวขึ้นจิ่นปู้อี้ก็รีบไปนำกระจกในห้องน้องชายมาให้
“ท่านส่องดูสภาพตัวเองเถิด ใบหน้าท่านดูมิได้เอาเสียเลย”
จิ่นหลงหลบกระจก มิยินยอมส่องดูใบหน้าตัวเอง เขาตัดสินใจไม่ส่องกระจกมาได้สองอาทิตย์แล้วเพราะรับสภาพทรุดโทรมของร่างกายมิได้
“คุณชายมองดูสภาพตัวเองหน่อยเถิด หากท่านยังมิยอมรับความจริง อีกไม่นานท่านคงกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือน”
จิ่นเชามิยินยอมให้บุตรชายสติฟั่นเฟือน จึงรีบเข้าไปปลอบเพื่อให้บอกความจริงออกมา
“เจ้าอย่าได้กังวลอันใดอีกเลย เจ้าสามารถบอกสิ่งที่อยู่ภายในใจให้พ่อรับรู้ได้ ไม่ว่าปัญหาที่เจ้ากำลังเผชิญมันจะเล็กหรือใหญ่พวกเราจะคอยช่วยเจ้าแก้ไขมัน”
“ท่านพ่อกล่าวถูกต้อง เจ้ากำลังเผชิญอันใดอยู่ เหตุใดถึงคิดปกปิด พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันมิใช่หรือ” จิ่นปู้อี้ตบบ่าน้องชายเพื่อให้กำลังใจ
จิ่นหลงร้องไห้ออกมาราวกับเด็ก ที่เขาต้องปกปิดทุกคนว่าได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือจนไม่สามารถจับพู่กันได้ก็เพราะกลัวว่าทุกคนจะผิดหวัง
พี่ชายคนโตต่างถูกชาวบ้านและอาจารย์ที่สำนักศึกษากล่าวชมว่าเป็นบุคคลมีความสามารถ เส้นทางขุนนางคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
ส่วนพี่ชายคนรองก็เป็นบุคคลมีความสามารถมิแพ้ผู้เป็นพี่ชาย ตอนนี้พี่ชายคนรองของตนไปฝึกวรยุทธอยู่ที่สำนักไผ่หยก
ทุกคนล้วนมีความสามารถส่วนเขาเป็นผู้ที่ด้อยกว่าบรรดาพี่ชาย แม้จะได้รับความรักจากมารดากว่าผู้อื่นแต่ความกดดันก็มีมิน้อย จึงตั้งใจศึกษาตำราจนได้รับการชมเชยจากคนรอบข้างเหมือนอย่างพี่ชายทั้งสอง
พอเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ทำให้ข้อมือได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถจับพู่กันได้ มันเหมือนฟ้าถล่มลงมาต่อหน้า
เรื่องเลวร้ายเช่นนี้เขาจะกล้าบอกคนในครอบครัวได้อย่างไร จึงพยายามหาหมอมาทำการรักษาข้อมือ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีหมอท่านใดรักษาข้อมือให้ได้ ทำให้เขาแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ หากมือใช้จับพู่กันไม่ได้อีกต่อไป
แต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเมตตาจึงส่งหมอเทวดามาช่วยให้เขารอดพ้นจากความสิ้นหวัง ทำให้เขาจับพู่กันได้อีกครั้ง พอยาหมดฤทธิ์มือที่กำลังเขียนตำราก็รู้สึกเจ็บ จึงต้องอาศัยยาวิเศษที่ท่านหมอเทวดาให้มารักษาอยู่บ่อยครั้ง
จิ่นเชาสอบถามบุตรชายคนเล็กจนรู้สาเหตุก็กอดปลอบ มิคิดเลยว่าคำพูดของคนรอบข้างจะมีผลต่อบุตรชายขนาดนี้
เขาไม่ได้คาดหวังว่าบุตรชายต้องเก่งกาจจนสามารถสอบขุนนางได้ ถ้าหากสอบขุนนางได้ก็เป็นสิ่งที่ดี นั่นคือผลพลอยได้จากความตั้งใจ
ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาขอแค่ให้บุตรชายเป็นคนดีสามารถดูแลตัวเองได้ พี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่าให้ใครมาทำร้ายได้ก็เพียงพอแล้ว
“ข้อมือท่านได้รับบาดเจ็บเพราะสาเหตุใด” ตั้งแต่ฟังมาจ้าวลู่ชิงยังไม่ได้ยินเขาพูดถึงสาเหตุอาการบาดเจ็บ จากที่ดูอาการเขาน่าจะถูกอะไรสักอย่างฟาดใส่ข้อมือ
“ข้าช่วยสตรีนางหนึ่งจากผู้ร้าย ระหว่างที่คนพวกนั้นจะฟาดไม้ลงที่ศีรษะ ข้ายกมือขึ้นมาบดบัง ไม้จึงฟาดลงบนข้อมือ”
“สตรีบ้านใด”
“ข้าก็มิทราบ นางลนลานขอบคุณข้าแล้วรีบจากไป”
“ท่านถูกฟาดครั้งเดียวใช่หรือไม่”
“ใช่ ข้าถูกฟาดครั้งเดียว”
“คนที่ฟาดคงลงแรงไม่น้อย” จ้าวลู่ชิงสัมผัสบริเวณข้อมือของจิ่นหลง
“กูเหนียงพอจะช่วยรักษาบุตรชายของข้าได้หรือไม่” จิ่นเชาฝากความหวังไว้ที่สตรีผู้นี้จนหมด
“รักษาได้ ข้าจะรักษาควบคู่ไปกับอาการติดฝิ่นของเขา แต่ท่านต้องบอกมาให้หมดว่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับหมอเทวดา”
จิ่นหลงยอมเล่าหมดเปลือก เพราะเขาไม่อยากสติฟั่นเฟือน แต่ตัวตนของหมอเทวดาผู้นั้นลึกลับเป็นอย่างมาก จึงไม่มีข้อมูลสักเท่าไหร่
จ้าวลู่ชิงถอนหายใจ ผู้ที่ติดฝิ่นไม่มีใครรู้เลยว่าสตรีผู้นั้นเป็นใคร นางทำการรักษาบุตรชายท่านเจ้าเมืองไปอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดกว่าจะแล้วเสร็จก็ทำให้นางเหน็ดเหนื่อย
สุริยาลาลับขอบฟ้าจ้าวลู่ชิงถึงได้เดินทางกลับจวน เผยเยี่ยนนั่งรอลูกศิษย์อยู่ใต้ร่มไม้หน้าประตูทางเข้า รีบหยัดกายขึ้นพร้อมกับหลี่หยวน
“เกิดอะไรขึ้น” เผยเยี่ยนได้ยินข่าวลือที่เกิดขึ้นในเมืองหมดแล้ว และคิดว่าลูกศิษย์ของตนคงต้องรู้เรื่องราว
“พวกเรากลับไปสนทนากันที่เรือนดีกว่า”
เผยเยี่ยนพยักหน้า คิดว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน นางถึงไม่อยากให้เรื่องเผยแพร่ออกไปถึงหูผู้อื่น
หลี่หยวนกับเผยเยี่ยนนั่งฟังจ้าวลู่ชิงอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟัง ใบหน้าของทั้งสองเคร่งเครียดไม่ต่างกัน อีกไม่กี่วันต้องเคลื่อนทัพไปทำศึกแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นในเมืองเสียก่อน
ผู้ร้ายเป็นใคร? เหตุใดถึงได้บ่อนทำลายแคว้นถัง
“พวกมันชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว จับได้ข้าจะให้ม้าแยกร่างพวกมัน!”
หลี่หยวนเต็มไปด้วยโทสะ เมื่อรู้ว่ามีคนบ่อนทำลายแคว้นที่ตนสถาปนาขึ้นมาด้วยความยากลำบาก แม้ตอนนี้เขาจะไม่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์แต่ความรักและอยากเห็นบ้านเมืองสงบยังมีอยู่เต็มเปี่ยม
หลี่หยวนผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมานับไม่ถ้วนมีแววตาสงสัย ความระแวงว่าจะเป็นฝีมือของผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ปรากฎขึ้นในใจ เกรงว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นการมุ่งเป้ามาที่บุตรชายคนเล็กของตน
ภายในใจของหลี่หยวนขุ่นเคืองหลี่ซื่อหมินมานานแล้ว ต่อให้คนพวกนั้นจะดูแลและเอาใจใส่เพื่อไถ่โทษมากเท่าไหร่ เขาก็มิเคยลืมเลือนความเลวร้ายที่คนพวกนั้นเคยทำ