"ก็... มีพร่ามัวอยู่บ้าง..." หลี่ต้าเหนียงเหลียวมองบุตรชายอย่างระมัดระวังก่อนจะเอ่ยปาก
"ท่านแม่!"อู๋ซิ่วไฉร้อนใจขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าตนเองที่เป็นบุตรชายจะไม่สังเกตเห็นสักนิด!
"ไม่ร้ายแรงแค่เหมือนมีหมอกบังตาชั่วครั้งชั่วคราว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นเห็นชัดเจนชัดเจนดี!" เห็นบุตรชายโกรธจริงจัง หลี่ต้าเหนียงก็รีบอธิบาย
"แม่นางหมิงท่านพูดมาเถอะ ข้าเชื่อท่าน" อู๋ซิ่วไฉไม่ฟังคำอธิบายของมารดาหันไปถามหมิงเป่าจูแทน
"โชคดีที่ข้ามาวันนี้หากปล่อยไว้อีกสองสามวัน เกรงว่าดวงตาของท่านคงจะมองอะไรไม่เห็นแล้ว"
หมิงเป่าจูกล่าวจบอู๋ซิ่วไฉก็ตบหน้าตนเองอย่างแรง "ล้วนเป็นความผิดของลูก เป็นความผิดของลูกเอง!"
โทษตนเองว่าไร้ความสามารถหาเงินไม่ได้ เลี้ยงดูครอบครัวไม่ดี มิเช่นนั้นท่านแม่คงไม่ปิดบังเขาไปเสียทุกเรื่องแม้แต่โรคร้ายแรงเช่นนี้ก็ไม่เคยบอกกล่าวสักคำ
"เสี่ยวไห่!โธ่ลูก ลูกแม่!"
หลี่ต้าเหนียงโผเข้าไปด้วยความปวดใจคว้ามือของอู๋ซิ่วไฉไว้แน่น "แค่ก แค่ก! แม่ผิดเอง แม่ไม่ดี แค่ก!ต่อไปนี้หากแม่รู้สึกไม่สบายตรงไหน จะบอกเจ้าทุกอย่าง อย่าทำเช่นนี้อีกเลย อย่าแค่ก แค่ก! อย่าทำร้ายตัวเองเช่นนี้อีก"
หลี่ต้าเหนียงพูดไปไอไปในที่สุดก็หยุดการทำร้ายตัวเองของอู๋ซิ่วไฉไว้ได้ สองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ ต่างฝ่ายต่างรับว่าเป็นความผิดของตนเอง
หมิงเป่าจูนิ่งเงียบตลอดเวลาจนกระทั่งเมื่อแม่ลูกโผเข้ากอดกัน นางก็ถอยออกมา โดยเว้นระยะห่างไว้พอสมควร
นางโกหก
ดวงตาของหลี่ต้าเหนียงมองไม่ชัดการเผชิญกับควันไฟจากเตาถ่านมาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้ดวงตาไม่กระจ่างใส บางครั้งภาพที่เห็นก็พร่ามัว
เช่นเดียวกับอาการไอจริงๆ แล้วไม่ร้ายแรง เพียงแค่เติมสมุนไพรบางอย่างลงไปในยาแก้ไอก็สามารถรักษาให้หายได้
แต่นางไม่อาจบอกความจริงออกไปหากพูดอย่างตรงไปตรงมา อู๋ซิ่วไฉคงไม่รู้สึกผิด ส่วนหลี่ต้าเหนียงก็คงไม่แยแสอาการป่วยของตนเองเพราะสงสารบุตรชาย
ต่อไปเหตุการณ์เทือกนี้ก็อาจเกิดขึ้นอีกปิดบังอาการเจ็บป่วยไม่ยอมพบหมอ ยื้อจนล่วงเลยช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการรักษา จากอาการป่วยที่เรียบง่ายกลายเป็นโรคร้ายแรงเพิ่มความยากของการรักษาขึ้นไปอีก จนอาจสายเกินแก้
แม้ว่านางจะโกหกแต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับดี คำลวงที่ถูกกาลเทศะ มักจะส่งผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดเสมอ
"แม่นางหมิงข้าขอร้อง ช่วยรักษามารดาของข้าด้วย ชาตินี้ข้ายอมเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ท่าน โดยไม่เกี่ยงงอนสักคำ!"
อู๋ซิ่วไฉทิ้งตัวคุกเข่าลงบนพื้นโขกศีรษะให้หมิงเป่าจูอย่างแรง จนนางตกใจถอยหลังกรูด เบี่ยงตัวหลบ ไม่กล้ารับการคำนับ
"ท่านรีบลุกขึ้นรีบลุกเร็วเข้า!" หมิงเป่าจูหลบไปข้างเตียง จึงเลี่ยงการคำนับแบบเต็มพิธีของอีกฝ่ายได้อย่างหวุดหวิด"ข้าไม่ได้บอกว่าอาการป่วยของมารดาท่านรักษาไม่ได้เสียหน่อย รักษาได้รักษาได้!"
"จริงหรือ?" อู๋ซิ่วไฉเงยหน้ามองหมิงเป่าจูดวงตาพร่ามัวด้วยหยาดน้ำตา
"จริงสิ!"หมิงเป่าจูจนปัญญา เริ่มเสียใจภายหลังที่เข้ามายุ่งกับเรื่องนี้
เมื่อได้รับคำยืนยันจากนางอู๋ซิ่วไฉจึงยอมลุกขึ้น
"เดี๋ยวข้าจะเขียนเทียบสั่งยาให้กินยาอย่างต่อเนื่อง รับรองว่าหายเป็นปลิดทิ้ง" หมิงเป่าจูเป่าลมออกมาเร็วๆเมื่อครู่ช่างน่าเสียวไส้ นางไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน คนโบราณนี่อย่างไรกันเอะอะก็คุกเข่าให้ผู้อื่น ทำเอานางตกใจแทบแย่
"ขอบคุณแม่นาง"หลี่ต้าเหนียงกล่าวขอบคุณ มองบุตรชายแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ"เสี่ยวไห่ เจ้าออกไปก่อน แม่มีเรื่องจะคุยกับแม่นางหมิงเป็นการส่วนตัว"
"ท่านแม่มีเรื่องอะไรที่ข้า..." อู๋ซิ่วไฉตั้งใจจะถามว่าเหตุใดตนเองจึงอยู่ด้วยไม่ได้ก็ถูกหมิงเป่าจูตัดบทเสียก่อน
"ท่านออกไปก่อนเถิดข้าขอนั่งคุยกับท่านป้าหลี่สักครู่" หมิงเป่าจูแย้มยิ้ม อู๋ซิ่วไฉลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เดินออกไป
สายตาของหลี่ต้าเหนียงมองบุตรชายสลับกับหมิงเป่าจูไปมาก่อนจะยิ้มออกมา "เชิญแม่นาง เชิญนั่งก่อนเถิด"
หมิงเป่าจูนั่งลงข้างเตียงตามคำเชิญนางเองก็อยากรู้ว่าหลี่ต้าเหนียงต้องการพูดอะไรกับนางกันแน่
"แม่นางหมิงแค่ก แค่ก! ข้าแก่แล้วก็จริง แต่ก็มิได้ตาฝ้าฟางจนโง่งม ตลอดเวลาที่ผ่านมาบุตรชายข้าเป็นคนเช่นไรป้ารู้แก่ใจดี เขาเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ สนใจแต่โคลงกลอนบทกวีบทความที่เข้าใจยากเหล่านั้น ไม่เคยมีมิตรสหาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะรู้จักแม่นางน้อยคนไหนเจ้าจึงมิใช่สหายของเขาใช่หรือไม่"
หลี่ต้าเหนียงกวาดตามองหมิงเป่าจูตั้งแต่หัวจรดเท้าเด็กสาวผู้นี้ฐานะคงยากจนเช่นกัน เสื้อผ้าโทรมยิ่งกว่าเสี่ยวไห่เสียอีกบางจุดยังมีรอยขาดอีกด้วย
ทว่ากลับมีน้ำใจงดงามอย่างที่หาได้ยากยิ่งทั้งยังเฉลียวฉลาดมาก ที่สำคัญคือไม่รังเกียจครอบครัวนาง ยินดีให้ความช่วยเหลือ ถูกใจนางอย่างยิ่ง
"ท่านป้าสายตาเฉียมแหลมข้ากับอู๋ซิ่วไฉเพิ่งรู้จักกันวันนี้เอง แต่ข้าคิดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราค่อนข้างคล้ายคลึงกันอีกอย่างแค่ตรวจอาการป่วย มิได้ยากเย็นอันใด ข้าไม่คิดเงินท่านจริงๆ ขอให้ท่านโปรดวางใจ"
ในเมื่อถูกจับได้แล้วนางก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอีก
"ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นแค่ก แค่ก!"
เห็นอีกฝ่ายไอหมิงเป่าจูจึงรีบลูบหลังให้เบาๆ เพื่อช่วยให้อีกฝ่ายหายใจคล่องขึ้น "ค่อยๆพูดเถิด ไม่ต้องรีบร้อน"
หลี่ต้าเหนียงยิ่งรู้สึกพึงพอใจ
"แม่นางเจ้าหมั้นหมายกับผู้ใดหรือยัง?"จู่ๆ หลี่ต้าเหนียงก็ถามคำถามนี้ออกมา ทำเอามือเล็กจ้อยที่กำลังลูบหลังให้หยุดชะงัก
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนกข้าแค่... แค่ก แค่ก! ข้าแค่เห็นว่าเจ้าเป็นเด็กน่ารักน่าเอ็นดู เสี่ยวไห่ของพวกเรานิสัยดีมากหากเป็นไปได้ เจ้าคิดว่า..."
ทันทีที่ได้ยินคำถามหมิงเป่าจูก็เข้าใจความหมายของหลี่ต้าเหนียงที่ต้องการคุยเป็นการส่วนตัวนึกไม่ถึงว่าตนเองเพิ่งรู้จักกับอู๋ซิ่วไฉเพียงวันเดียวจะคุยเรื่องแต่งงานเสียแล้ว!
"ท่านแม่!"อู๋ซิ่วไฉพุ่งเข้ามา ขัดจังหวะคำพูดของมารดา
ที่จริงแล้วเขาไม่ได้เดินไปไกลเมื่อครู่ที่ถูกไล่ออกมา ก็แอบฟังอยู่เงียบๆ อยากรู้ว่ามารดาจะพูดอะไรกับแม่นางหมิงบ้างไม่คาดคิดว่าจะเป็นเรื่องเช่นนี้
"แม่นางหมิงจิตใจดียอมช่วยเหลือข้า เหตุใดท่านถึงไปพูดเรื่องเหล่านี้กับนาง?"
ทั้งสองรู้จักกันยังไม่ถึงสี่ชั่วยามการเอ่ยปากขอให้นางมาตรวจอาการป่วยที่บ้านก็กะทันหันมากพออยู่แล้ว
บัดนี้มารดายังชวนผู้อื่นคุยเรื่องที่หญิงสาวทั่วไปได้ยินเป็นต้องเหนียมอายเพียงแค่แอบฟังอยู่หน้าประตู เขาก็แทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว
"เจ้าเข้ามาได้อย่างไรแม่ก็ทำเพื่อเจ้าทั้งนั้น อายุเจ้าปาเข้าไปเท่าใดแล้ว ถึงวัยที่ควรแต่งภรรยาเสียที"หลี่ต้าเหนียงบ่นพ้อต่อว่า
บุตรคนนี้ดื้อดึงไม่ยอมเชื่อฟังวิ่งเข้ามาเช่นนี้แล้วนางจะพูดต่อได้อย่างไร ไม่รู้ใจมารดาเอาเสียเลย
พอพูดถึงเรื่องนี้อู๋ซิ่วไฉก็ก้มหน้าลงอีกครั้งตนเองถึงวัยแต่งภรรยาแล้วอย่างไรเล่า ฐานะยากจนข้นแค้น บ้านช่องก็มีแต่ผนังสี่ด้านจับแขนเสื้อก็เห็นถึงข้อศอก[1]แล้ว จะแต่งงานกับใครได้ หากไม่ระวังคงกลายเป็นการทำร้ายฝ่ายหญิงเปล่าๆ
"เจ้าเด็กคนนี้!"
หลี่ต้าเหนียงได้แต่โทษว่าบุตรชายไม่เอาไหนไม่ใช่โทษว่าหาเงินไม่ได้ แต่โทษว่าไม่รู้จักไขว่คว้าโอกาส จะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้เข้ามาสักกี่ครั้งเชียว!
นางผ่านโลกมามากมองออกว่าแม่นางหมิงเป็นคนดี ตอนนี้อายุยังน้อยยังมีนิสัยใจคอเช่นนี้ เติบโตขึ้นไปต้องดีงามยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน
หญิงสาวที่ดีเช่นนี้หากไม่รีบคว้าโอกาสไว้ ระวังจะถูกคนอื่นแย่งชิงไปเสียก่อน!
"ท่านป้าหลี่ขอบคุณมากสำหรับความหวังดีของท่าน แต่ว่า... ข้ามีคนในดวงใจอยู่แล้ว"
หมิงเป่าจูเห็นแม่ลูกทั้งสองชะงักงันไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร จึงแสร้งกุเรื่องขึ้นมาแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า
"มีคนในดวงใจแล้วรึ?" หลี่ต้าเหนียงถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
หมิงเป่าจูยิ้มบางๆพยักหน้ารับเบาๆ
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของอู๋ซิ่วไฉก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่โชคดีที่เขาก้มหน้าลง ผู้อื่นจึงไม่น่าจะสังเกตเห็น
[1] จับแขนเสื้อก็เห็นถึงข้อศอก(捉襟见肘) เป็นถ้อยคำเปรียบเปรยกับสถานการณ์ที่ยากจนข้นแค้นอัตคัดขัดสน ชักหน้าไม่ถึงหลัง เต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหา