ขณะนี้หานเซินกำลังจ้องมองจุดจุดหนึ่งอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนเขาจะสังเกตเห็นบางอย่างสีเขียว ๆ ในพุ่มหญ้าด้านหน้า หากไม่ตั้งใจมองให้ดีอาจคิดว่ามันเป็แค่ใบหญ้าใบหนึ่ง ใครที่ไม่ระวังคงไม่ทันคิดว่ามันคือสัตว์อสูรอันตรายที่สามารถตัดคอคนขาดได้ในเสี้ยววินาที
…ตั๊กแตนสลาตัน!…
ขาคู่หน้าคล้ายใบเลื่อยที่เห็นอยู่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวของขาแค่สองปล้องแรกรวมกันก็มากกว่าความยาวลำตัวทั้งหมดแล้ว ที่สำคัญขาใบเลื่อยดูแข็งไม่ต่างจากเหล็ก หนามมากมายตรงปลายขาเป็เงาวาววับดูคมกริบ ทำเอาหานเซินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ถึงส่วนลำตัวจะดูบอบบางมาก แต่ขนาดขาบวกกับความว่องไวระดับปีศาจ การจะโจมตีให้โดนตัวมันคงไม่ใช่เื่ง่าย
โชคดีที่หานเซินเป็ฝ่ายเห็นเ้าตั๊กแตนก่อน เด็กหนุ่มในชุดเกราะทองค่อย ๆ ย่องเข้าไปช้า ๆ ในหัวคำนวณหาระยะปลอดภัยที่น่าจะเข้าใกล้ได้มากที่สุดโดยไม่ทำให้มันรู้ตัว
เมื่ออยู่ห่างจากเป้าหมายราวสองเมตรหานเซินก็หยุด เขาไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้กว่านี้เพราะกลัวจะทำให้มันรู้ตัวจนพลาดโอกาสในการจู่โจมตรงจุดที่เล็งไว้
เด็กหนุ่มตั้งสมาธิ เขากระชับมีดในมือแล้วกระโจนออกจากกอหญ้า!
หานเซินฟันไปที่เอวของตั๊กแตนสลาตันอย่างรวดเร็ว
แต่ดูเหมือนเขาจะประเมินความเร็วและปฏิกิริยาตอบสนองของคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป ตั๊กแตนสลาตันรู้ตัวทันทีที่ผู้บุกรุกโผล่จากที่ซ่อน มันกระพือปีกบินขึ้นเพื่อหลบหลีกการโจมตีก่อนจะพุ่งเข้าจู่โจมกลับในชั่วพริบตา
*เคร้ง!* เสียงปะทะกันของโลหะดังขึ้น
ตั๊กแตนสลาตันรวดเร็วสมคำร่ำลือ หานเซินยังไม่ทันรู้ตัวขาหน้าคู่นั้นก็ฟันถูกหัวของเขาแล้ว เขาไม่สามารถตอบสนองการโจมตีของแมลงตัวเขียวได้เลย… ไม่แม้แต่จะมองตามทันด้วยซ้ำ!
ทว่าเด็กหนุ่มในชุดเกราะทองกลับไร้รอยขีดข่วน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นแค่เหมือนมีลมหอบใหญ่พัดมาปะทะวูบหนึ่งพร้อมกับแรงกระแทกเบา ๆ คล้ายมีใครเอาก้อนหินเล็ก ๆ มาปาใส่หัวเขาเท่านั้น
การโจมตีของตั๊กแตนสลาตันเรียกได้ว่าไร้ผลโดยสิ้นเชิง ขาหน้าทรงพลังของมันไม่สามารถทิ้งรอยใด ๆ ไว้บนพื้นผิวของชุดเกราะเืศักดิ์สิทธิ์ได้เลยสักนิด
หานเซินตั้งสติได้ในทันที เขาระงับความยินดีเอาไว้และใช้โอกาสที่เ้าตั๊กแตนั์กำลังงุนงงตวัดมีดในมือเข้าใส่ลำตัว่ท้องของมันสุดแรง
*ชัวะ*
ร่างของตั๊กแตนสลาตันขาดออกเป็สองท่อน ของเหลวสีเขียวที่น่าจะเป็เืสาดกระจายไปทั่ว
ทว่าตอนนี้หานเซินกลับไม่สนใจเืแมลงเหนอะ ๆ ที่เปรอะไปทั่วทั้งตัวแม้แต่น้อย เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการมีชุดเกราะบวกรวมกับเสียงแจ้งเตือนในหัวกำลังทำให้ใจเขาลิงโลด
-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับิญญาอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
“ฮ่าฮ่าฮ่า… มีเกราะเืศักดิ์สิทธิ์ ก็เหมือนมีโลกอยู่ในกำมือ! ขอแค่มีเกราะชุดนี้ ใครหน้าไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ เอ้า! ดาหน้าเข้ามาเ้าตั๊กแตนทั้งหลาย… หรือจะเป็อสูรกลายพันธุ์ก็ไม่กลัว ฉันคนนี้จะเป็ผู้ล่าเพียงหนึ่งเดียว ฮ่าฮ่าฮ่า”
หานเซินกำลังฮึกเหิมอย่างหนัก ความกล้าและบ้าบิ่นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนะเิอยู่ในอก ความกลัวก่อนหน้านี้หายไปไม่มีเหลือ เขาไม่คิดจะรอจังหวะแล้วค่อย ๆ ล่าอีกต่อไป เด็กหนุ่มวิ่งลึกเข้าไปในหุบเขา เริ่มไล่ล่าตั๊กแตนสลาตันอย่างบ้าคลั่ง
เขาลากฝูงตั๊กแตนมารวมกันจำนวนมากก่อนลงมือผ่าครึ่งทีละตัว
*ชัวะ ๆ ชัวะ ๆ ชัวะ ชัวะ ชัวะ*
-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับิญญาอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
-- สังหารตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ, ไม่ได้รับิญญาอสูร, หากกินเนื้อตั๊กแตนสลาตันระดับโบราณ คุณมีโอกาสได้รับจีโนพอยต์ 0 ถึง 10 โดยการสุ่ม --
-- … --
หานเซินวิ่งตะลุยเข้าไปในหุบเขากว้าง เสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นรัว ๆ ในหัวทำให้เด็กหนุ่มเืเดือดพล่าน ตอนนี้เขาฆ่าแมลงเขียวขาเลื่อยไปยี่สิบกว่าตัวแล้ว โดยทั้งหมดใช้เวลาไปไม่กี่นาทีเท่านั้น
++++++++++
ถัดออกไปไม่ไกล เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินทางผ่านมายังหุบเขาสลาตัน
ซูเสี่ยวเฉียวก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย ปากก็บ่นกระปอดกระแปดตัดพ้อถึงความโชคร้ายของตัวเองมาตลอดทาง
พ่อแม่ของซูเสี่ยวเฉียวเป็ถึงเ้าของบริษัทระหว่างดวงดาว* อีกทั้งทั้งสองยังมี ‘บรรดาศักดิ์’ เป็ ‘ผู้มีเกียรติ’ และ ‘ผู้ทรงเกียรติ’ แต่ตัวเขาที่เป็ถึงทายาทกลับถูกส่งมาติดแหง็กอยู่ในฐานพักพิงเกราะเหล็กซังกะบ๊วย …ที่นี่เขาไม่รู้จักใครเลย ไม่มีทั้งิญญาอสูรหรือผู้ช่วยดี ๆ ไม่เหมือนลูกหลานของมหาเศรษฐีบ้านอื่นที่จะได้รับเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่ว่ามานั่นทันทีที่ก้าวเข้ามายังโลกใหม่
(*บริษัทระหว่างดวงดาว หมายถึง บริษัทที่ประกอบธุรกิจอยู่ในระดับที่เหนือกว่าบริษัทข้ามชาติ บริษัทเหล่านี้จะประกอบธุรกิจข้ามดวงดาว ธุรกิจของพวกเขาจะเข้าถึงคนในดวงดาวอื่น ๆ หรือบางบริษัทที่มีขนาดใหญ่ก็อาจไปไกลถึงกาแล็กซีอื่นด้วย)
และเพื่อให้ได้รับบรรดาศักดิ์เหมือนพ่อแม่ ซูเสี่ยวเฉียวจึงตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มล่าอสูรกับฉินเซวียน ด้วยความหวังว่าสักวันเขาจะเก็บจีโนพอยต์กลายพันธุ์ได้ครบหนึ่งร้อย และใช้มันเพื่อวิวัฒนาการ
‘บรรดาศักดิ์’ ของสหพันธ์ดวงดาวก็เปรียบเสมือนยศขุนนางในสมัยโบราณ ซึ่งบรรดาศักดิ์ที่ว่านี้จะมีอยู่ด้วยกันสองตำแหน่ง
ตำแหน่งแรกเรียกว่า ‘ผู้มีเกียรติ’ ขอเพียงวิวัฒนาการครั้งที่สองและเข้าสู่ก็อดแซงก์ทัวรีสเปซที่สามได้ ไม่ว่าใครก็สามารถยื่นเื่ไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหพันธ์ดวงดาวเพื่อทำเื่ขอตำแหน่งนี้ได้ทันที
ตำแหน่งที่สองเรียกว่า ‘ผู้ทรงเกียรติ’ การจะได้รับตำแหน่งนี้ ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็คนที่มีวิวัฒนาการครั้งแรกโดยใช้จีโนพอยต์ระดับกลายพันธุ์ขึ้นไปเท่านั้น
ซึ่งไม่ว่าจะเป็ผู้มีเกียรติหรือผู้ทรงเกียรติ ทุกคนที่มีสถานะเหล่านี้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์จากสหพันธ์ดวงดาวมากมาย แต่เหนือสิทธิประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง การมี ‘บรรดาศักดิ์’ ยังถือเป็สัญลักษณ์ที่แสดงถึง ‘สถานะอันสูงส่งในสังคม’ ยิ่งเป็ยุคสมัยที่การแบ่งแยกชนชั้นในสหพันธ์เข้มข้น บวกกับการแข่งขันทางสังคมอันดุเดือดด้วยแล้ว ในยุคนี้ถ้าคุณไร้บรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งใด ๆ ก็มักจะถูกเพิกเฉย ถูกตัดขาด หรือไม่ก็ถูกดูแคลน ถ้าเป็ในแวดวงไฮโซ คนส่วนใหญ่จะเมินหน้าไม่อยากสนทนาด้วย หรือถ้าเป็แวดวงธุรกิจก็จะไม่มีใครอยากเข้ามาร่วมทุน หรือแม้แต่ติดต่อธุรกิจ
พูดสั้น ๆ ง่าย ๆ การมีบรรดาศักดิ์ก็เหมือนมีใบเบิกทางให้ชีวิตก้าว[ไปข้าง]หน้าในสังคม[จอมปลอมแต่จำเป็]ได้ง่ายขึ้น
ซูเสี่ยวเฉียวไม่กล้าหวังสถานะสูง ๆ อย่าง ‘ผู้ทรงเกียรติเืศักดิ์สิทธิ์’ เขาขอเพียงสะสมจีโนพอยต์กลายพันธุ์ได้ครบ เกิดวิวัฒนาการ แล้วยื่นขอสถานะผู้ทรงเกียรติธรรมดาได้ก็พอใจแล้ว ซึ่งนั่นคือทั้งหมดที่พ่อกับแม่คาดหวังในตัวเขา
อย่างไรก็ตาม การจะสะสมจีโนพอยต์กลายพันธุ์ให้ครบหนึ่งร้อยพอยต์ด้วยการล่าอสูรตัวคนเดียวเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ และการมีเงินอย่างเดียวก็ไม่อาจช่วยให้วิวัฒนาการไปสู่ระดับสูงได้เสมอไปเช่นกัน ก็ขนาดซูเสี่ยวเฉียวที่เป็ทายาทเศรษฐี มีเงินเหลือเฟือก็ยังมีปัญญาหาซื้อได้แค่เนื้อสัตว์อสูรระดับสามัญและโบราณเท่านั้น เนื้อระดับกลายพันธุ์ไม่ใช่สิ่งที่จะมีคนเอาออกมาขายง่าย ๆ หรือถึงจะยื่นข้อเสนอขอซื้อในราคาสูงมาก ๆ ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครยอมขายด้วยซ้ำ
ในฐานพักพิงเกราะเหล็กมีเพียงการเข้าร่วมกลุ่มล่าอสูรของฉินเซวียนที่ตั้งเป้าหมายจะวิวัฒนาการด้วยจีโนพอยต์เืศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นถึงจะมีโอกาสที่เนื้อระดับกลายพันธุ์จะตกมาถึงมือเขาบ้าง ทว่าการจะได้รับเนื้อระดับกลายพันธุ์จากกลุ่มของฉินเซวียนไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองหรือฝีมือในการต่อสู้ โอกาสที่ว่านั่นจะมาหาก็ต่อเมื่อทำงานให้เธอตามที่ได้รับมอบหมาย
ซูเสี่ยวเฉียวเป็เพียงหนึ่งในผู้ที่ทำงานให้ฉินเซวียน เขามีหน้าที่เดินทางไปสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้าไปเพื่อค้นหาร่องรอยของสัตว์อสูรระดับเืศักดิ์สิทธิ์ก่อนส่งข่าวไปให้ผู้นำกลุ่มรับทราบ ถ้าฉินเซวียนเจอเป้าหมายที่้า เธอก็จะจ่ายค่าตอบแทนเป็ส่วนแบ่งเนื้อสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ที่เก็บไว้ในสต๊อกให้ผู้แจ้งเบาะแสอย่างเขา
ซูเสี่ยวเฉียวร่อนเร่ไปในที่ต่าง ๆ มามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว แต่กลับยังไม่เจอร่องรอยของสัตว์อสูรระดับสูงเลยสักตัว อย่าว่าแต่สัตว์อสูรเืศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่รอยเท้าของสัตว์อสูรระดับกลายพันธุ์ก็ยังไม่เห็น ยิ่งตอนนี้เสบียงที่พกติดตัวมาก็ใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว เด็กหนุ่มลูกเศรษฐีได้แต่ทอดถอนใจ…‘ดูท่าครั้งนี้เขาคงต้องกลับฐานพักพิงมือเปล่า เฮ้อ~ กลับไปรอบนี้อย่างน้อยก็ถือซะว่าได้เติมเสบียงก่อนออกเดินทางอีกครั้งแล้วกัน’
ทว่าระหว่างทางกลับ ซูเสี่ยวเฉียวเดินผ่านหุบเขาสลาตันที่ว่ากันว่าอันตรายไม่น่าเข้าใกล้
‘ที่นี่ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าไป…ไม่ค่อยมีใครรบกวน…ไม่แน่อาจจะมีสัตว์อสูรระดับโหด ๆ ซ่อนอยู่ก็ได้’
คิดอย่างนั้น เขาจึงตัดสินใจเข้าไปสำรวจสักหน่อย เผื่อหุบเขาเงียบ ๆ แห่งนี้จะมีสิ่งที่เขากำลังตามหา
ซูเสี่ยวเฉียวย่องเข้ามาภายในหุบเขาสลาตันอย่างระมัดระวัง นอกจากหญ้ารก ๆ สูง ๆ กับต้นไม้ใหญ่มาก ๆ ที่นี่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรอีก… ‘ไม่มีอะไรเลยงั้นเหรอ?’
ไม่นานเด็กหนุ่มก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะั้แ่ที่เขาเข้ามา เขายังไม่เห็นตั๊กแตนสลาตันที่ขึ้นชื่อลือชาเื่ความน่ากลัวนั่นเลยแม้แต่ตัวเดียว และหลังจากเดินลึกเข้าไปในหุบเขาอีกห้าร้อยเมตร เขาก็พบ…ร่องรอยการต่อสู้เต็มไปหมด!
‘หรือว่าจะมีคนยกทัพมากวาดล้างตั๊กแตนในหุบเขาสลาตัน? แต่ใครล่ะจะทำแบบนี้ได้ แก๊งพี่หมัดเหล็กหรือกลุ่มโอรส์? ไม่สิ! ถึงร่องรอยพวกนี้จะดูเยอะก็เถอะ แต่ถ้าขนคนมามากขนาดนั้นก็ไม่น่าจะมีรอยอยู่แค่นี้ อย่างน้อย ๆ ป่าหญ้ารอบ ๆ นี่ก็ต้องราบไปหมดแล้วสิ’
ซูเสี่ยวเฉียวขมวดคิ้วสงสัย เขาเดินตามรอยเืสีเขียวของตั๊กแตนสลาตันไป หลังจากเลี้ยวผ่านผาหินสูงใหญ่ด้านหน้า ภาพที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้เด็กหนุ่มอึ้งไปทันที
ที่เขาเห็นก็คือ กองของซากตั๊กแตนสลาตันขนาดเท่าูเาลูกย่อม ๆ ข้าง ๆ กันนั้นมีบุคคลปริศนาในชุดเกราะสีทองอร่าม เกราะสีทองเด่นสะดุดตาที่แม้จะเปื้อนเืเหนียว ๆ เขียวข้นทั้งตัวแต่ก็ยังสะท้อนแสงตะวันจนเปล่งประกายวาววับ!
‘โหววววว~ เท่จริง ๆ!’
.
.
.