ทางตอนใต้ของทวีปตะวันออก มีผืนป่าขนาดใหญ่แผ่ปกคลุมออกไปกว่าหลายล้านตารางเมตร ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "ป่าหิมพานต์" ผืนป่าแห่งนี้ถูกห่อหุ้มด้วยความลี้ลับและเวทมนตร์อันเก่าแก่ สรรพสัตว์และพืชพรรณภายในป่าแห่งนี้ล้วนมีลักษณะพิเศษที่ไม่สามารถพบได้ในที่อื่น ทั้งยังเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมาย แต่ขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยอันตรายเช่นกัน
ใจกลางป่ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ั์สูงเทียมฟ้าเสียดแทงยอดเมฆ มองจากระยะไกลคงเป็เช่นนั้น แต่ในระยะใกล้ ต้นไม้ต้นนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและรอยฉีกขาดจากฟ้าผ่า ใบที่เคยเขียวชอุ่มแผ่ออร่าศักดิ์สิทธิ์ กลับดูร่วงโรยและร่อแร่ใกล้ตาย ถูกรายเรียงไปด้วยอารามบ้านเรือนตั้งตระหง่านกันอย่างเด่นชัดโดยมีต้นไม้นี้เป็ศูนย์กลางราวกับเป็เมืองขนาดเล็ก
สถานที่แห่งนี้คือ อารามพฤกษา์ ซึ่งเป็อดีตสำนักธาตุอันดับหนึ่งในทวีปตะวันออก
แม้จะตกต่ำจากเมื่อก่อน แต่สถานที่แห่งนี้กลับยังเป็เป้าหมายนับไม่ถ้วนที่เหล่าผู้ควบคุมธาตุมากมายใฝ่ฝันอยากจะมาฝึกฝน
ยามปกตินั้นที่นี่คงไม่แตกต่างจากแดนเซียน์ผู้หลุดพ้นทางโลก แต่ในยามนี้ เหนือท้องฟ้าเมฆดำครึ้มทึบมืดบดบังแสงอาทิตย์ เปลี่ยนกลางวันสดใสให้มืดสนิทราวกับ่เวลากลางคืน
แสงสว่างของฟ้าแลบสว่างจ้า ตามมาด้วยเสียงสนั่นไปทั่วพร้อมกับลมห่าพายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง พัดกระหน่ำจนต้นไม้ใหญ่โค้งงอไปตามกระแสลมราวกับเต้นรำอย่างบ้าคลั่ง สัตว์ป่าต่างพากันวิ่งวุ่นชุลมุนด้วยความหวาดกลัว เสียงร้องของพวกมันดังก้องไปทั่วผืนป่า
ในสภาพอากาศที่เลวร้าย ซึ่งเป็สัญญาณชี้ให้เห็นว่าอีกไม่นานพายุฝนจะมาแล้ว ทั้งยังเป็พายุฝนที่ดุร้ายรุนแรง
"ผู้ควบคุมปฐีอย่าชักช้า! ฝนใกล้จะตกแล้ว แต่กำแพงดินยังไม่เสร็จอีก " เสียงของชายวัยกลางคนลั่นออกมาอย่างกังวล สายตาของมันจับจ้องไปที่กำแพงดินที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ น้ำเสียงของมันแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ทำให้บรรดาลูกศิษย์ต่างเร่งมือทำงานกันอย่างไม่ลดละ
ผู้คนที่อยู่ที่นี่ล้วนมีพลังเหนือธรรมชาติในการควบคุมธาตุ ผู้ควบคุมดินใช้พลังของตนสร้างกำแพงดินเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเข้ามาในอาราม ผู้ควบคุมไม้ใช้พลังของตนควบคุมรากไม้ยึดเกาะพื้นดินให้มั่นคง ส่วนผู้ควบคุมน้ำกำลงเตรียมตัวรับมือกับสายฝนที่กำลังมาถึง
ธรรมชาตินั้นโหดร้ายและเ็าเอาแต่ใจ เพียงอารมณ์ดีมันจะสรรค์สร้างความสุขให้แก่สรรพสิ่ง เพียงแต่ข้าอารมณ์ร้ายจะทำให้เกิดภัยพิบัติ
มนุษย์นั้นเพื่อจะรับมือกับธรรมชาติ จึงได้ฝึกควบคุมมัน
เราเรียกคนพวกนั้นว่า ผู้ควบคุมธาตุ
อารามแห่งหนึ่งในเขตวารี ชายชราบาตู่กำลังมองเหล่าลูกศิษย์ที่กำลังพยายามอย่างเอาเป็เอาตาย ด้วยสีหน้าดำคร่าเครียด แต่ขณะเดียวกัน เขากลับนั่งอยู่ในอารามกับเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังฝนหมึกอย่างผิดแปลกจากบรรยากาศรอบด้าน
“เป็อะไรรึ เหมือนจิตใจเ้าจะอยู่ไม่สุข” บาตู่เอ่ยขึ้น
“เป็อะไรรึ? ดูเหมือนจิตใจเ้าจะไม่อยู่กับตัว” บาตู่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
เด็กหนุ่มวัยสิบสามนามว่า “ได” ซึ่งกำลังฝนหมึกอยู่ ชะงักมือก่อนเงยหน้ามองอาจารย์ด้วยสายตาวิตก “จากปริมาณธาตุน้ำที่มหาศาลเช่นนี้ ข้ากังวลว่าพายุฝนจะรุนแรงและยาวนาน บางทีอาจกินเวลาหลายเดือน ข้าห่วงครอบครัวของข้าและชนเผ่าที่อาศัยอยู่ข้างนอก จะเป็อย่างไรหากพวกเขาต้องเผชิญกับภัยพิบัตินี้”
“หากท่านอาจารย์ออกไปช่วย ด้วยความสามารถในการควบคุมน้ำของท่าน หลายชีวิตคงรอดพ้นจากอันตราย” ไดกล่าวพร้อมสายตาเว้าวอน
บาตู่ส่ายศีรษะช้าๆ ก่อนตอบเสียงหนักแน่น “ไม่ได้ เ้าจงอย่าเอ่ยถึงเื่โง่เง่าเช่นนั้น การพิทักษ์พฤษภา์ต้องมาก่อน สำนักเรามีปรมาจารย์ผู้ควบคุมน้ำเพียงคนเดียวคือข้า หากข้าออกจากที่นี่ในยามที่ภัยพิบัติจากฝนกำลังคุกคาม มันอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงตามมา”
“ภัยพิบัตินี้…ถึงขั้นทำให้ท่านอาจารย์พูดได้เลยรึ!” ไดเอ่ยด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ ในความคิดของเขา ภัยพิบัติธรรมชาติย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้ควบคุมธาตุ ระดับต่ำอาจมองว่าเป็ภัยใหญ่หลวง แต่สำหรับผู้ควบคุมธาตุชั้นสูง บางอย่างนั้นอาจเป็เพียงปัญหาปกติที่แก้ปัญหาด้วยการกระทืบเท้าหนึ่งทีเท่านั้น
ส่วนภัยพิบัติธรรมชาติจากมุมมองของผู้ควบคุมธาตุระดับปรมาจารย์อย่างท่านอาจารย์
“ถ้ามันหนักถึงเพียงนี้…” ไดสูดลมหายใจลึกอย่างตระหนก
บาตู่มองศิษย์ของตนแล้วถอนหายใจยาว “ไดเอ๋ย คำพูดของเ้าแสดงให้เห็นว่าเ้ายังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของการควบคุมน้ำ เ้าต้องฝึกฝนให้มากกว่านี้ แม้ว่าอารามของเราจะถูกขนานนามว่าเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการควบคุมธาตุทั้งห้า แต่เ้าก็รู้ใช่ไหมว่าพวกเรามีจุดอ่อน?”
“ข้าเข้าใจ…แต่…” ไดพยายามแย้ง ทว่าคำพูดกลับสะดุด
“อย่ากังวลไปนัก ทางอารามได้ส่งศิษย์ออกไปแจ้งเตือนชนเผ่าต่างๆ แล้ว พวกเขาได้อพยพขึ้นพื้นที่สูงเป็ส่วนใหญ่ มีเพียงคนที่อยู่นอกชนเผ่าที่ไม่รับข่าวสารเท่านั้นที่อาจตกอยู่ในอันตราย” บาตู่กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “จำไว้ ผู้ควบคุมน้ำที่แท้จริงต้องมีจิตใจสงบ ดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างมั่นคง หากเ้าควบคุมจิตใจได้ เ้าจะสามารถควบคุมทุกสิ่ง”
“ทำไมท่านไม่บอกข้าเื่นี้?” ไดถามด้วยความไม่พอใจ พลางจ้องมองอาจารย์
แต่บาตู่ไม่ตอบ เพียงเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าอึมครึม สีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม คล้ายมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินกว่าที่ไดจะเข้าใจ
ก่อนที่ไดจะได้สงสัยอะไร เสียง "เปรี้ยง!" ดังขึ้นราวกับเสียงะเิขนาดใหญ่ สายฟ้าแหวกนภาพุ่งลงตรงดิ่งใส่พฤกษา์
ใน่เวลานั้น ภายใต้แสงสว่างของฟ้าแลบ ผู้คนที่อยู่รอบๆ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน
ท่ามกลางความตื่นใและความหวาดกลัว เสียงกระซิบที่นิ่งสงบดังขึ้น
"จงมานี่!"
เพียงได้ยินเสียงนี้ สายฟ้าพลันเปลี่ยนทิศทางจากพฤกษา์ ไปยังทิศทางแหล่งที่มาของเสียง
สายตาของไดไปตามทิศทางนั่น
“นั่นมันที่อยู่ของพวกผู้ควบคุมโลหะ! ทำไมสายฟ้าถึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่นั่นได้? บังเอิญเหรอ?” ไดกล่าวออกมาอย่างตกตะลึง
บาตู่เหลือบมองเขาเพียงครู่ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่หนักแน่น “เื่บังเอิญรึ? ในโลกแห่งการควบคุมธาตุ ไม่มีอะไรที่เป็เื่บังเอิญ”
คำพูดนั้นทำให้ไดชะงักไป “การควบคุม…สายฟ้า? มันเป็ไปได้ด้วยเหรอ?” เขาพึมพำออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
เปราะแประ เปราะแประ
ท่ามกลางความตกตะลึงของศิษย์มากมาย เสียงเม็ดฝนก็เริ่มตกลงกระทบพื้น เริ่มจากเม็ดเล็กราวกับลูกปัดก่อนจะเพิ่มเป็เม็ดฝนขนาดใหญ่ราวกับะุปืนในไม่กี่วินาที
ชายชราบาตู่มองฝนที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
โอ้์... หากท่านยังเฝ้ามองดูโลกา
โปรดจงปรานีเถิดหนา ต่อผู้ที่อ่อนแรง และมนุษย์ผู้ยากไร้
