เมื่อโม่อวี้เฉินกลับมาถึงห้องพักฟื้นกู้ชิงเฉิงได้เก็บเข็มยาเรียบร้อยแล้ว นางนั่งพักอยู่ข้างเตียงพลางซับเหงื่อบนหน้าผากไปด้วย
รุ่ยอ๋องยังคงสลบไสลอยู่บนเตียงสีหน้าของเขาซีดเซียวลงกว่าก่อนมาก ส่วนชิงหลิวที่ยืนอยู่ข้างกายมือของเขากุมกระบี่เอาไว้แน่น เขาได้ส่งคนไปสืบเรื่องชุนเถาแล้วเพื่อดูว่ามีผู้ใดติดต่อกับชุนเถาบ้าง
“เทียบยาของท่านอ๋องถูกเปลี่ยน” กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นโม่อวี้เฉินเดินเข้ามา
“แต่ผู้ที่เปลี่ยนยาผู้นี้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่ไม่น้อยหากเพียงตรวจสอบตัวยาเหล่านี้ก็ไม่อาจพบปัญหาใดได้เลยคนที่เปลี่ยนยานั้นก็มีฝีมือไม่น้อย หากตรวจสอบจากตัวยาเพียงอย่างเดียวย่อมไม่มีทางพบปัญหาได้ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจสรรพคุณยาอย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะทำได้ตัวยาที่ถูกเปลี่ยนไปนั้นเป็นยาที่พบได้ทั่วไปแต่กลับเป็นยาที่ส่งผลขัดแย้งกับยาในตำรับที่ข้าเขียนเอาไว้” เพียงแค่การกระทำเล็กน้อยนี้ ก็เกือบเอาชีวิตของรุ่ยอ๋องไปแล้วนับว่าแยบยลยิ่งนัก
โม่อวี้เฉินพยักหน้า“ต้องเป็นอวี๋ชิงฮวาเป็นแน่”
อวี๋ชิงฮวาผู้นี้จงใจพุ่งเป้ามาที่กู้ชิงเฉิงและอันหยวนถังหากทำสำเร็จ ทั้งอันหยวนถังและจวนรุ่ยอ๋องก็ต้องพังพินาศ
“เพคะ เป็นเช่นนั้นจริง” กู้ชิงเฉิงกำใบสั่งยาที่เขียนเสร็จแล้วไว้ในมือนางมีท่าทางลังเลเล็กน้อย “แต่ตอนนี้เราไม่มีหลักฐาน”ด้วยอิทธิพลของตระกูลอวี๋ หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนก็ไม่มีใครกล้าแตะต้องเรื่องนี้ ทุกคนต่างรู้ดี
โม่อวี้เฉินไม่ได้ตอบกลับไปจริงอยู่ที่พวกเขาไม่มีหลักฐาน
กู้ชิงเฉิงลุกขึ้นแล้วมองไปยังชิงหลิว“ดูแลท่านอ๋องให้ดี อย่าให้เกิดเรื่องขึ้นอีก ข้าจะไปต้มยาสักครู่”นางตั้งใจจะต้มยาด้วยตนเอง เพราะนอกจากคนในอันหยวนถังแล้วนางก็ไม่เชื่อใจผู้ใดอีก แต่ตอนนี้คนในอันหยวนถังเองก็ยุ่งวุ่นวายเมื่อครู่พวกเขายังต่อสู้กับคนของอวี๋ชิงฮวา จึงมีผู้ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
นางให้อันอี้ฝานและหยวนจิ่วไปคอยดูแลผู้บาดเจ็บเหล่านั้นแล้วอันที่จริง อันหยวนถังแห่งนี้ก็ประสบภัยโดยไร้ความผิดถูกหางเลขโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาตลอด และนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วในใจของกู้ชิงเฉิงจึงรู้สึกเคียดแค้นขึ้นมา
กู้ตงหลิงผู้นี้ช่างรนหาที่ตายยิ่งนักดูท่าแล้วหากไม่จัดการนางให้สิ้นซาก อันหยวนถังคงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบเสียทีตอนนี้กู้ชิงเฉิงยังไม่รู้ว่ากู้ตงหลิงหนีไปที่ใดหากปล่อยให้นางหาคนมาช่วยเหลือได้อีก หรือพบกับคนตระกูลไป๋กู้ตงหลิงคงจะไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ ดังนั้น หนทางเดียวคือต้องกำจัดนางให้ตายเสียชีวิตของกู้ชิงเฉิงจึงจะสงบลงได้
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” โม่อวี้เฉินเดินตามกู้ชิงเฉิงออกไป
กู้ชิงเฉิงไม่ได้คัดค้านแต่นางกลับเอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านสังหารคนไปแล้วหรือเพคะ?”
ที่จริงแล้วในครั้งที่อวี๋ชิงฮวาเข้ามาก่อความวุ่นวายที่อันหยวนถังนั้นหน่วยองครักษ์เงาที่โม่อวี้เฉินจัดเตรียมไว้ก่อนหน้าก็มีส่วนร่วมไม่น้อย มิฉะนั้นหากมีเพียงหยวนจิ่ว หูเอ้อร์ จินซาน นอกจากนี้ก็ยังมีเหล่าผู้ดูแลพวกเขาจะต่อกรกับอวี๋ชิงฮวาและองครักษ์จากจวนรุ่ยอ๋องได้อย่างไร
หลังจากการปะทะกันโดยตรงโชคดีที่ศิษย์ของอันหยวนถังเพียงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
“อืม” โม่อวี้เฉินไม่ได้ปฏิเสธ “อวี๋ชิงฮวาตายแล้ว”
“ตายแล้วงั้นรึ…” กู้ชิงเฉิงตกตะลึงไปชั่วครู่อวี๋ชิงฮวาตายเร็วขนาดนี้เชียวหรือไม่ใช่ว่าเขาควรจะตายเมื่อเรื่องราวจบลงหรอกหรือ ในใจของนางพลันสะท้านเล็กน้อย
เป็นความจริงที่หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนางอยากรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะส่งผลต่อชะตากรรมของนางและกู้จิ่งเซวียนหรือไม่แต่ทุกสิ่งเบื้องหน้าล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้
นางรู้ดีว่าบั้นปลายของทุกคนเป็นเช่นไรรวมทั้งตัวนางเองด้วย นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทว่าในใจของนางก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ
“เมื่อไม่มีหลักฐานจับกุมตัว ก็ให้เขาอยู่ภายนอกไปเสีย” โม่อวี้เฉินกล่าวยอย่างไม่ใส่นัก “ถึงตอนนั้นต้าหลี่ซื่อคงจะต้องให้ความเป็นธรรมแก่ตระกูลอวี๋เอง”การหาแพะรับบาปสักตัว คงไม่ยากเกินความสามารถของต้าหลี่ซื่อกระมัง
คำกล่าวนี้ทำให้กู้ชิงเฉิงพึงพอใจยิ่งนักนางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สมแล้วที่เป็นองค์รัชทายาททรงเด็ดขาดในการตัดสินใจ เปี่ยมด้วยปัญญาและความกล้าหาญยิ่งนัก”
โม่อวี้เฉินเหลือบตามองกู้ชิงเฉิง
“เจ้ายังไม่ยอมกลับตำหนักบูรพากับข้าหรือ” ในตอนนี้เขาสนใจท่าทีของกู้ชิงเฉิงมากกว่า
“องค์รัชทายาทตรัสอันใดกันเพคะ หม่อมฉันเป็นคนของอันหยวนถังจะไปอยู่ตำหนักขององค์รัชทายาทได้อย่างไรกัน” กู้ชิงเฉิงก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปในห้องยา
นี่คือสถานที่ที่นางออกแบบและสร้างขึ้นด้วยตนเองแม้จะไม่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยเหมือนยุคปัจจุบันแต่ก็มีขั้นตอนการทำงานที่คล้ายคลึงกับยุคปัจจุบันอีกทั้งยังสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งนักทั้งยังมีการฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำ
เมื่อเข้ามาโม่อวี้เฉินก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งอันหยวนถังแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าประหลาดใจในทุกหนทุกแห่งจริงๆที่แห่งนี้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าโรงหมอหลวงเสียอีกมิน่าเล่าผู้คนทั่วหล้าจึงพากันชื่นชม
“ข้าจำได้ว่า… เดิมทีเจ้าหาได้รอบรู้เรื่องการแพทย์ไม่” โม่อวี้เฉินเฝ้ามองกู้ชิงเฉิงจุดเตาต้มยา เขายืนอยู่ข้างๆโดยไม่รู้จะช่วยนางทำสิ่งใดดี เขาจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“หากไม่เข้าใจก็เรียนเอาสิเพคะ” กู้ชิงเฉิงตอบกลับไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองนางไร้ซึ่งความกดดันโดยสิ้นเชิง นางไม่คิดจะใส่ใจต่อความเห็นของโม่อวี้เฉินเลย
“ไม่หรอก พระชายาของข้าเป็นยอดอัจฉริยะต่างหาก” โม่อวี้เฉินไม่ชอบน้ำเสียงที่นางพูดจึงมุมปากกระตุก “ในเวลาห้าปีเจ้ากลับสามารถเรียนรู้วิชาการการแพทย์ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก”
“อย่ามาแอบอ้างว่าข้าเป็นพระชายาของท่าน” กู้ชิงเฉิงพูดขัดขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้นโม่อวี้เฉินรู้สึกราวกับมีก้อนหินถ่วงหนักอยู่ในอก เขาไม่ได้โทษนาง แต่โทษตัวเองชัดเจนว่ายอมรับนางมาตั้งแต่ก่อนนั้น แต่เขาไม่เคยปฏิบัติดีๆ ต่อนางเลยสักครั้งนอกจากนี้เขายังหาข้ออ้างออกจากเมืองหลวงเป็นประจำ...
ตอนนี้พอลองคิดย้อนกลับไปแล้วเขาก็สมควรแล้วจริงๆ การที่เขาจะตามพระชายากลับคืนมา ช่างเป็นเรื่องยากเย็นยิ่งนัก
หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายวันเขาก็เพิ่งจะค้นพบว่าสตรีผู้นี้หากใช้ไม้อ่อนนางยังยอมฟังแต่หากใช้ไม้แข็งแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผล ทว่าเงื่อนไขเช่นนี้ใช้ได้ก็แต่กับผู้อื่นเท่านั้น แต่กับโม่อวี้เฉิน ไม่ว่าจะใช้ไม้อ่อนหรือไม้แข็งนางก็ไม่ยอมทั้งสิ้น ช่างเป็นเรื่องยากลำบากจริงๆ
แต่เขาก็ไม่หวาดหวั่นเขายังคงมีความมั่นใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาจะต้องพาทั้งภรรยาและลูกชายกลับไปตำหนักบูรพาให้ได้
“เจ้าคือพระชายาของข้า” โม่อวี้เฉินเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
กู้ชิงเฉิงเหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจแต่ไม่พูดอะไรตอบโต้ นางยังคงใช้พัดโบกเตาไฟ
ในขณะนั้นโม่อวี้เฉินยื่นมือออกไป “ให้ข้าทำเองเถิด”
กู้ชิงเฉิงยื่นพัดให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติแต่โม่อวี้เฉินกลับจับมือของนางไว้ “ชิงเฉิงเรื่องในอดีตเป็นความผิดของข้า ให้โอกาสข้าชดเชยให้เจ้าเถิด”
กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้วแน่นพยายามดึงมือกลับ แต่ก็ดึงไม่ออก นางจึงทำได้เพียงจ้องมองเขา“ปล่อยเพคะ”
“ไม่ปล่อย!” โม่อวี้เฉินพูดอย่างแน่วแน่ “ถ้าเจ้าไม่รับปาก ข้าก็จะไม่ปล่อย”
ทว่ากู้ชิงเฉิงกลับบีบเข็มเงินในมืออีกข้างแล้วแทงเข้าไปที่มือของเขาโดยตรง ในขณะที่เข็มกำลังจะปักเข้ามือเขา นางก็เอ่ยว่า“เข็มนี้มีพิษร้ายแรงนะเพคะ”
“เจ้ากล้าจริงๆ หรือ...” โม่อวี้เฉินไม่คิดว่านางจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้
ก่อนที่เขาจะพูดจบประตูก็ถูกผลักเปิดออก “ท่านแม่ผลการตรวจเลือดออกมาแล้วขอรับ...” กู้จิ่งเซวียนตัวน้อยยืนอยู่ข้างประตูดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
ในขณะนั้นทั้งกู้ชิงเฉิงและโม่อวี้เฉินยังคงอยู่ในท่าทางเดิม มือทั้งสองข้างประสานกันและกู้ชิงเฉิงก็เก็บเข็มพิษโดยไม่รู้ตัวภาพเช่นนี้ราวกับทั้งสองกำลังจ้องมองกันด้วยความรักอันลึกซึ้ง
“อะแฮ่มๆ” กู้จิ่งเซวียนตอบสนองอย่างรวดเร็วเด็กน้อยทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ ยกมือปิดปากกระแอมสองสามครั้ง “ท่านแม่ ท่านพ่อในอนาคต หากท่านจะทำอะไรต่อ ก็เชิญตามสบายขอรับข้าจะกลับมาใหม่ในภายหลัง” เขาปิดประตูอย่างดีแล้วหันหลังเดินจากไป
กู้ชิงเฉิงรู้สึกอึดอัดในใจเจ้าลูกไม่รักดีที่นางเลี้ยงดูมากับมือ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริงไม่เห็นหรือไรว่ามารดาของตนกำลังถูกคนร้ายรังแกอยู่?
นางได้แต่จ้องมองโม่อวี้เฉินอย่างไม่พอใจ“ปล่อยมือได้แล้วเพคะ ยาจะไหม้หมดแล้ว”
ตอนนี้โม่อวี้เฉินอารมณ์ดีมากกู้จิ่งเซวียนผู้นี้เป็นลูกชายแท้ๆ ของเขาจริงๆเด็กน้อยช่างเป็นผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! มิเช่นนั้น ด้วยนิสัยของกู้ชิงเฉิงนางคงจะแทงเข็มนั้นลงไปแล้วแน่ๆ
และแล้วยาก็พุ่งออกมาจริงๆโม่อวี้เฉินปล่อยมือของกู้ชิงเฉิงแล้วหันไปยกหม้อหูที่กำลังต้มยาอยู่บนเตาเขารู้สึกว่าต่อไปงานหนักเช่นนี้ไม่ควรให้กู้ชิงเฉิงลงมือทำ เขายินดีที่จะช่วยเพียงแต่มือคู่นี้ของเขาเคยแต่จับกระบี่และฆ่าคน ไม่เคยทำงานละเอียดเช่นนี้มาก่อน ท่าทางที่ออกมาจึงจะเงอะงะเล็กน้อย
เมื่อยาที่ต้มเสร็จถูกเทลงในหม้อก็กระเด็นไปทั่วทุกหนแห่ง กู้ชิงเฉิงทำได้เพียงหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดทว่าท่าทางของทั้งสองกลับคล้ายทำงานร่วมกันอย่างไร้ที่ติ
ทว่ากู้ชิงเฉิงก็ยังเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองต่อโม่อวี้เฉิน“ฝ่าบาท ท่านอย่าสร้างความวุ่นวายอีกเลยเพคะการที่ท่านจากไปก็เท่ากับช่วยข้าได้มากแล้ว” ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง!
โม่อวี้เฉินไม่ยอมสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความดื้อดึง “ข้าจะไม่ทิ้งภรรยาไปไหนทั้งนั้นกว่าจะหาพบก็ยากลำบากนัก จะปล่อยให้หายไปอีกไม่ได้แล้ว”
“เงียบไปเลย!” กู้ชิงเฉิงไม่เคยรู้มาก่อนว่าโม่อวี้เฉินจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้นิสัยเช่นนี้ของเขา ในเนื้อเรื่องต้นฉบับก็ไม่มีในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่มี ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริงๆ
ในตอนนี้โม่อวี้เฉินเชื่อฟังอย่างมากเขาไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองคนจึงเดินออกจากห้องยาตามกันไป
โม่อวี้เฉินเป็นคนยกหม้อยาด้วยตัวเองแต่พอทั้งสองเดินออกจากประตู ก็เห็นกู้จิ่งเซวียนที่กำลังยิ้มกริ่ม
กู้จิ่งเซวียนมองมายังกู้ชิงเฉิง“ท่านแม่ ท่านอาหยวนจิ่วบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยที่ท่านจะไปตำหนักบูรพาเขากล่าวว่าองค์รัชทายาทนั้นโหดเหี้ยมไร้เมตตา เจ้าเล่ห์ไร้ยางอายและมีจิตใจเย็นชา หากท่านไป เกรงว่าจะไม่เหลือแม้แต่กระดูกขอรับ”
คำพูดนี้ทำให้คิ้วของโม่อวี้เฉินขมวดแน่น“หยวนจิ่วสมควรได้รับการอบรมใหม่แล้ว”
หยวนจิ่วผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนักถึงได้บังอาจประเมินเขาเช่นนี้